Tag Archive: เว็บไซต์

7 ข้อควรสังเกต เว็บไซต์แบบไหน มีความน่าเชื่อถือ

การจะเลือกใช้บริการกับเว็บไซต์นั้น สิ่งสำคัญที่คุณควรสังเกตให้ดีก่อนตัดสินใจก็คือความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์นั่นเอง โดยเฉพาะเว็บไซต์ที่เกี่ยวกับการลงทุนหรือเว็บขายสินค้า ซึ่งก็มี 7 ข้อที่ควรสังเกตว่าเว็บเชื่อถือได้หรือไม่ดังนี้

1.ต้องมีสัญลักษณ์ยืนยันตัวตน

เว็บไซต์ที่มีความน่าเชื่อถือควรจะมีสัญลักษณ์ยืนยันตัวตน เพื่อบอกให้รู้ว่าเว็บมีตัวตนอยู่จริงและมีการจดทะเบียนรับรองเรียบร้อยแล้ว โดยเฉพาะเว็บไซต์เชิงพาณิชย์จะต้องมีสัญลักษณ์ DBD Registered ที่บอกได้ว่าเว็บไซต์นี้ได้จดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเรียบร้อยแล้วนั่นเอง

2.มีรายละเอียดที่อยู่ติดต่อชัดเจน

เว็บไซต์ควรมีรายละเอียดเกี่ยวกับที่อยู่และข้อมูลการติดต่ออย่างชัดเจน โดยจะต้องเป็นข้อมูลการติดต่อที่สามารถติดต่อได้จริง เช่น เบอร์โทรศัพท์ ไลน์ไอดี อีเมลล์ และเฟสบุ๊ค เป็นต้น ดังนั้นควรสังเกตให้ดีก่อนใช้บริการว่าเว็บนั้นมีรายละเอียดที่สำคัญเหล่านี้ครบถ้วนหรือไม่

3.อัพเดตข้อมูลตลอดเวลา

ควรสังเกตว่าเว็บไซต์มีการอัพเดตตลอดเวลาหรือไม่ ไม่ใช่เงียบจนเหมือนไม่มีตัวตน โดยเฉพาะเว็บไซต์การลงทุนและการเดิมพันอย่าง VWIN ซึ่งการที่เว็บมีการอัพเดตข้อมูลอยู่เสมอจะทำให้มั่นใจได้ว่ามีผู้ดูแลระบบอยู่ตลอดเวลาและเชื่อถือได้แน่นอน

4.ออกแบบเว็บได้ทันสมัย

การออกแบบเว็บให้ทันสมัย ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่บอกได้ว่าเว็บไซต์มีความน่าเชื่อถือมากแค่ไหน เพราะนั่นแสดงให้เห็นได้ว่าผู้ให้บริการเว็บมีความใส่ใจและอัพเดตเว็บให้ทันยุคทันสมัยและตอบโจทย์ผู้ใช้งานอยู่เสมอ โดยเฉพาะการออกแบบให้สามารถใช้งานบนมือถือได้ และรองรับการใช้งานในหลายรูปแบบ ดังนั้นก่อนจะตัดสินใจใช้บริการเว็บไซต์นั้นก็ควรดูในเรื่องของการออกแบบเว็บด้วย

5.ไม่มีข้อมูลเกินจริง

คุณจะต้องพิจารณาพอสมควรว่าเว็บไซน์นั้นมีข้อมูลที่เกินจริงหรือไม่ เพราะเว็บไซต์ที่โกงส่วนใหญ่มักจะใช้ข้อมูลที่เกินจริงมาหลอกล่อให้ผู้คนหลงเชื่อและถูกโกงได้โดยง่าย ดังนั้นจึงควรเลือกใช้บริการกับเว็บที่มีข้อมูลน่าเชื่อถือและมีความเป็นไปได้มากกว่า

6.มีความรวดเร็วในการแสดงผล

เว็บไซต์ที่เชื่อถือได้จะต้องมีความรวดเร็วในการแสดงผลด้วย เพราะนั่นบอกได้ถึงความเสถียรของเว็บและความสมบูรณ์แบบ ซึ่งจะทำให้เกิดความมั่นใจได้ว่าจะไม่มีปัญหาในขณะใช้งานอย่างแน่นอน แถมยังทำให้คุณใช้งานเว็บไซต์ได้อย่างลื่นไหล ไม่ต้องอารมณ์เสียกับการโหลดหน้าเว็บที่ช้ามากอีกด้วย

7.จดชื่อโดเมนเรียบร้อย

อีกหนึ่งสิ่งสำคัญในการบ่งบอกว่าเว็บมีความน่าเชื่อถือมากแค่ไหน ที่จะมองข้ามไม่ได้เลยก็คือการจดชื่อโดเมนนั่นเอง โดยเว็บไซต์จะต้องมีการจดชื่อโดเมนเป็นของตัวเองและตั้งชื่อโดเมนเข้ากับแบรนด์หรือเนื้อหาเว็บไซต์ด้วย ซึ่งจะทำให้เว็บดูน่าเชื่อถือมากขึ้นไปอีก

ก่อนใช้บริการกับเว็บไซต์ไหน ควรสังเกตสักนิดว่ามีความน่าเชื่อถือหรือไม่ โดยพิจารณาจาก 7 ข้อดังกล่าวนี้ แล้วคุณจะใช้บริการเว็บไซต์ได้อย่างสบายใจโดยไม่ต้องกลัวถูกโกงอย่างแน่นอน

การกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการออกแบบเว็บไซต์

ปัญหาที่สำคัญอย่างหนึ่งของการสร้างเว็บไซต์ คือ เมื่อเขียนเว็บไซต์ออกมาแล้วไม่ได้รับความนิยม นั่นคือ ไม่มีผู้เข้าชมเว็บไซต์ หรือมีผู้เข้าชมเว็บไซต์จำนวนน้อยกว่าที่ตั้งเป้าหมายไว้ ทำให้การสร้างเว็บไซต์กลายเป็นสิ่งที่สิ้นเปลืองงบประมาณสำหรับหลาย ๆ องค์กรอย่างมาก ส่งผลให้หลาย ๆ องค์กรไม่ให้ความสำคัญในการพัฒนาเว็บไซต์ ซึ่งการไม่พัฒนานี้ก็จะยิ่งทำให้เว็บไซต์ไม่มีคนเข้าชมเพิ่มมากขึ้นไปอีก ดังนั้น สิ่งที่สำคัญที่จะช่วยให้เว็บไซต์ได้รับความนิยม ก็คือ องค์กรที่สร้างเว็บไซต์ต้องสามารถกำหนดเป้าหมายให้ชัดเจน เพราะจะทำให้สามารถใช้เว็บไซต์ในการโปรโมทหน่วยงานองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น เป้าหมายที่ต้องกำหนดมีดังต่อไปนี้

  1. กำหนดกลุ่มผู้เข้าถึงเว็บไซต์ให้ชัดเจน ต้องระลึกไว้เสมอว่าไม่จำเป็นต้องสร้างเว็บไซต์ให้ทุกคนเข้าถึง แต่ต้องสร้างเว็บไซต์ให้ผู้สนใจเข้าถึงได้อย่างสะดวก โดยต้องสำรวจกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจน เริ่มตั้งแต่ เพศ อายุ ความสนใจ และทัศนคติ เพื่อทำให้เข้าใจพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมาย แล้วออกแบบเว็บไซต์ให้เหมาะสำหรับกลุ่มเป้าหมายโดยเฉพาะ เช่น ถ้าต้องการสร้างเว็บไซต์สำหรับกลุ่มนักเรียน ก็ควรทำเว็บไซต์ให้เข้าถึงง่าย มีรูปแบบ และเนื้อหาที่เหมาะกับคนในกลุ่มนักเรียนโดยเฉพาะ เน้นความสดใส ใช้ข้อมูลที่ทันสมัยเพื่อให้เข้าถึงกลุ่มนักเรียนให้ได้ หรือถ้าทำเว็บไซต์สำหรับกลุ่มแม่บ้าน ก็ควรเขียนเว็บไซต์ให้ใช้งานได้ง่าย ใช้ตัวอักษรที่มีขนาดใหญ่ และสะดุดตาเพื่อดึงดูดกลุ่มแม่บ้าน หรือ ถ้าทำเว็บไซต์สำหรับกลุ่มวิศวกร ก็ควรเน้นเว็บไซต์ให้ดูสบายตา น่าอ่าน ไม่ควรใช้เทคนิคเฉพาะในการเข้าเว็บไซต์จนทำให้เข้าถึงเว็บไซต์ได้ยากจนเกินไป เพราะกลุ่มวิศวกรทุกคนไม่ได้มีความเชี่ยวชาญในเรื่องของคอมพิวเตอร์ เป็นต้น
  2. ระบุเป้าหมาย และวัตถุประสงค์ของการสร้างเว็บไซต์ให้มีความชัดเจนว่าสร้างเว็บไซต์ขึ้นมาเพื่ออะไร และจะใช้ประโยชน์อะไรจากเว็บไซต์ ก็จะทำให้สามารถสร้างเว็บไซต์ได้น่าสนใจเพิ่มมากขึ้น เช่น สร้างเว็บไซต์เพื่อให้ความรู้หรือข้อมูลต่าง ๆ ขององค์กรก็ควรทำเว็บไซต์ให้สามารถลิงก์เข้าไปอ่านข้อมูลได้สะดวก และรวดเร็ว หรือ สร้างเว็บไซต์เพื่อขายสินค้าหรือบริการ ก็ควรทำเว็บไซต์ให้น่าสนใจอาจจะใส่รูปภาพ และรายละเอียดของสินค้าหรือบริการให้ชัดเจน เพื่อกระตุ้นให้ผู้ซื้ออยากซื้อสินค้าหรือบริการ และรูปแบบการซื้อสินค้า หรือบริการต้องทำได้ง่าย ไม่ควรให้ผู้ซื้อสั่งซื้อหลายขั้นตอนจนเกินไป อันเป็นเหตุให้ผู้ซื้อรู้สึกเบื่อ และไม่อยากซื้อสินค้าหรือบริการ เป็นต้น
  3. กำหนดรูปแบบเว็บไซต์ให้ชัดเจน ว่าต้องการสร้างเว็บไซต์เพื่อให้ใช้งานในอุปกรณ์ใด จะได้เลือกรูปแบบของเว็บไซต์ให้เหมาะ และมีประสิทธิภาพสำหรับการใช้งานให้ตรงตามความต้องการมากที่สุด เช่น ต้องการให้เว็บไซต์มีรายละเอียดมาก ๆ ให้ใช้งานกับอุปกรณ์คอมพิวเตอร์เป็นหลัก หรือ ต้องการสร้างเว็บไซต์ให้สามารถใช้ได้กับทุกอุปกรณ์ เป็นต้น

การกำหนดเป้าหมายที่มีความชัดเจนจะช่วยทำให้การออกแบบเว็บไซต์ออกมาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด และทำให้เว็บไซต์ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น มีผู้เข้าชมเพิ่มขึ้น ดังนั้น ทุกองค์กรควรหันมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาเว็บไซต์ เพราะเว็บไซต์ถือเป็นหน้าตาสำหรับทุกองค์กร และ เป็นสิ่งแรกที่ผู้สนใจใช้พิจารณาองค์กรนั่นเอง

Responsive Design การออกแบบเว็บไซต์ที่ตอบโจทย์การใช้งานได้ครบถ้วน

การออกแบบเว็บไซต์ในอดีตมีข้อจำกัดค่อนข้างมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของรูปแบบการใช้งานเว็บไซต์ สีสันของเว็บไซต์ ระยะเวลาในการเข้าถึงเว็บไซต์ และอุปกรณ์ในการเข้าถึงเว็บไซต์ ต่างก็เป็นข้อจำกัดที่สำคัญสำหรับการใช้งานเว็บไซต์ ดังนั้นจึงมีการพัฒนาเว็บไซต์ในด้านต่าง ๆ เพื่อให้ตอบโจทย์ผู้ใช้งานเว็บไซต์ได้ดีที่สุด ปัญหาที่สำคัญที่สุดสำหรับการออกแบบเว็บไซต์ในอดีต คืออุปกรณ์ที่ใช้ในการเข้าถึงเว็บไซต์ที่มีเพียงแค่คอมพิวเตอร์เท่านั้น เมื่อใช้งานบนโทรศัพท์มือถือ แบบ Smart Phone หรืออุปกรณ์พกพาอื่น ๆ ไม่สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปัญหาที่เกิดขึ้นได้แก่ ขนาดที่ใหญ่เกินไปทำให้ใช้เวลานานในการเข้าเว็บไซต์ หรือการเข้าเว็บไซต์เมื่อเข้าด้วยอุปกรณ์อื่น ๆ ที่ไม่ใช่คอมพิวเตอร์แล้วหน้าจอขาดหรือหายไป เนื่องจากขนาดหน้าจอของอุปกรณ์อื่นมีขนาดเล็กกว่าคอมพิวเตอร์

                ต่อมาได้มีการพัฒนาเว็บไซต์เพิ่มเติมให้สามารถใช้กับอุปกรณ์อื่น ๆ ได้ เรียกว่า Mobile Site แต่ก็ยังมีความยุ่งยาก เพราะเป็นการสร้างเว็บไซต์สองเว็บไซต์ที่แยกออกจากกัน ทำให้ผู้สร้างเว็บไซต์เกิดความยุ่งยากในการทำงาน เพราะถ้ามีการเพิ่มเติม หรือแก้ไขข้อมูลต้องทำงานสองส่วน ในปัจจุบันจึงเกิดการออกแบบเว็บไซต์แบบ Responsive Design เพื่อแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ข้างต้น

                Responsive Design คือ การออกแบบเว็บไซต์ด้วยแนวคิดใหม่ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน ทำให้หน้าจอสามารถแสดงผลการเข้าเว็บไซต์ได้อย่างเหมาะสมกับทุกอุปกรณ์ ใช้เวลาในการสร้างเว็บไซต์น้อย เพราะมีโปรแกรมสำเร็จรูปที่สำได้สะดวก และรวดเร็วมากกว่าการเขียนเว็บไซต์แบบเดิม ข้อดีสำหรับการออกแบบเว็บไซต์แบบ Responsive Design มีดังนี้คือ

  1. ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงเว็บไซต์ได้ง่าย และการใช้งานเว็บไซต์ก็มีความสะดวก รวดเร็วมากกว่าการเขียนเว็บไซต์ในแบบเดิม
  2. ไม่ต้องเสียเวลาเขียนเว็บไซต์หลาย ๆ นามสกุล เพื่อให้เหมาะกับขนาดของหน้าจอที่แตกต่างกัน เพราะด้วยลักษณะการเขียนด้วย JavaScript และ CSS3 ส่งผลให้การปรับขนาดของหน้าจอทำได้ง่าย เรียกได้ว่าเว็บไซต์ Responsive Design นี้มีความฉลาดอย่างมาก เพราะเมื่อมีการใช้อุปกรณ์อื่น ๆ ที่ไม่ใช่คอมพิวเตอร์หน้าจอก็ละเลือกแสดงผลน้อยลงโดยตัดข้อมูลที่ไม่จำเป็นออก ทำให้สามารถเข้าถึงเว็บไซต์จากอุปกรณ์ได้ทุกรูปแบบอย่างอัตโนมัติ
  3. การดูแลจัดการเว็บไซต์ไม่มีความยุ่งยาก เพราะไม่ต้องปรับหรือแก้ไขข้อมูลหลาย ๆ ที่ นั่นคือไม่ต้องแยกเขียนเว็บไซต์เพื่อใช้งานกับคอมพิวเตอร์ และเขียนเว็บไซต์ที่ใช้งานกับอุปกรณ์พกพาอื่น ๆ จึงสะดวกสำหรับผู้เขียนเว็บไซต์เป็นอย่างมาก
  4. ประหยัดค่าใช้จ่าย ค่าจ้าง และเวลาในการเขียนเว็บไซต์อย่างมาก เพราะไม่จำเป็นต้องทำงานซ้ำซ้อนด้วยการใช้ Source Code เพียงแค่ชุดเดียว ก็สามารถปรับแต่งให้ใช้งานได้กับอุปกรณ์ทุกแบบ จึงช่วยลดการใช้ทรัพยากรในด้านต่าง ๆ ลงอย่างมาก แต่ก็สามารถสร้างเว็บไซต์ที่ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น
  5. การทำ SEO (Search Engine Optimization) ทำได้ง่ายมากขึ้น เพราะสามารถใช้ SEO สั้น ๆ ที่เหมาะกับ Smart Phone ได้ ไม่จำเป็นต้องเขียน SEO ที่มีขนาดยาวเหมือนในอดีต ทำให้การค้นหา SEO ทำได้ง่ายมากขึ้นตามไปด้วย

เว็บไซต์แบบ Responsive Design ถือได้ว่าเป็นเว็บไซต์ที่ผสมผสานระหว่างการเขียนเว็บไซต์ กับการออกแบบเว็บไซต์ เพราะสามารถประมวลผลการทำงานเว็บไซต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และในขณะเดียวกันก็มีรูปแบบการทำงานที่ถูกออกแบบใหม่เหมาะสมกับการใช้งานในทุกอุปกรณ์ จึงสามารถตอบโจทย์การเข้าถึงเว็บไซต์ได้อย่างดีที่สุด ส่งผลให้ได้รับความนิยมมากที่สุด

3 ส่วนที่ขาดไม่ได้สำหรับการทำเว็บไซต์ให้ง่ายและสะดวก

การออกแบบเว็บไซต์นอกจากข้อมูลที่ครบถ้วน แล้วสิ่งที่สำคัญที่สุดต้องใช้งานง่าย เพราะจะทำให้ผู้เข้าชมเว็บไซต์สามารถใช้งานได้สะดวก รวดเร็ว ไม่เกิดคำถามมากมายในการใช้งาน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือต้องจัดเรียงเว็บไซต์ให้เป็นหมวดหมู่ ใช้คำพูดที่เข้าใจได้ง่าย และไม่เกิดความสับสนในการใช้งานจริง เพียงแค่นี้คนที่เข้าชมเว็บไซต์ก็จะใช้งานแบบไม่รู้จักเบื่อ จนอาจจะลืมเวลาไปเลยว่าเข้ามาชมเว็บไซต์เป็นเวลานานแค่ไหน เพราะเกิดความสนุกสนานเพลิดเพลิน การวางรูปแบบเว็บไซต์ควรมีรูปแบบดังนี้

  1. ส่วนที่สำคัญที่สุดคือ ชื่อองค์กรหรือหน่วยงาน วางไว้ข้างบนสุดของเว็บไซต์ ควรเพิ่มโลโก้หรือรูปภาพที่ดึงดูดและมีความน่าสนใจเข้าไปด้วย เพราะเป็นส่วนที่จะทำให้คนเข้าชมเว็บไซต์รู้จักองค์กร และยังเป็นส่วนแรกที่สร้างความประทับใจให้กับผู้เข้าชมเว็บไซต์ เรียกได้ว่าเป็นส่วนที่ใช้ในการตัดสินว่าผู้เข้าชมอยากจะชมต่อหรือออกจากหน้าเว็บไซต์ ดังนั้นส่วนนี้ต้องทำกราฟิกให้สวยงามที่สุด เพื่อดึงดูดสายตาผู้เข้ามาชมเว็บไซต์
  2. ส่วนเนื้อหาของเว็บไซต์ เป็นข้อมูลที่สำคัญขององค์ประกอบภายในเว็บไซต์ ใส่รายละเอียดต่าง ๆ ที่ทำให้ผู้เข้าชมเว็บไซต์รู้จักหน่วยงานให้มากที่สุด ควรวางรูปแบบให้มีระเบียบแบบแผน ภายในหน้าเดียวต้องมีข้อมูลให้ชัดเจนโดยวางแบ่งกลุ่มให้เป็นหมวดหมู่ เช่น ในส่วนของเมนูในการใช้งานต้องอ่านแล้วเข้าใจ และใช้งานง่ายโดยแบ่งเป็นหมวดหมู่อย่างชัดเจน, ในส่วนของลิงก์ในการเข้าถึงหน่วยงานอื่น ๆ ต้องทำให้เห็นเด่นชัด และเมื่อคลิกเข้าไปแล้วก็สามารถไปยังหน้านั้นได้ทันที, ในส่วนของแผนผังองค์กร ก็ต้องแยกออกมาให้เห็นเด่นชัด หรือถ้ามีส่วนของแบบฟอร์มการใช้งานก็ต้องมีลิงก์ให้คลิกแล้วสามารถ Download ใช้งานได้ในทันที แบบฟอร์มต้องสั้น ใช้งานง่าย ไม่ควรให้กรอกข้อมูลมากเกินไป เพราะจะทำให้ผู้ใช้งานเบื่อและไม่ใช้งานแบบฟอร์มของหน่วยงาน เป็นต้น ส่วนต่าง ๆ ที่ยกตัวอย่างนี้อาจจะมีเพิ่มเติมได้แล้วแต่รูปแบบการใช้งานของแต่ละหน่วยงาน แต่ต้องมีการวางเมนู หรือปุ่มแยกให้เห็นชัดเจน เพื่อให้สามารถคลิกเข้าไปใช้งานเว็บไซต์ได้ทันที หรือถ้าภายในเว็บไซต์มีการขายสินค้า ก็ต้องมีช่องทางในการติดต่อให้กับผู้ซื้อด้วย เพื่อจะทำให้เกิดความสะดวกในการสั่งซื้อสินค้า หรือถ้าต้องกรอกข้อมูลประกอบการสั่งซื้อก็ไม่ควรให้กรอกข้อมูลมาก และซับซ้อน เพราะจะทำให้ผู้ซื้อรู้สึกไม่อยากซื้อสินค้า
  3. ส่วนที่เป็นช่องทางในการติดต่อหน่วยงานของเว็บไซต์ ควรวางไว้ล่างสุด แต่ต้องให้ข้อมูลที่ครบถ้วน ตั้งแต่ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ เบอร์แฟกซ์ และอีเมล์ นอกจากนี้อาจจะเพิ่มเติมในส่วนของคำแนะนำต่าง ๆ ในการใช้งานเว็บไซต์ ส่วนนี้ถ้าเนื้อหาในส่วนที่สองมีความชัดเจน และใช้งานง่ายอยู่แล้วก็อาจจะไม่จำเป็น

ดังนั้นการวางรูปแบบในการเขียนเว็บไซต์ ทั้ง 3 ข้อเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างมาก ถ้าทำได้ตามนี้รับรองว่าเว็บไซต์ของหน่วยงานคุณจะใช้งานงานง่ายจนสามารถดึงดูดคนให้เข้ามาชมเว็บไซต์รู้สึกเพลิดเพลินจนลืมเวลาอย่างแน่นอน

การเขียนเว็บไซต์แบบใยแมงมุมเชื่อมโยงเว็บเข้าไว้ด้วยกันเพียงแค่การคลิก

การเขียนเว็บไซต์มีหลากหลายรูปแบบ แล้วแต่ความถนัดของผู้เขียนแต่ละคน รูปแบบที่ได้รับความนิยมมีดังนี้ การเขียนเว็บไซต์แบบเรียงลำดับ รูปแบบนี้ในอดีตได้รับความนิยมมากที่สุดเพราะเขียนได้ง่ายที่สุด แต่มีจุดด้อยค่อนข้างมาก เพราะไม่สามารถลิงก์เข้าถึงข้อมูลอื่น ๆ ได้ ทำได้แค่เดินหน้าถอยหลังเหมาะกับเว็บไซต์ที่มีพื้นที่เล็ก ไม่มีความซับซ้อน

ต่อมาพัฒนาการเขียนเว็บไซต์ให้เป็นลำดับขั้น เพื่อแก้ไขจุดด้อยของเว็บไซต์แบบเรียงลำดับ ทำให้สามารถใช้งานได้ง่ายขึ้น สามารถลิงก์เข้าข้อมูลอื่น ๆ ได้แต่ต้องเป็นการวางข้อมูลแบบหลักใหญ่ไปสู่เรื่องย่อยเป็นลำดับขั้นตอน แต่จุดด้อยก็คือยังไม่มีความยืดหยุ่นมากทำให้การเข้าถึงข้อมูลของเว็บไซต์แบบนี้ต้องเรียงลำดับต่อกันเท่านั้น

จากนั้นจึงมีการพัฒนาการเขียนเว็บไซต์ในรูปแบบตาราง ทำให้ความยืดหยุ่นในการเข้าถึงเว็บไซต์มีมากขึ้น เพราะข้อมูลสามารถลิงก์เข้าถึงกันได้ทุกข้อมูล แต่ก็ยังมีจุดด้อยตรงที่ไม่มีอิสระในการเข้าถึงมากนัก ในการเข้าถึงข้อมูลอาจจะต้องมีการย้อนกลับมาในหน้าเดิมเพื่อลิงก์เข้าไปยังหน้าที่ต้องการ ดังนั้นรูปแบบการเขียนเว็บในปัจจุบันจึงมีการออกแบบให้มีความยืดหยุ่นมาก สามารถเข้าถึงลิงก์ต่าง ๆ ได้อย่างอิสระ เสรี นั่นคือการเขียนเว็บไซต์แบบใยแมงมุม

                เขียนเว็บไซต์แบบใยแมงมุมได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน เพราะสะดวกสำหรับผู้ใช้งานอย่างมาก เพราะสามารถลิงก์เข้าสู่ข้อมูลส่วนต่าง ๆ ที่สนใจได้อิสระโดยไม่ต้องย้อนกลับมาเริ่มต้นใหม่ การเข้าข้อมูลของเว็บไซต์รูปแบบนี้เปรียบได้กับลักษณะของใยแมงมุม ที่สามารถเชื่อมต่อกันได้ทุกจุด มีความโยงใยกันแบบซับซ้อนแต่เชื่อมถึงกันได้ ลักษณะการเขียนเว็บไซต์แบบนี้จึงทำให้ผู้ใช้งานรู้สึกสะดวก ใช้งานง่าย และไม่เกิดปัญหาจากการใช้งาน การเขียนก็ไม่มีโครงสร้างที่ตายตัวสามารถปรับให้เหมาะสมกับความต้องการได้ และยังสามารถลิงก์ข้อมูลเข้าถึงเว็บไซต์อื่น ๆ ภายนอกหน่วยงานได้สะดวกรวดเร็วมาก

การเขียนเว็บไซต์แบบใยแมงมุมมีขั้นตอนดังนี้

  1. ควรวางแผนในการเขียนก่อน เพราะการเขียนแบบใยแมงมุมค่อนข้างซับซ้อนกว่ารูปแบบอื่น ดังนั้นผู้เขียนต้องวางเนื้อหา และรูปแบบให้มีความชัดเจนก่อนลงมือเขียน เพราะเวลาเขียนจริงจะได้เขียนแล้วไม่หลุดจากกรอบที่วางไว้
  2. ควรเตรียมข้อมูลต่าง ๆ ให้ครบถ้วน เริ่มตั้งแต่ เนื้อหา รูปภาพ คลิปวีดีโอ รวมถึงลิงก์ของหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อลดเวลาในการเขียนลง แล้วยังช่วยให้การทำงานราบรื่นอีกด้วย
  3. เขียนเว็บไซต์โดยกำหนดความเชื่อมโยงของเว็บไซต์ไว้ให้ชัดเจน ทำลิงก์ข้อมูลสู่หน่วยงานอื่นให้เป็นสัดส่วน และควรทำลิงก์ให้กลับมาสู่หน้าหลักได้ นั่นคือ เมื่อคลิกไปหน้าอื่นแล้วต้องคลิกเพื่อกลับมาหน้าเดิมได้
  4. ออกแบบให้เว็บไซต์มีความสวยงามทั้งรูปแบบ และโทนสี เพื่อกระตุ้นให้คนสนใจเว็บไซต์ และต้องเขียนเว็บไซต์ให้ดึงดูดคนอยากกลับเข้ามาชมอีก
  5. ทดสอบเว็บไซต์ว่าใช้งานได้จริงตามที่ออกแบบไว้หรือไม่ ก่อนนำออกมาใช้จริง

การเขียนเว็บไซต์แม้จะมีหลากหลายรูปแบบ แต่รูปแบบใยแมงมุมเป็นรูปแบบที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในปัจจุบัน เพราะสะดวกต่อผู้ใช้งาน แล้วยังสามารถเชื่อมโยงเว็บไซต์ของหน่วยงานผู้เขียนกับหน่วยงานภายนอกได้ เพื่อให้เกิดประโยชน์ในการใช้งานสูงสุด


5 สิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับเว็บไซต์ อันจะนำไปสู่เว็บไซต์ยอดนิยม

การสร้างเว็บไซต์ทำได้สะดวกและรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันมีโปรแกรมในการออกแบบเว็บไซต์สำเร็จรูปจำนวนมาก ขึ้นอยู่กับความถนัดของแต่ละคน เมื่อสร้างเว็บไซต์แล้วทุกองค์กรก็ต้องการให้เว็บไซต์เป็นช่องทางที่สำคัญในการสร้างความน่าเชื่อถือ ความรู้จักขององค์กรต่อคนทั่วไป และเว็บไซต์จะเป็นช่องทางการติดต่อที่สำคัญระหว่างผู้สร้างกับผู้เข้ามาชม แต่ปัญหาที่สำคัญสำหรับทุกองค์กร คือ เว็บไซต์ที่สร้างขึ้นมาไม่สามารถเข้าถึงกลุ่มคนจำนวนมากได้ จนนำไปสู่การเกิดคำถามที่สำคัญว่า ทำอย่างไรให้เว็บไซต์ขององค์กรได้รับความนิยม และมีคนเข้าชมบ่อย ซึ่งจะทำให้มีการขายสินค้า หรือบริการเพิ่มขึ้น มีคนเห็นความสำคัญ และรู้จักองค์กรเพิ่มมากขึ้น หลาย ๆ องค์กรสร้างเว็บไซต์ขึ้นมา แต่ไม่มีคนเข้ามาชม ก็เหมือนสร้างบ้านที่ไม่มีคนอยู่ หรือบริษัทที่ไม่มีพนักงานทำงานนั่นเอง ดังนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้บ้าน หรือบริษัทของเราเป็นสถานที่อบอุ่น คนอยากอยู่ และอยู่โดยไม่รู้สึกอึดอัดนั้น ต้องมีเทคนิคต่าง ๆ ดังนี้

  1. ต้องสามารถใช้งานได้ง่าย มีช่องสำหรับค้นหาที่ชัดเจน เพื่อทำให้คนทุกเพศ ทุกวัยสามารถเข้าชมเว็บไซต์ได้สะดวก ไม่รู้สึกยุ่งยาก หรือซับซ้อน ใช้โทนสีที่ดูแล้วเพลิดเพลิน สบายตา เพื่อให้ผู้เข้าชมรู้สึกสบายตา  หรืออึดอัด จนไม่อยากเข้าชมเว็บไซต์อีก
  2. มีการเชื่อมโยงไปยังลิงค์ของเว็บไซต์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องได้อย่างสะดวก และรวดเร็ว เพราะหลาย ๆ ครั้งผู้เข้ามารับชมเว็บไซต์เมื่อสนใจ หรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติมก็สามารถดูต่อได้ทันที เพียงแค่คลิกลิงค์ที่ได้สร้างไว้ก็จะทำให้ผู้เข้าชมรู้สึกว่าเว็บไซต์ใช้งายได้จริง และยังดูมีความน่าเชื่อถืออีกด้วย
  3. ต้องพัฒนาให้ใช้งานได้ทุกอุปกรณ์ การสร้างเว็บไซต์ที่ใช้งานได้เพียงแค่ในคอมพิวเตอร์ไม่สามารถตอบโจทย์การใช้งานจริงได้ เพราะในปัจจุบันเทคโนโลยีของเครื่องมือสื่อสารมีความทันสมัยอย่างมาก ทุกคนมีโทรศัพท์มือถือแบบ Smart Phone มีแท็บเล็ต คอมพิวเตอร์จะกลายเป็นสิ่งเกินความจำเป็น ดังนั้นการเข้าถึงเว็บไซต์ต้องสามารถเข้าถึงได้จากทุกอุปกรณ์ เพื่อความสะดวกในการใช้งาน
  4. เนื้อหาต้องดึงดูดให้คนสนใจ โดยเลือกเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับองค์กรเป็นหลัก และพัฒนาเนื้อหาให้ตรงกับเทรน หรือยุคสมัยในปัจจุบันเพื่อกระตุ้นให้ผู้อ่านรู้สึกว่าเข้าถึงได้ง่าย ต้องมีการพัฒนาเนื้อหาอย่างสม่ำเสมอ และ ต้องตรวจสอบความถูกต้องของเนื้อหาต่าง ๆ ก่อนที่จะนำมาเขียนลงในเว็บไซต์ เพียงแค่นี้ก็จะทำให้คนเข้ามาชมเว็บไซต์แบบไม่รู้เบื่อ
  5. ต้องสร้างจุดเด่นสำหรับเว็บไซต์ และองค์กร เพราะจุดเด่นจะทำให้คนรู้สึกสนใจ และมองเห็นถึงความจำเป็นว่าถ้าจะเลือกสินค้า หรือบริการด้านนี้ต้องบริษัทนี้เท่านั้น เพราะบริษัทมีจุดเด่นที่น่าสนใจ และเป็นจุดเด่นที่ไม่สามารถหาได้จากที่อื่น

การสร้างเว็บไซต์แต่ละสถาบันต่างก็ให้ความสนใจประเด็นที่แตกต่างกัน แต่ถ้าสร้างได้ครบทั้ง 5 ข้อที่กล่าวมาแล้วรับรองว่าเว็บไซต์จะได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นอย่างแน่นอน


5 สิ่งที่จำเป็นสำหรับการออกแบบเว็บไซต์ให้น่าสนใจ

เว็บไซต์ถือได้ว่ามีความจำเป็นอย่างมากสำหรับทุกองค์กร เพราะในปัจจุบันเทคโนโลยีที่มีความทันสมัยส่งผลให้รูปแบบของความสัมพันธ์ของคนเปลี่ยนแปลงไป เมื่อคนในสังคมต้องการซื้อสนใจสินค้าหรือบริการ ไม่จำเป็นที่จะต้องเดินทางไปเลือกซื้อถึงบริษัท หรือสถานที่ขายโดยตรง เว็บไซต์กลายมาเป็นช่องทางที่มีความสำคัญอย่างมาก ที่ทำให้ผู้สนใจสินค้าหรือบริการรู้จักผู้ขายสินค้า หรือให้บริการได้ดีที่สุด เว็บไซต์ที่ดี ที่มีความน่าเชื่อถือจะทำให้ผู้ที่ซื้อสนใจ และรู้สึกอยากซื้อสินค้า หรือบริการ ดังนั้นการให้ความสำคัญในเรื่องของการสร้างเว็บไซต์จึงกลายมาเป็นสิ่งที่ทุกองค์กรควรให้ความสนใจ เพื่อสร้างจุดเด่นให้กับองค์กร สินค้า หรือบริการที่ต้องการนำเสนอขายด้วย

                การออกแบบเว็บไซต์ต้องมีความน่าสนใจ และแสดงถึงจุดเด่นต่าง ๆ ขององค์กร รวมไปถึงสินค้า หรือบริการอย่างชัดเจน การออกแบบควรมีลักษณะดังนี้

  1. มีข้อมูลที่ครบถ้วน และชัดเจน ตั้งแต่ข้อมูลของสินค้าหรือบริการ เพื่อให้ผู้ซื้อสามารถเข้าใจถึงลักษณะของสินค้า หรือบริการได้ง่าย ว่าสินค้ามีจุดเด่นอะไร ใช้งานอย่างไร หรือประโยชน์ต่าง ๆ ที่ผู้ซื้อจะได้รับเมื่อซื้อสินค้า หรือบริการ นอกจากนี้ยังต้องให้ข้อมูลของผู้ขายอย่างครบถ้วน เพื่อให้ผู้ซื้อติดต่อได้ง่าย โดยถ้ามีข้อมูลการจดทะเบียนบริษัท หรือทะเบียนพาณิชย์ ก็ควรใส่ข้อมูลให้เห็นชัดเจน
  2. ไม่ควรมุ่นเน้นขายสินค้า หรือบริการมากจนเกินไป เพราะเหมือนเป็นการบีบบังคับ หรือยัดเยียดให้ผู้เข้ามาดูซื้อสินค้าหรือบริการ เป็นสาเหตุให้ผู้เข้ามาชมเว็บไซต์รู้สึกเบื่อ และไม่อยากเข้ามาชมเว็บไซต์อีก การออกแบบเว็บไซต์ควรเน้นที่การให้ข้อมูล เพิ่มเติม เช่น เกร็ดความรู้เพิ่มเติม หรือบทความที่เกี่ยวกับสินค้า และบริการ เป็นต้น เพื่อทำให้ผู้เข้าชมรู้สึกสนใจ เห็นความจำเป็น และอยากซื้อสินค้า หรือบริการเพิ่มมากขึ้น
  3. ควรอัพเดตเว็บไซต์ให้มีความน่าสนใจ และทันสมัยตลอดเวลา โดยใช้ตัวอักษร รูปแบบ คลิปวีดีโอต่าง ๆ เพื่อสร้างความโดดเด่นให้กับเว็บไซต์ ปรับรูปแบบของเว็บไซต์ ในเรื่องของข้อมูลให้มีความทันสมัย โดยอัพเดตบ่อย ๆ เพื่อให้ผู้อ่านรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลง เพื่อกระตุ้นให้ผู้สนใจเข้ามาอ่าน และรู้สึกว่าเมื่อมีคำถามบริษัทก็สามารถตอบได้ในทันที
  4. ควรเน้นที่ความถูกต้องเป็นหลัก เริ่มตั้งแต่การสะกดคำ หรือข้อมูลที่ให้ก็ควรเป็นข้อมูลจริง เพราะจะทำให้ผู้อ่านเว็บไซต์มีความรู้สึกสนใจ และเชื่อถือสินค้า หรือบริการเพิ่มมากขึ้น
  5. ถ้ามีรางวัลของสินค้า หรือบริการก็ควรนำมาประกอบภายในเว็บไซต์ด้วย เพราะสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ผู้เข้ามาชมเว็บไซต์รู้สึกสนใจสินค้าหรือบริการเพิ่มมากขึ้น เพราะมีสิ่งที่เป็นเครื่องการันตีว่าองค์กรมีความน่าเชื่อถือ นอกจากนี้ถ้ามีการรีวิวสินค้า หรือบริการจากผู้ที่เคยซื้อสินค้าหรือใช้บริการแล้วก็จะยิ่งเพิ่มความน่าสนใจของเว็บไซต์

การออกแบบเว็บไซต์มีความสำคัญอย่างมากสำหรับสินค้า หรือบริการ ดังนั้นองค์กรควรให้ความสำคัญในการที่จะพัฒนาเว็บไซต์ของตนเองให้มีรูปแบบที่น่าสนใจเพิ่มมากขึ้น รับรองว่ายอดขายก็จะเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วยอย่างแน่นอน

โทนสีสิ่งจำเป็นที่ส่งผลต่อความน่าสนใจของเว็บไซต์

สิ่งที่จำเป็นสำหรับเว็บไซต์คือเนื้อหาภายในเว็บไซต์ที่ครบถ้วน ต้องประกอบด้วยข้อมูลของสินค้า หรือบริการที่ต้องการนำเสนอ เป็นข้อมูลจริง ห้ามหลอกลวงหรือโฆษณาเกินจริง ข้อมูลของสำนักงานหรือบริษัท ข้อมูลช่องทางการติดต่อที่ครบถ้วน ที่ตั้ง เบอร์โทรศัพท์ อีเมล์ อาจจะมีช่องทางการติดต่อผ่านเว็บไซต์โดยตรง ถ้าจะให้น่าสนใจเพิ่มเติมอาจจะมีส่วนของการอัพเดตข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการ หรืออาจจะมีกระทู้สำหรับถาม ตอบ ของคนที่สนใจสินค้า หรือบริการ นอกจากข้อมูลที่ครบถ้วนแล้วการทำเว็บไซต์ควรให้ความสำคัญกับรูปแบบที่สวยงาม เพื่อทำให้ผู้เข้าชมรู้สึกสนใจ และอยากกลับเข้ามาชมอีกครั้ง และสิ่งที่เป็นปัจจัยสำคัญที่จะดึงดูดคนได้ก็คือเรื่องของ “โทนสี”

                โทนสีที่แตกต่างกันให้ความรู้สึกที่แตกต่างกัน ดังนั้นการใช้สีภายในเว็บไซต์เป็นสิ่งที่มีความจำเป็นอย่างมากในการดึงดูดผู้คนให้สนใจและเข้ามารับชม

1.สีโทนร้อน คือสีสันที่มีความจัดจ้านเห็นแล้วรู้สึกสดใส ไม่ว่าจะเป็น สีแดง สีส้ม สีเหลือง สีเหล่านี้จะช่วยกระตุ้นให้ผู้พบเห็นรู้สึกสดใส มีความสุข และสนใจเนื้อหาในส่วนนี้

2.สีโทนเย็น คือ สีที่เห็นแล้วรู้สึกสบายตา เพลิดเพลิน มองนาน ๆ แล้วรู้สึกสบายตาเพราะสีไม่จัดจ้านเกินไป นั่นคือ สีเขียว สีน้ำเงิน สีโทนนี้เมื่อนำมาใช้จะทำให้คนที่เข้าชมเว็บไซต์ชมได้นาน ๆ ไม่รู้สึกล้าสายตา

3.สีบางสีเป็นได้ทั้งสีโทนร้อน และสีโทนเย็น นั่นคือ สีเหลือง สีม่วง อยู่ที่สีแวดล้อม ถ้าวางไว้บริเวณสีโทนร้อนก็จะรู้สึกร้อนตามไปด้วย

4.สีกลาง เกิดจากผสมของสีสองสีที่เท่ากัน ได้แก่ สีม่วง สีน้ำตาล สีเทา สีเหล่านี้สามารถนำไปผสมได้กับทุกสี เมื่อนำไปใช้จะให้ความรู้สึกกลมกลืน เหมาะสำหรับใช้คั่นระหว่างสีโทนร้อน และสีโทนเย็น เพื่อเบรกความร้อนทำให้มองแล้วไม่รู้สึกจัดจ้านเกินไปจนล้าสายตา และกระตุ้นสีโทนเย็นเพื่อให้รู้สึกสดใส และน่าสนใจมากขึ้น

การใช้โทนสีที่ดี และเหมาะสมมีประโยชน์ ดังนี้

  1. เพิ่มความน่าสนใจในเว็บไซต์ ทำให้เว็บไซต์มีความสวยงามทำให้ผู้อ่านไม่รู้สึกเบื่อ หรือรู้สึกมาสบายตา เช่นเลือกกระตุ้นให้ผู้อ่านสนใจด้วยสีโทนร้อน และทำให้ผู้อ่านรู้สึกสบายตาด้วยสีโทนเย็น ในขณะเดียวกันทำให้ผู้อ่านอยากกลับเข้ามาอ่านซ้ำด้วยสีโทนกลาง เป็นต้น
  2. ทำให้เกิดสัดส่วนที่ชัดเจนในเรื่องของเนื้อหา สีที่ต่างกันก็ควรให้ข้อมูลที่มีความแตกต่างกัน เช่น เนื้อหาที่เป็นสินค้าหรือบริการของบริษัท ใช้สีโทนร้อนเพื่อกระตุ้นความสนใจ ในขณะเดียวกันส่วนที่เป็นข้อมูลทั่วไปของบริษัทควรใช้สีโทนเย็น และช่องทางการติดต่อควรใช้สีโทนกลาง เป็นต้น

สีสันที่ต่างกันส่งผลต่อความรู้สึกที่แตกต่างกัน ดังนั้นการใช้สีที่เหมาะสมก็จะช่วยดึงดูดให้คนเข้ามาชมเว็บไซต์เพิ่มมากขึ้น และยังส่งผลต่อการกลับเข้ามาชมเว็บไซต์ในครั้งต่อไป

จากเว็บไซต์สู่แอปพลิเคชัน ยุคสมัยแห่งสมาร์ทโฟนที่รุ่งเรืองที่สุด

                ในยุคนี้ น้อยคนนักที่จะใช้โทรศัพท์ที่ไม่มีอินเตอร์เน็ต หรือเป็นโทรศัพท์แบบธรรมดาทั่วไปที่ยังมีปุ่มกดอยู่ แม้กระทั่งเด็กเล็ก ๆ เดี๋ยวนี้ก็ใช้สมาร์ทโฟนกันทั้งนั้น เนื่องจากยุคนี้เป็นยุคของอินเตอร์เน็ต และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ทำให้ผู้คนมากมายต่างให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้ หนึ่งประเด็นที่น่าสนใจเลยคือการสร้างแอปพลิเคชันจากเว็บไซต์หรือโปรแกรมต่าง ๆ ที่เป็นที่นิยมมาก เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายในการเข้าถึงของผู้ใช้งาน

ปัจจุบันเราเห็นแอปพลิเคชันมากมายที่ถูกพัฒนามาจากเว็บไซต์ชื่อดัง ไม่ว่าจะเป็นเฟสบุ๊ค ยูทูป หรือ ทวิตเตอร์ เนื่องจากมีผู้คนจำนวนมากใช้งานสมาร์ทโฟนมากขึ้น จึงจำเป็นต้องมีการพัฒนาเว็บไซต์เหล่านี้ให้ผู้ใช้งานสามารถใช้ได้ง่ายที่สุด หลายสิ่งหลายอย่างในตอนนี้เริ่มถูกพัฒนาขึ้นมาให้ใช้งานในรูปของแอปพลิเคชันเกือบทั้งหมดแล้ว ภาพในสมัยก่อน ในยุคแรก ๆ ที่เริ่มมีการใช้คอมพิวเตอร์ สิ่งที่เราคุ้นเคยและใช้งานเป็นประจำก็คือเว็บไซต์ เข้าไปตามเว็บต่าง ๆ เพื่อหาข้อมูล เล่นเกม หรือดูคลิปวิดีโอ ซึ่งไม่ค่อยสะดวกสบายสักเท่าไร แต่แอปพลิเคชันนั้นสะดวกสบายกว่า รวดเร็วกว่า และง่ายดายกว่า

แต่ก็ไม่ใช่ว่าเว็บไซต์จะหมดประโยชน์ไป หรือมีการใช้งานที่ลดน้อยลง ถ้าเป็นแบบนั้นจริง เราคงจะไม่เห็นระบบใหม่ หรือภาษาใหม่ที่เข้ามาช่วยในเรื่องของการพัฒนาเว็บไซต์อย่างแน่นอน แสดงว่าเว็บไซต์ก็ยังคงเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่มีผู้คนใช้งานอยู่ แต่จริง ๆ แล้วก็พัฒนาแอปพลิเคชันมาเพี่อความสะดวกสบายของผู้ใช้งาน และเพิ่มช่องทางในการใช้งานให้มากขึ้น ตัวอย่างเช่น เมื่อเราทำงานบนคอมพิวเตอร์ด้วย Google Drive อาจจะเป็นการแก้ไขเอกสารอะไรบางอย่าง แต่ยังทำไม่เสร็จเรียบร้อยดี เราก็สามารถเข้าแอปพลิเคชัน Google Drive บนสมาร์ทโฟนของเราได้ และทำการ Login เข้า Account นั้นและแก้ไขงานได้เหมือนกับบนเว็บไซต์ปกติเลย แต่แน่นอนว่าก็มีข้อเสียอยู่ นั่นก็คือหน้าตาหรือ interface ของการใช้งานบนเว็บไซต์ กับแอปพลิเคชัน แน่นอนว่าหน้าตาของทั้งสองนั้นยากที่จะเหมือนกัน เนื่องจากขนาดของหน้าจอ และระบบการทำงานต่าง ๆ เว็บไซต์บนคอมพิวเตอร์สามารถคลิกซ้ายคลิกขวาได้ แต่บนสมาร์ทโฟนเราคลิกซ้ายคลิกขวาไม่ได้ หน้าจอเล็กลง เลือกใช้งานเมนูต่าง ๆ ก็ยากมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตามนี่ถือเป็นการพัฒนาอีกหนึ่งเรื่องที่น่าสนใจ ถึงแม้ว่าปัญหาจะยังเล็ก ๆ น้อย ๆ อยู่ แต่เชื่อได้แน่นอนว่าในอนาคตมันจะถูกแก้ไขได้ไม่ยาก และอยากแนะนำสำหรับคนที่มีเว็บไซต์ที่ค้าขายสินค้า หรือบริการต่าง ๆ เพียงอย่างเดียว อยากจะแนะนำให้เพิ่มช่องทางต่าง ๆ ให้มากขึ้น แอปพลิเคชันก็เป็นอีกหนึ่งทางที่น่าสนใจ สำหรับบริษัทไหนหรือ product ไหนที่พอจะมีทุนในการพัฒนา แน่นอนว่ามันสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น สะดวกขึ้น และอาจจะเพิ่มจำนวนผู้ใช้งานได้มากขึ้นอีกด้วย และจะดีขึ้นไปอีกถ้าสามารถแก้ไขปัญหาเรื่องของ Interface ของแอปพลิเคชันและเว็บไซต์ที่กล่าวมาได้

 

Web Browser หนึ่งสิ่งที่ขาดไม่ได้ ตัวกลางระหว่างผู้ใช้งานกับเว็บไซต์

ถ้าพูดถึงอินเตอร์เน็ต สิ่งที่นึกถึงเป็นอันดับแรก ๆ ก็คือการเข้าถึงเว็บไซต์ต่าง ๆ โดยมีอินเตอร์เน็ตเป็นตัวเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์เรากับเว็บไซต์ต่าง ๆ ให้เข้าถึงกันได้ แต่มีแค่อินเตอร์เน็ตกับเครื่องคอมก็ไม่สามารถที่จะเข้าสู่เว็บไซต์ต่าง ๆ ได้ หากไม่มีสิ่งที่เรียกว่า Web Browser หรือโปรแกรมที่จะช่วยให้เราสามารถเข้าสู่หน้าต่างของเว็บไซต์ต่าง ๆ ได้ ทุกครั้งเวลาเราจะเปิดเว็บไซต์อะไรก็ตาม เราจำเป็นจะต้องเข้ามาที่ Web Browser และพิมพ์ URL ของเว็บที่ต้องการ จึงจะเข้าถึงเว็บไซต์นั้น ๆ ได้

แน่นอนว่าประโยชน์ที่ใหญ่ที่สุดคือสามารถทำให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงตัวเว็บไซต์ได้ ต่อมา

คือฟังก์ชันเสริมต่าง ๆ ที่้ตัว Web Browser มีให้ ที่เราคุ้นเคยกันดีก็จะเป็นการดู history หรือประวัติการเข้าถึงเว็บไซต์ต่าง ๆ โดยจะถูกเก็บเป็นวัน หรือเป็นเดือน ฟังก์ชันการดาวน์โหลดต่าง ๆ และ การบันทึกหน้าโปรด หรือ Favorite

นี่เป็นฟังก์ชันการทำงานพื้นฐานที่คนส่วนใหญ่รู้เกี่ยวกับการใช้งาน Web Browser ซึ่ง Web browser นั้นก็มีมากมายหลายตัวให้ได้เลือกใช้งาน แต่ละตัวก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันออกไป

เลือก Web Browser ให้เหมาะกับตัวคุณ

                อย่างที่ทราบกันดีว่า Web Browser เป็นสิ่งสำคัญที่สามารถสร้างประโยชน์ได้มากมาย แต่ส่วนใหญ่มองข้าม และคิดว่าใช้อันไหนก็ได้ มันก็สามารถเข้าถึงเว็บไซต์บนอินเตอร์เน็ตได้เหมือนกันหมด แต่น้อยคนนักที่จะรู้ข้อดีข้อเสียของแต่ละอัน และเลือกอันที่เหมาะสมที่สุดมาใช้งาน ตัวอย่างเช่น

  • Internet Explorer เป็นอีกหนึ่ง Web Browser ในตำนานที่หลายคนใช้กันมากที่สุด ตั้งแต่คอมพิวเตอร์เริ่มเป็นที่นิยม แต่ตอนนี้ความนิยมก็ค่อย ๆ ลดลง ถึงแม้ว่าจะถูกพัฒนาขึ้นมาถึงปัจจุบัน แต่หลายคนก็ยังพบปัญหาในการใช้งานต่าง ๆ เช่น Responsive ที่ช้า อาจจะเพราะเป็นระบบปฎิบัติการที่ค่อนข้างเก่า และใช้ความสามารถของเครื่องมาก จึงทำให้การเข้าถึงต่าง ๆ ช้าลง สำหรับคนที่ไม่ชอบการวุ่นวายกับการลง Web Browser เพิ่ม และไม่กังวลถึงเรื่องความช้าเร็ว ก็สามารถใช้ Internet Explorer ที่มากับเครื่องที่มีระบบ ปฎิบัติการ Windows ได้เลย แต่ใครที่ต้องการความเร็วรวดในการเข้าถึง ไม่เหมาะที่จะใช้
  • Firefox Web Browser ที่ดีที่สุดในอดีต ด้วยระบบความปลอดภัยที่ค่อนข้างดี มี extension ให้

เลือกมากมาย และรองรับทุกระบบปฏิบัติการ แต่ข้อเสียคือการที่สามารถ Add extension เข้าไปได้เยอะ ทำให้ Ram และ CPU ถูกใช้งานอย่างหนัก รวมไปถึงการที่มีสระและวรรณยุกต์ที่ทับซ้อนกันในบางครั้งทำให้อ่านยากอีกด้วย นอกจานั้นยังมีปัญหาเล็ก ๆ น้อย ๆ เรื่องการฟังเพลงออนไลน์ ผู้ใช้งานไม่สามารถฟังเพลงออนไลน์ได้จาก Web Browser นี้ เนื่องจากบางเว็บไซต์เพลงบางเว็บเป็นระบบการทำงานแบบเก่า ซึ่ง Firefox จะไม่รองรับ แน่นอนว่าไม่เหมาะสำหรับคนที่ชอบฟังเพลงออนไลน์ หรือต้องทำงานที่เกี่ยวกับการใช้ภาษา และคนที่ต้องทำงานกับเว็บไซต์ที่ใช้ระบบที่ค่อนข้างเก่า

  • Opera หลายคนไม่คุ้นชื่อ Web Browser นี้เลย เพราะไม่ค่อยได้รับความนิยมในประเทศไทยสักเท่าไร แต่ก็ถูกหลายคนจับตามอง ด้วยความสามารถในการประหยัดแบตเตอร์รี่ได้ถึง 50 เปอร์เซ็น และยังช่วยป้องกันโฆษณนาต่าง ๆ โดยไม่จำเป็นต้องลอง Extension อะไรเพิ่ม แต่ข้อเสียที่มีก็คือ เรื่องของรูปภาพที่แสดงในหน้าเว็บไม่ค่อยมีความคมชัด และเปลือง Ram พอ ๆ กับ Firefox ไม่เหมาะสำหรับคนที่ทำงานเกี่ยวกับด้านการใช้ภาพ ตัดต่อ หรือต้องการความเร็วในการเข้าถึง
  • Safari Web Browser จากฝั่งของ OSX ที่มีการเข้าถึงที่รวดเร็ว รองรับ CSS มากมายที่อันอื่นไม่มีการรองรับ ระบบรักษาความปลอดภัยที่ดี และการแสกนข้อมูลที่เร็วรวด แต่ปัญหาคือเรื่องของ Extension ต่าง ๆ ที่แทบจะไม่มี การ Streaming ที่ไม่ได้คุณภาพ รวมไปถึงการใช้ของงาน Ram และ CPU ที่หนักพอสมควร เหมาะสำหรับคนทำงานที่ต้องการความรวดเร็ว และรูปแบบการแสดงผลต่าง ๆ ที่สวยงาม ไม่เหมาะกับคนที่ต้องการจะทำการ Add extension เข้าไป
  • Google Chrome ถือเป็น Web Browser ที่ได้รับความนิยมและเป็นสากลที่สุดในตอนนี้ การจากการกินพื้นที่ต่าง ๆ น้อย interface ที่สวยงาม และ Features ใหม่ ๆ ที่ทาง Google ได้พัฒนาขึ้น ทำให้ลบข้อเสียต่าง ๆ ของ Web Browser อื่นไปได้มากมาย แต่ก็ยังมีการติดปัญหาเล็กน้อยคือการรองรับภาษาไทยยังไม่ดีเท่าที่ควร แต่ถือได้ว่าดีที่สุด และเหมาะสมกับความต้องการต่าง ๆ ในตอนนี้มากที่สุด

แม้จะมี Web Browser ให้เลือกใช้กันมากมาย สิ่งหนึ่งที่เรามองข้ามไม่ได้เลย นอกจากความสวยงามและความเร็ว นั่นคือ ความปลอดภัยต่อการใช้งานนั่นเอง เพราะบางคนนั้นใช้ทำธุรกรรมทางการเงิน ดังนั้นการป้องกันตัวเองด้วยสแกนไวรัส และไม่เข้าเว็บแปลก ๆ ก็เป็นอีกกำแพงป้องกันได้อย่างดี