skcwebdesign

Latest Posts

โทนสีสิ่งจำเป็นที่ส่งผลต่อความน่าสนใจของเว็บไซต์

สิ่งที่จำเป็นสำหรับเว็บไซต์คือเนื้อหาภายในเว็บไซต์ที่ครบถ้วน ต้องประกอบด้วยข้อมูลของสินค้า หรือบริการที่ต้องการนำเสนอ เป็นข้อมูลจริง ห้ามหลอกลวงหรือโฆษณาเกินจริง ข้อมูลของสำนักงานหรือบริษัท ข้อมูลช่องทางการติดต่อที่ครบถ้วน ที่ตั้ง เบอร์โทรศัพท์ อีเมล์ อาจจะมีช่องทางการติดต่อผ่านเว็บไซต์โดยตรง ถ้าจะให้น่าสนใจเพิ่มเติมอาจจะมีส่วนของการอัพเดตข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการ หรืออาจจะมีกระทู้สำหรับถาม ตอบ ของคนที่สนใจสินค้า หรือบริการ นอกจากข้อมูลที่ครบถ้วนแล้วการทำเว็บไซต์ควรให้ความสำคัญกับรูปแบบที่สวยงาม เพื่อทำให้ผู้เข้าชมรู้สึกสนใจ และอยากกลับเข้ามาชมอีกครั้ง และสิ่งที่เป็นปัจจัยสำคัญที่จะดึงดูดคนได้ก็คือเรื่องของ “โทนสี”

                โทนสีที่แตกต่างกันให้ความรู้สึกที่แตกต่างกัน ดังนั้นการใช้สีภายในเว็บไซต์เป็นสิ่งที่มีความจำเป็นอย่างมากในการดึงดูดผู้คนให้สนใจและเข้ามารับชม

1.สีโทนร้อน คือสีสันที่มีความจัดจ้านเห็นแล้วรู้สึกสดใส ไม่ว่าจะเป็น สีแดง สีส้ม สีเหลือง สีเหล่านี้จะช่วยกระตุ้นให้ผู้พบเห็นรู้สึกสดใส มีความสุข และสนใจเนื้อหาในส่วนนี้

2.สีโทนเย็น คือ สีที่เห็นแล้วรู้สึกสบายตา เพลิดเพลิน มองนาน ๆ แล้วรู้สึกสบายตาเพราะสีไม่จัดจ้านเกินไป นั่นคือ สีเขียว สีน้ำเงิน สีโทนนี้เมื่อนำมาใช้จะทำให้คนที่เข้าชมเว็บไซต์ชมได้นาน ๆ ไม่รู้สึกล้าสายตา

3.สีบางสีเป็นได้ทั้งสีโทนร้อน และสีโทนเย็น นั่นคือ สีเหลือง สีม่วง อยู่ที่สีแวดล้อม ถ้าวางไว้บริเวณสีโทนร้อนก็จะรู้สึกร้อนตามไปด้วย

4.สีกลาง เกิดจากผสมของสีสองสีที่เท่ากัน ได้แก่ สีม่วง สีน้ำตาล สีเทา สีเหล่านี้สามารถนำไปผสมได้กับทุกสี เมื่อนำไปใช้จะให้ความรู้สึกกลมกลืน เหมาะสำหรับใช้คั่นระหว่างสีโทนร้อน และสีโทนเย็น เพื่อเบรกความร้อนทำให้มองแล้วไม่รู้สึกจัดจ้านเกินไปจนล้าสายตา และกระตุ้นสีโทนเย็นเพื่อให้รู้สึกสดใส และน่าสนใจมากขึ้น

การใช้โทนสีที่ดี และเหมาะสมมีประโยชน์ ดังนี้

  1. เพิ่มความน่าสนใจในเว็บไซต์ ทำให้เว็บไซต์มีความสวยงามทำให้ผู้อ่านไม่รู้สึกเบื่อ หรือรู้สึกมาสบายตา เช่นเลือกกระตุ้นให้ผู้อ่านสนใจด้วยสีโทนร้อน และทำให้ผู้อ่านรู้สึกสบายตาด้วยสีโทนเย็น ในขณะเดียวกันทำให้ผู้อ่านอยากกลับเข้ามาอ่านซ้ำด้วยสีโทนกลาง เป็นต้น
  2. ทำให้เกิดสัดส่วนที่ชัดเจนในเรื่องของเนื้อหา สีที่ต่างกันก็ควรให้ข้อมูลที่มีความแตกต่างกัน เช่น เนื้อหาที่เป็นสินค้าหรือบริการของบริษัท ใช้สีโทนร้อนเพื่อกระตุ้นความสนใจ ในขณะเดียวกันส่วนที่เป็นข้อมูลทั่วไปของบริษัทควรใช้สีโทนเย็น และช่องทางการติดต่อควรใช้สีโทนกลาง เป็นต้น

สีสันที่ต่างกันส่งผลต่อความรู้สึกที่แตกต่างกัน ดังนั้นการใช้สีที่เหมาะสมก็จะช่วยดึงดูดให้คนเข้ามาชมเว็บไซต์เพิ่มมากขึ้น และยังส่งผลต่อการกลับเข้ามาชมเว็บไซต์ในครั้งต่อไป

Cryptocurrency ปี 2018 เหมืองขุดสุดง่าย แสนสบายแค่เปิดเว็บไซต์

                หลายคนที่เป็นนักลงทุน หรือจะเป็นคนที่ติดตามเรื่องราวต่าง ๆ เกี่ยวกับไอที คงจะไม่มีใครไม่รู้จักกับ Cryptocurrency หรือเงินสกุลดิจิตอลนั่นเอง ซึ่งเป็นค่าเงินที่ถูกสร้างขึ้นมาจาก algorithm ต่าง ๆ หรือที่เรียกกว่าการขุดนั่นเอง  หลังจากที่ขุดได้โดยการใช้ algorithm ต่าง ๆ แล้ว ก็นำมาแลกเปลี่ยนกันให้กลายเป็นเงินจริง ซึ่งในช่วงอีกไม่กี่ปีข้างหน้า โลกเราอาจจะมีการใช้เงินจริง ๆ ลดลง และจะหันมาใช้เจ้า Cryptocurrency แทน เนื่องจากมันไม่มีรูปร่างหน้าตา ไม่ต้องมีทรัพยากรในการผลิต และสะดวกสบายใจการใช้จ่ายต่าง ๆ แต่ในอีกมุมหนึ่ง ก็ยังถือเป็นสิ่งที่ไม่แน่ไม่นอน และหลายคนยังมีความเชื่อว่ามันยังไม่ปลอดภัยเท่าที่ควร

ถึงแม้จะเป็นอย่างนั้น แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านก็มีผู้คนมากมายให้ความสนใจในการขุดเจ้าค่าเงินสกุลดิจิตอลเหล่านี้เป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะขุดโดยใช้กำลังการคำนวณ algorithm จากการ์ดจอ หรือ CPU แม้กระทั่งการซื้อเครื่องขุดโดยเฉพาะที่มีราคาหลายแสนบาทมาขุดเลยก็มี ถือว่าเป็นการลงทุนอีกหนึ่งประเภทที่น่าสนใจ แต่ในปี 2018 นี้ มีทางเลือกใหม่สำหรับคนที่สนใจในเรื่องของการขุด Cryptocurrency นี้ นั่นก็คือการใช้บริการ cloud mining หรือขุดผ่านเว็บไซต์นั่นเอง

เว็บไซต์รูปแบบต่าง ๆ กับการขุดเงินสกุลดิจิตอลที่แสนจะมีความหวัง

                แน่นอนว่าการแลกเปลี่ยนหรือซื้อขายเงินสกุลดิจิตอลเหล่านี้นั้น จะทำธุรกรรมกันผ่านเว็บไซต์ที่เป็นกระเป๋าเงิน ที่ไว้ใช้เก็บเจ้า Cryptocurrency เหล่านี้ที่เรามาได้ ซึ่งส่วนใหญ่นั้นจะอยู่ใน platform ของเว็บไซต์ แต่ตอนนี้ มีหลายเว็บไซต์มากมายที่เริ่มให้ความสนใจกับการลงทุนเกี่ยวกับค่าเงินเหล่านี้ จึงเปิดบริการในลักษณะของ cloud mining หรือการซื้อกำลังขุดนั่นเอง ในช่วงแรก ๆ นั้น การขุดสกุลเงินดิจิตอลนั้นต้องใช้ algorithm ในการคิดสมการเพื่อที่จะผลิตเจ้าตัวเหรียญดิจิตอลสกุลต่าง ๆ ออกมา ซึ่งจำเป็นต้องซื้อเครื่องขุดที่มีราคาแพงอย่างมาก หรือซื้อ การ์ดจอและ CPU ที่แรง ๆ มาทำการขุดหาเหรียญสกุลดิจิตอลต่าง ๆ เหล่านี้ ซึ่งแน่นอนว่ามีต้นทุนที่สูง และเปลืองไฟเป็นอย่างมาก แต่การที่เราเลือกใช้ cloud mining นั่น เราแค่จ่ายเงินและทำสัญญากับเว็บไซต์ที่เปิดให้บริการ เพื่อที่จะทำการซื้อกำลังขุด และให้ทางผู้ขายกำลังขุดนั้น ขุดให้เราแทน วิธีการขุดแบบนี้ค่อนข้างเป็นที่นิยมอยู่ในช่วงหนึ่ง

หลังจากนั้นก็มีอีกหลายเว็บไซต์ที่ออกมาแจกตัว Cryptocurrency สกุลต่าง ๆ มีทั้งจริงบ้างหลอกบ้างแตกต่างกันไป ตัวอย่างเช่น ให้เรากดเข้าไปดูโฆษณาของเว็บ และเราจะได้สิ่งตอบแทนมาเป็นเงินสกุลดิจิตอล ซึ่งการที่เรากดเข้าไปดูโฆษณาของเว็บนั้น ก็จะช่วยในเรื่องของยอดผู้เข้าชมเว็บไซต์ รวมไปถึงเรื่อง pay per click อีกด้วย ส่วนใหญ่เว็บไซต์ในลักษณะนี้ จะมีให้เราสะสมไว้สกุลเงินดิจิตอลพวกนี้ไว้ ไม่ให้ถอนตามใจชอบ จะมีการตั้งขั้นต่ำของการถอนไว้สูง ๆ เพื่อที่จะให้คนเข้ามากดกันเยอะ ๆ แต่เมื่อถึงเวลาถอนออกไปจริง ๆ ก็ไม่มีเงินเข้ากระเป๋าดิจิตอลของเราเลย อีกรูปแบบนึงคือการเปิดเว็บไซต์ให้คนเข้าไปขุดกันเป็น pool หรือเป็นกลุ่ม เพื่อช่วยกันหาเจ้า Cryptocurrency นี้กัน และนำที่ได้มาหักเปอร์เซ็นต์กัน

จริงอยู่ว่าเจ้าสกุลเงินดิจิตอลนี้เป็นสิ่งใหม่ และค่อนข้างน่าสนใจ แต่มันก็มีความเสี่ยงสูง และอยู่ในความไม่คงที่อยู่ ใครที่สนใจควรจะศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนที่จะตัดสินใจลงทุนไปกับมัน

 

UX และ UI ดีมีชัยไปกว่าครึ่ง การทดสอบสุดสำคัญก่อนการเปิดใช้จริง

                UX และ UI ถือเป็นอีกหนึ่งขั้นตอนในการออกแบบเว็บไซต์ที่สำคัญอย่างมาก UI หรือ User Interface คือหน้าตาและการใช้งานต่าง ๆ ที่ผู้ใช้งานใช้ และ UX คือ User Experience หรือก็คือประสบการณ์การใช้งานของผู้ใช้ ข้อมูลที่ได้จากการเก็บ Persona หรือทดลองใช้งานระบบของเรา หลังจากที่เราพัฒนาถึงขั้น Prototype หรือมีตัวต้นแบบออกมาแล้ว เราต้องทำการทดสอบการใช้งานจากผู้ใช้งานจริง เพื่อดูว่าผลลัพธ์ที่ได้นั้นตรงกันกับความคิดที่เราคาดการณ์ไว้หรือไม่

หลายคนอาจจะมีคำถามขึ้นมาในใจว่า นี่คือขั้นตอนที่เป็นหน้าที่ของ Tester หรือไม่ ความเป็นจริงแล้วจะพูดแบบนั้นก็ได้ แต่ก็ไม่ใช่ร้อยเปอร์เซ็นต์ เนื่องจากคำว่า Tester นั้น เราสามารถมองในความของฝั่งผู้พัฒนาได้ว่าเป็นคนทดสอบระบบ เพื่อที่ตั้งใจจะหาจุดบกพร่องให้ได้มากที่สุด ก่อนที่จะนำไปให้กลุ่มตัวอย่างของผู้ใช้งานได้ทดลองใช้จริง พูดง่าย ๆ ก็คือถ้า Tester จะเป็นการทดสอบเพื่อหา Bug โดยเฉพาะ แต่ถ้าเป็นการ UX คือการเก็บข้อมูลเพิ่มเติม รวมไปถึงคำแนะนำต่าง ๆ จากมุมมองของผู้ใช้งาน เพื่อที่จะนำมาปรับปรุงแก้ไข

ในรายละเอียดของการสร้าง UI จริง ๆ แล้วมันคือหน้าตาของตัวเว็บไซต์เท่านั้น หรือที่เราเรียกกันว่า Font-EN นั่นเอง ซึ่งเรามารถที่จะออกแบบในรูปแบบไหนก็ได้ บางคนอาจจะเริ่มจากการออกแบบหน้าตาบน Adobe Photoshop หรือ Web Design อย่าง Wix.com เพื่อที่จะให้เห็นหน้าตาคร่าว ๆ ที่พอใจก่อน แต่แน่นอนว่าเรายังไม่สามารถเอาไปทำ UX ได้ เนื่องจากยังไม่มีฟังก์ชัน หรือการทำระบบของ Back-EN ที่เป็นฝั่งของตัวระบบการใช้งานของเว็บไซต์เลย ในส่วนนี้เราอาจจะจำเป็นที่จะต้องหาคนที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับเรื่องของคอมพิวเตอร์พอสมควร เช่นเรื่องของ PHP, Node.js หรือ Angular.js เป็นต้น หลังจากที่เราได้ UI ที่พอใจ และจัดการวางระบบการใช้งานในฝั่งของ Back-EN ได้แล้ว ก็จะออกมาเป็น Prototype หรือตัวต้นแบบนั่นเอง ไม่ควรจะมีการสลับขั้นตอน หรือข้ามขั้นตอนใด ๆ เพราะเราจะไม่ได้ผลลัพธ์ที่แท้ที่เสถียรและเป็นจริงเท่าที่ควร เมื่อถึงจุดนี้ เราจึงจะสามารถนำเจ้าตัวต้นแบบนี้ไปให้กลุ่มตัวอย่างของผู้ใช้งานทดสอบได้ ในการทำ UX นั้น ไม่ใช่แค่ให้ผู้ใช้งานลองเล่นตัวต้นแบบของเรา และรอเก็บคอมเม้นต์จากเขาเท่านั้น แต่สิ่งสำคัญมากที่ต้องคำนึงเลยคือเราควรจะมีการตั้งคำถามที่ดี และเหมาะสมกับการทดสอบระบบ เนื่องจากกลุ่มตัวอย่างไม่รู้รายละเอียดย่อยของตัวเว็บไซต์ รวมไปถึงฟังก์ชันการทำงานทั้งหมด ดังนั้นถ้าเราปล่อยให้เขาลองเล่นเอง แน่นอนว่าเราจะไม่ได้ผลทดสอบของทุกฟังก์ชันอย่างแน่นอน เราจึงต้องทำ Satisfaction Test และ Usability Test ขึ้นมาเพื่อเป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับการใช้งานในด้านความพึงพอใจและด้านการใช้งาน

ทุกขั้นตอนในกระบวนการพัฒนาหรือออกแบบเว็บไซต์นั้นถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และสำคัญพอสมควร นอกจากเราควรจะทำให้ครบ ทำอย่างละเอียด เรายังควรที่จะต้องทำทุกอย่างตามขั้นต่อ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ได้ผลดีมากที่สุดอีกด้วย

 

จากเว็บไซต์สู่แอปพลิเคชัน ยุคสมัยแห่งสมาร์ทโฟนที่รุ่งเรืองที่สุด

                ในยุคนี้ น้อยคนนักที่จะใช้โทรศัพท์ที่ไม่มีอินเตอร์เน็ต หรือเป็นโทรศัพท์แบบธรรมดาทั่วไปที่ยังมีปุ่มกดอยู่ แม้กระทั่งเด็กเล็ก ๆ เดี๋ยวนี้ก็ใช้สมาร์ทโฟนกันทั้งนั้น เนื่องจากยุคนี้เป็นยุคของอินเตอร์เน็ต และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ทำให้ผู้คนมากมายต่างให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้ หนึ่งประเด็นที่น่าสนใจเลยคือการสร้างแอปพลิเคชันจากเว็บไซต์หรือโปรแกรมต่าง ๆ ที่เป็นที่นิยมมาก เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายในการเข้าถึงของผู้ใช้งาน

ปัจจุบันเราเห็นแอปพลิเคชันมากมายที่ถูกพัฒนามาจากเว็บไซต์ชื่อดัง ไม่ว่าจะเป็นเฟสบุ๊ค ยูทูป หรือ ทวิตเตอร์ เนื่องจากมีผู้คนจำนวนมากใช้งานสมาร์ทโฟนมากขึ้น จึงจำเป็นต้องมีการพัฒนาเว็บไซต์เหล่านี้ให้ผู้ใช้งานสามารถใช้ได้ง่ายที่สุด หลายสิ่งหลายอย่างในตอนนี้เริ่มถูกพัฒนาขึ้นมาให้ใช้งานในรูปของแอปพลิเคชันเกือบทั้งหมดแล้ว ภาพในสมัยก่อน ในยุคแรก ๆ ที่เริ่มมีการใช้คอมพิวเตอร์ สิ่งที่เราคุ้นเคยและใช้งานเป็นประจำก็คือเว็บไซต์ เข้าไปตามเว็บต่าง ๆ เพื่อหาข้อมูล เล่นเกม หรือดูคลิปวิดีโอ ซึ่งไม่ค่อยสะดวกสบายสักเท่าไร แต่แอปพลิเคชันนั้นสะดวกสบายกว่า รวดเร็วกว่า และง่ายดายกว่า

แต่ก็ไม่ใช่ว่าเว็บไซต์จะหมดประโยชน์ไป หรือมีการใช้งานที่ลดน้อยลง ถ้าเป็นแบบนั้นจริง เราคงจะไม่เห็นระบบใหม่ หรือภาษาใหม่ที่เข้ามาช่วยในเรื่องของการพัฒนาเว็บไซต์อย่างแน่นอน แสดงว่าเว็บไซต์ก็ยังคงเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่มีผู้คนใช้งานอยู่ แต่จริง ๆ แล้วก็พัฒนาแอปพลิเคชันมาเพี่อความสะดวกสบายของผู้ใช้งาน และเพิ่มช่องทางในการใช้งานให้มากขึ้น ตัวอย่างเช่น เมื่อเราทำงานบนคอมพิวเตอร์ด้วย Google Drive อาจจะเป็นการแก้ไขเอกสารอะไรบางอย่าง แต่ยังทำไม่เสร็จเรียบร้อยดี เราก็สามารถเข้าแอปพลิเคชัน Google Drive บนสมาร์ทโฟนของเราได้ และทำการ Login เข้า Account นั้นและแก้ไขงานได้เหมือนกับบนเว็บไซต์ปกติเลย แต่แน่นอนว่าก็มีข้อเสียอยู่ นั่นก็คือหน้าตาหรือ interface ของการใช้งานบนเว็บไซต์ กับแอปพลิเคชัน แน่นอนว่าหน้าตาของทั้งสองนั้นยากที่จะเหมือนกัน เนื่องจากขนาดของหน้าจอ และระบบการทำงานต่าง ๆ เว็บไซต์บนคอมพิวเตอร์สามารถคลิกซ้ายคลิกขวาได้ แต่บนสมาร์ทโฟนเราคลิกซ้ายคลิกขวาไม่ได้ หน้าจอเล็กลง เลือกใช้งานเมนูต่าง ๆ ก็ยากมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตามนี่ถือเป็นการพัฒนาอีกหนึ่งเรื่องที่น่าสนใจ ถึงแม้ว่าปัญหาจะยังเล็ก ๆ น้อย ๆ อยู่ แต่เชื่อได้แน่นอนว่าในอนาคตมันจะถูกแก้ไขได้ไม่ยาก และอยากแนะนำสำหรับคนที่มีเว็บไซต์ที่ค้าขายสินค้า หรือบริการต่าง ๆ เพียงอย่างเดียว อยากจะแนะนำให้เพิ่มช่องทางต่าง ๆ ให้มากขึ้น แอปพลิเคชันก็เป็นอีกหนึ่งทางที่น่าสนใจ สำหรับบริษัทไหนหรือ product ไหนที่พอจะมีทุนในการพัฒนา แน่นอนว่ามันสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น สะดวกขึ้น และอาจจะเพิ่มจำนวนผู้ใช้งานได้มากขึ้นอีกด้วย และจะดีขึ้นไปอีกถ้าสามารถแก้ไขปัญหาเรื่องของ Interface ของแอปพลิเคชันและเว็บไซต์ที่กล่าวมาได้

 

เว็บไซต์ในอนาคตกำลังจะเป็นอย่างไร รูปแบบ WEB 4.0 แห่งโลกอนาคต

                เว็บไซต์นั้นได้มีการพัฒนาขึ้นมาอย่างมากในแต่ละช่วงเวลา เริ่มต้นตั้งแต่เว็บไซต์ยังเป็นแค่การให้ข้อมูลทางเดียว หรือที่เรียกว่า One Way Communication ผู้คนที่เข้ามาในเว็บไซต์ประเภทนี้จะเจอข้อมูลที่เจ้าของเว็บเป็นคนกำหนดขึ้นเองทั้งหมด และไม่สามารถที่จะทำการสื่อสารอะไรกันได้ ซึ่งจะถูกเรียกว่า WEB 1.0 ซึ่งอยู่ในช่วงปีระหว่าง 1990-2000 และค่อยพัฒนาขึ้นมาเรื่อย ๆ เป็น WEB 2.0 และ WEB 3.0 ตามลำดับ ซึ่ง WEB 2.0 นั้นอยู่ในช่วง 2000-2010 เป็นยุคที่เริ่มเป็นการสื่อสารแบบสองทาง และเริ่มที่จะมีโซเชียลมีเดีย ทุกคนสามารถที่จะแสดงความคิดเห็นได้ โพสต์ข้อมูลต่าง ๆ ที่ตนเองต้องการจะแชร์ ในช่องทางต่าง ๆ ได้ พูดง่าย ๆ ก็คือผู้เข้าชมเว็บไซต์สามารถที่จะใส่ข้อมูลลงไปในเว็บไซต์ได้เช่นกันนั่นเอง

จนมาถึงยุคของ WEB 3.0 ที่อยู่ในช่วง 2010-2020 ถือเป็นยุคที่เว็บไซต์เริ่มมีความฉลาดมากขึ้น และสามารถเรียนรู้ได้จากการคาดเดาพฤติกรรมต่าง ๆ และสามารถที่จะรู้ความต้องการของผู้ฝใช้งานได้มากขึ้น รวมไปถึงมีการสร้างความสัมพันธ์กับแหล่งข้อมูลอื่น ๆ ให้มาเป็นเครือข่ายเดียวกันได้อีกด้วย ถือว่าเป็นยุคที่เราอาศัยกันอยู่ ทีนี้ลองมาดู WEB 4.0 ที่กำลังใกล้เข้ามาแล้วในช่วงปี 2020-2030 ว่าจะมีอะไรที่น่าสนใจบ้าง

แนวทางเว็บไซต์ในอนาคต กับความอัจฉริยะที่คาดไม่ถึง

                เราอาจจะเคยเห็นในข่าวมาบ้างแล้วเกี่ยวกับเรื่องของโครงการการสร้างอุปกรณ์อัจฉริยะต่าง ๆ หรือหุ่นยนต์ที่มีความสามารถคล้ายกับคน นั่นเป็นสัญญาณที่กำลังจะบอกว่าเรากำลังจะเข้าสู่ยุคของ WEB 4.0 อย่างเต็มตัวในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า โดยจะมีการนำ AI หรือ Artificial Intelligence เรียกง่าย ๆ ว่าสมองกลในการเข้ามาช่วยในเรื่องต่าง ๆ นอกจากจะเรียนรู้พฤติกรรมแล้ว ยังสามารถที่จะเอาข้อมูลเหล่านั้นมาคำนวณและหาผลลัพธ์ต่าง ๆ ที่ผู้ใช้งานต้องการ และเลือกที่จะแสดงข้อมูลเหล่านั้นให้กับผู้ใช้งานนั้น ๆ ได้อย่างอัตโนมัติ รวมไปถึงการใช้งานใน platform ที่หลากหลายมากขึ้นในเกือบทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์บนโทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต หรือแม้กระทั่งโทรทัศน์ที่เป็น Smart TV ก็สามารถที่จะเข้าถึงตัวเว็บไซต์ได้

ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เราจะได้พบกับเว็บไซต์ที่มีการประมวลผลอย่างอัจฉริยะ และแม่นยำมากขึ้น รวมไปถึงการอำนวยความสะดวกสบายต่าง ๆ ในการใช้งาน เราจะอยู่ในยุคของข้อมูลอย่างเต็มรูปแบบ ใครที่มีข้อมูลและการประมวลที่แม่นยำและตรงกับลูกค้า หรือผู้ใช้งานมากกว่าจะเป็นฝ่ายชนะ ถือเป็นอีกหนึ่งความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญอีกหนึ่งจุดเลยทีเดียว ซึ่งตอนนี้ก็เริ่มมีเว็บไซต์ที่มีคุณสมบัติเหล่านี้ออกมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็น Chabot บนเว็บไซต์ การทำ Data analytic ของเว็บไซต์

เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมันส่งผลมากต่อด้านของธุรกิจ และการแข่งขันต่าง ๆ ยิ่งเราปรับตัวและใช้งานเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงนี้มากเท่าไร เราก็ยิ่งจะได้เปรียบมากกว่าคนอื่นเท่านั้น เราต้องเตรียมพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลง และก้าวนำคนอื่นให้ได้ก่อน เพื่อให้เราได้ก้าวต่อไปได้ในโลกอนาคต

 

เรื่องราวน่าสนใจเกี่ยวกับการจด Domain Name และ รายละเอียดเรื่อง Web Server

                ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ส่วนตัวไปจนถึงเว็บไซต์สำหรับองค์กรหรือบริษัทใหญ่ ๆ ที่ต้องการจะให้มีคนเข้าถึงได้จริง ๆ จำเป็นที่จะต้องมีการจด Domain Name เป็นของตัวเอง ความหมายคร่าว ๆ ของ Domain Name มันก็เปรียบเสมือนชื่อของเว็บไซต์ของคุณ หรือของบริษัทที่คนจะไว้ใช้ในการเข้าถึง ซึ่งไม่สามารถที่จำซ้ำกับคนอื่นได้ เนื่องจากจะมีปัญหาในตอนที่ผู้เข้าทำการค้นหาเพื่อเข้าถึง อาจจะเกิดการสับสนได้ เราสามารถเห็นเจ้าตัว Domain Name ได้จากตัวชื่อของเว็บไซต์ ที่จะลงท้ายด้วย .com .co.th หรือ .io เป็นต้น

ไม่ว่าจะเป็นใครก็สามารถที่จด Domain Name เป็นของตัวเองได้ อย่างที่ได้กล่าวข้างต้นว่าใคร ๆ ก็เป็นเจ้าของเว็บไซต์ของตัวเองได้ทั้งนั้น โดยการจด Domain นั้นมีค่าใช้จ่ายเพียงแค่ไม่เกิน 20 เหรียญต่อปี หรือแปลงเป็นเงินบาทไม่เกิน 300 บาทต่อปีเท่านั้น แต่สิ่งที่น่ากังวลมันอยู่ที่การเลือกชื่อที่จะใช้มาเป็น Domain Name มากกว่าว่าจะใช้ชื่ออะไรที่จำง่าย เชื่อมโยงกับตัวเนื้อหาด้านในเว็บไซต์ของเรา และต้องไม่ซ้ำกับผู้อื่น ถือเป็นเรื่องยากพอสมควร ณ ตอนนี้มีเว็บไซต์มากมายนับไม่ถ้วน และครอบคลุมทุกสิ่งไปหมดแล้ว ดังนั้นนี่เป็นอีกโจทย์ที่เราต้องคิดและทำการบ้านให้ดี ถ้าตั้งใจว่าจะใช้เว็บไซต์นี้ในระยะยาว วิธีการจด Domain Name มีดังนี้

  • ทำการหาบริษัทที่เปิดรับให้จด Domain Name (อาจจะเข้าไปที่เว็บไซต์ของเขา หรือจะติดต่อสอบถามเรื่องรายละเอียดวิธีการในการจด)
  • ทำการใส่ชื่อ Domain Name ที่เราคิดไว้ และทำการค้นหาเพื่อเช็คว่าซ้ำกับของใครหรือไม่
  • เมื่อได้ชื่อ Domain Name ที่ใช้งานได้แล้ว ก็ทำการตรวจสอบอีกครั้ง
  • ดำเนินการชำระเงินตามกระบวนการของเว็บไซต์ที่เราจดด้วย

Web server แต่ละประเภทที่ควรจะรู้ไว้ เพื่อการใช้งานที่เหมาะสม

                เมื่อเรามีชื่อเว็บไซต์เรียบร้อย ก็จำเป็นที่จะต้องมีพื้นที่สำหรับเว็บไซต์ของเรานั่นก็คือ Web Server หรือหลายคนอาจจะคุ้นกับชื่อ Web Hosting นั่นเอง ซึ่งเราสามารถที่ซื้อพื้นที่ของในการใช้งานเว็บไซต์ของเราก็ได้ หรือจะทำการเช่าก็ได้ จากนั้นก็มาทำการเลือกประเภทของ Web Hosting ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับเว็บไซต์ของเรา โดย Web hosting นั้นจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ

  • Shared Hosting เป็นพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับเว็บไซต์ที่ไม่ได้ต้องการความเสถียรอะไรมาก ไม่มีข้อมูลสำคัญ หรือมีผู้ใช้งานจำนวนมาก เนื่องจาก Shared Hosting เป็นพื้นที่สำหรับเว็บไซต์ที่มีราคาที่ถูกมาก แต่สิ่งที่มากับความถูกนั้นก็คือการใช้งานรวมกับเว็บไซต์อื่น ๆ ที่เป็น Shared Hosting เหมือนกัน ดังนั้นถ้าเกิดปัญหา เรามีสิทธิ์ที่จะได้รับผลกระทบไปด้วยอย่างแน่นอน เนื่องจากมีการแชร์พื้นที่การใช้งานกันอยู่ หรือใช้พื้นที่เดียวกันนั่นเอง
  • Could Hosting หรือเราจะเรียกว่า Private Hosting ก็ได้ เหมาะสำหรับเว็บไซต์ที่ต้องการความปลอดภัยที่มากกว่า Shared Hosting ไม่ต้องการแชร์พื้นที่กับใคร มีการ customize หรือดัดแปลงที่ง่าย แต่ก็ตามมาด้วยราคาที่ค่อนข้างสูง และการใช้งานที่ค่อนข้างซับซ้อนกว่าตัว Shared Hosting

ลองสังเกต และประเมินเว็บไซต์ของคุณดูว่าต้องการจะให้มีลักษณะอย่างไร หรือจุดมุ่งหมายจริง ๆ คืออะไร การเลือกชื่อในการจด Domain ควรจะเป็นอย่างไร และมีทุนมากน้อยแค่ไหน เพื่อที่จะสามารถเลือกใช้งานรายละเอียดต่าง ๆ เหล่านี้ได้ถูกต้อง และเหมาะสมกับเว็บไซต์ของคุณที่สุด

 

ออกแบบเว็บไซต์ที่ไหนก็ได้ไม่ต้องมีคอมพิวเตอร์ ใช้แค่สมาร์ทโฟนก็พอแล้ว

                หลายคนนึกภาพว่าการออกแบบเว็บไซต์นั้น จำเป็นจะต้องมีคอมพิวเตอร์ โปรแกรม หรือตัว code generator ต่าง ๆ เพื่อใช้ในการออกแบบรูปร่างหน้าตาของเว็บไซต์ ทำการวางระบบและลงมือเขียนโค๊ตขึ้นมาเพื่อให้เว็บไซต์สามารถใช้งานได้จริง แต่แน่นอนว่าถ้าไม่คอมพิวเตอร์ ก็ไม่สามารถทำอะไรได้เลยนอกจากเอากระดาษมาวาดออกแบบตัวหน้าตาเว็บไซต์คร่าว ๆ แต่ตอนนี้ไม่จำเป็นอีกต่อไปแล้ว ณ ปัจจุบันมีทางเลือกให้ผู้ที่ต้องการจะทำเว็บไซต์ขึ้นมา โดยที่ไม่ต้องใช้คอมพิวเตอร์ก็สามารถทำได้

อาจจะมีคนที่นึกถึงพวก Code Generator ที่เปิดให้ซื้อมาใช้งานบนมือถือ แต่นั่นก็ยังไม่ใช่อยู่ดี สิ่งที่จะนำเสนอในบทความนี้ก็คือ SimpleDifferent แอปพลิเคชันบนมือถือที่เปิดให้ทุกคนสามารถเข้าไปสร้างเว็บไซต์ใช้งานเองได้ทุกที่ ทุกเวลา เพียงแค่มีสมาร์ทโฟนเท่านั้น

แอปพลิเคชันสำหรับคนออกแบบเว็บไซต์ ความสะดวกสบายที่เบากระเป๋า

                หลายคนที่จำเป็นต้องเดินทาง หรือทำกิจกรรมที่ไม่อยู่กับที่สักเท่าไร แต่มีงานที่จำเป็นต้องออกแบบหรือสร้างเว็บไซต์ขึ้นมา แนะนำให้ลองโหลดเจ้าแอปพลิเคชัน SimpleDifferent ตัวนี้มาลองใช้งานดู เป็นแอปพลิเคชันที่มีทั้ง Android และ iOS ให้ได้โหลดมาใช้งานกัน มันเป็นแอปพลิเคชันที่ไว้สำหรับใช้ในการออกแบบเว็บไซต์ที่มีข้อดีมากมาย

  • สามารถแก้ไขและปรับปรุงตัวเว็บไซต์ได้จากโทรศัพท์สมาร์ทโฟนของคุณ
  • ไม่ต้องติดตั้งหรือมีการเขียนโค๊ตใด ๆ
  • มีลักษณะการใช้งานที่ง่าย และไม่ซับซ้อน
  • ไม่มีการทำโฆษณาใด ๆ ลงบนเว็บที่คุณสร้าง
  • ไม่มีข้อจำกัดต่าง ๆ ทางเทคนิค

ถือว่าเป็นอีกหนึ่งแอปพลิเคชันที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก ระบบการทำงานของตัวแอปพลิเคชันนั้นไม่ยุ่งยากและซับซ้อนเลย จะมีไอคอนต่าง ๆ ที่สามารถเข้าใจได้อย่างง่ายดาย การออกแบบและตกแต่งก็สามารถทำได้แค่เพียงปลายนิ้วสัมผัส มีโหมดการใช้งานมากมายให้ผู้ใช้งานได้เลือกใช้กัน รวมไปถึงคู่มือการใช้งานต่าง ๆ ที่เราสามารถเข้าไปอ่านรายละเอียดได้ ถือเป็นช่องทางที่ใช้ในการออกแบบได้ดี รวดเร็ว และสะดวกสบายมาก นอกจากนี้ทาง SimpleDifferent ยังมีการให้เช่า Web Hosting หรือ Web Server ที่ราคาที่ไม่แพงมากอีกด้วย เวลาที่ต้องการจะใช้งานก็แค่ล็อกอินเข้าไปใน Account ของเรา และเริ่มทำการเลือกฟังก์ชันต่าง ๆ ได้ทันที ไม่ว่าจะสร้างเว็บใหม่ แก้ไขเว็บไซต์ของเรา หรือจะเป็นเรื่องของการตั้งค่าความปลอดภัยและรายละเอียดของ feedback และการขอความช่วยเหลือต่าง ๆ

เป็นอีกหนึ่งแอปพลิเคชันที่สายออกแบบเว็บไซต์ไม่ควรพลาด นอกจะมีเรื่องของความสะดวกสบายแล้ว ใคร ๆ ก็สามารถที่จะทำได้ เรียนรู้ได้ไม่ยาก เนื่องจากทาง SimpleDifferent ได้ออกแบบลักษณะการใช้งานให้ง่าย และรวดเร็วอีกด้วย สำหรับใครนักออกแบบหรือพัฒนาเว็บไซต์คนไหนที่ยังไม่มี รีบไปหาโหลดมาลองใช้กันเลย

 

การทำ Persona กับการออกแบบเว็บไซต์ ปัจจัยแห่งการออกแบบที่โดนใจลูกค้ามากที่สุด

                HMTL CSS เป็นหน้าตาของเว็บไซต์ที่จะแสดงให้ลูกค้าหรือผู้ใช้งานเห็น เป็นเครื่องมือที่ไว้ใช้สร้างรูปแบบลักษณะของเว็บไซต์ หรือที่เราเรียกกันว่า Interface เป็นขึ้นตอนหลังจากที่ได้ final draft ของเว็บไซต์ที่ต้องการจะสร้างมาแล้ว จึงเริ่มที่จะ Coding โดยใช้ภาษาเหล่านี้ แต่ก่อนหน้านั้นเราก็ต้องทำการออกแบบหน้าตาให้พอใจเสียก่อน ไม่ควรที่จะทำไปและแก้ไป เนื่องจากอาจจะเกิดความยุ่งยากในการแก้ไขมากกว่าแก้ไขในช่วงของการออกแบบ ซึ่งใน Phase ของการออกแบบนั้น หลายคนจะให้ความสนใจกับลักษณะเว็บไซต์ และความสวยงามต่าง ๆ

นั่นไม่ใช่เรื่องที่ผิด แต่เราต้องอย่าลืมว่าเราทำเว็บไซต์ขึ้นมาเพื่อให้คนใช้งาน ดังนั้นเราจึงไม่สามารถทำตามใจตัวเองได้ เราต้องทำตามความชอบและความเหมาะสมของผู้ใช้งาน ซึ่งบางคนอาจจะใช้หลักการแนวคิดที่ว่า คิดให้เหมือนเราเป็นผู้ใช้งานเอง และทำการออกแบบในมุมมองนั้น ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องดี แต่สุดท้ายแล้วเราก็อาจจะไม่ได้ข้อมูลที่แท้จริง ทางที่ดีกว่าคือการศึกษาและเก็บข้อมูลของผู้ใช้งาน และนำมาวิเคราะห์เพื่อนำมาใช้ในการออกแบบให้ออกมาตรงกับที่ผู้ใช้งานต้องการมากที่สุด

กระบวนการทำ Persona เพื่อให้เว็บไซต์โดนใจกับเว็บไซต์ได้มากที่สุด

                กระบวนการเล็ก ๆ แต่ส่งผลมากพอสมควรสำหรับการทำงานประเภทเว็บไซต์ หรือแอปพลิเคชันให้คนใช้งานที่เรียกว่า Persona นี้ หมายถึงการตัวข้อมูลต่าง ๆ ของผู้ใช้งานที่เราไปเก็บมาจากกลุ่มตัวอย่าง เพื่อจะนำข้อมูลมาประยุกต์ใช้กับการออกแบบให้โดนใจผู้ใช้งาน โดยการสัมภาษณ์และพูดคุยกับกลุ่มตัวอย่างผู้ใช้งาน ให้เรารู้จักและเข้าใจสิ่งที่เขาคาดหวัง และต้องการที่จะเห็น ซึ่งขั้นตอนมีดังนี้

  • หากลุ่มตัวอย่างของผู้ใช้งานและกำหนดจำนวนที่แน่นอน ทางที่ดีไม่ควรจะเป็นคนรู้จักหรือคนใกล้ตัว เพื่อที่จะตัดปัญหาเรื่องความเกรงใจ หรือความคิดเห็นที่ไม่เป็นกลาง
  • ติดต่อกับผู้ใช้งานที่เลือกมา และอธิบายจุดประสงค์ของการทำแบบสอบถาม Persona ของเรา
  • เก็บข้อมูลรายละเอียดพื้นฐาน ของเขา Demographic ตัวอย่างเช่นชื่อ นามสกุล อายุ รายได้ ความต้องการ เป้าหมาย
  • นำข้อมูลต่าง ๆ ที่ได้ไปทำการวิเคราะห์และบันทึกข้อมูลไว้ อาจจะใช้โปรแกรมที่เป็น Data Analysis หรือจะเป็นการตั้งเกณฑ์การวัดขึ้นมาเอง และวิเคราะห์ข้อมูลเองเลยก็ได้
  • เราก็จะได้ข้อมูลพื้นฐาน ความน่าจะเป็นต่าง ๆ และความต้องการคร่าว ๆ พื้นฐานที่จะเอามาใช้ในการออกแบบเว็บไซต์ของเรา

นอกจากจะทำให้เราเข้าใจและคาดเดาแนวทางสิ่งที่ผู้ใช้งานต้องการจะเห็นได้แล้ว มันยังมีประโยชน์สำหรับผู้พัฒนาเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันที่ทำงานกันเป็นทีม เนื่องจากการทำ Persona นั้นคืออีกหนึ่งวิธีการทำ User Research หรือการค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับผู้กลุ่มเป้าหมายผู้ใช้งาน หลังจากที่เราได้ข้อมูลเหล่านี้ออกมาแล้ว เราจะสามารถใช้ข้อมูลที่วิเคราะห์นี้มาเป็นตัวกลาง เพื่อให้คนในทีมนั้นเห็นภาพของผู้ใช้งานไปในทางเดียวกัน

 

มุมมองความคิดสำหรับการออกแบบเว็บไซต์ที่ควรจะนำไปใช้

                การออกแบบเว็บไซต์เป็นกระบวนการการคิด และวางแผนเพื่อที่จะสร้างเว็บไซต์ที่ดีมีคุณภาพออกมา แน่นอนว่ามีหลายปัจจัยที่สำคัญที่ควรจะนำมาใช้ในการออกแบบ นั่นก็คือเรื่องของมุมมองความคิดในการออกแบบ เว็บไซต์ถูกทำขึ้นเพื่อให้ผู้คนมากมายเข้ามาชม หรือมาหาข้อมูลต่าง ๆ ที่เขาต้องการในเว็บไซต์ของเรา ดังนั้น เราจึงต้องทำเว็บไซต์ในรูปแบบที่ผู้ใช้งานชื่นชอบหรือต้องการ แต่หลายคนกลับคิดในมุมของตัวผู้ออกแบบเอง โดยลืมคิดไปว่าสุดท้ายคนที่ใช้งานตัวเว็บไซต์จริง ๆ แล้วคือผู้ใช้งานคนอื่นที่ไม่ใช่ตัวเรา

นักออกแบบมือใหม่หลายคนมองในมุมที่ว่าเราอยากจะได้อะไร ใส่อะไรตรงไหนถึงจะดี เราถึงจะชอบ แล้วก็ทำการออกแบบเว็บไซต์ออกมาตามใจเรา ซึ่งนั่นถือเป็นเรื่องที่ผิดมาก เพราะแน่นอนว่าทุกไม่ได้มีความชอบที่เหมือนกัน เราอาจจะเข้าใจในรูปแบบนี้ คิดว่ามันดีมีลูกเล่น และแปลกใหม่ แต่ถ้าเราไม่ได้นึกถึงคนธรรมดาที่เขาใช้งานจริง ๆ ก็น่าจะไม่เป็นที่น่าพอใจของผู้ใช้งานก็เป็นได้ หลายครั้งที่ผู้ใช้งานกล่าวถึงปัญหาว่าใช้งานไม่ถูก สับสน และหาสิ่งที่เขาต้องการไม่เจอ นั่นก็เกิดจากสาเหตุแบบนี้นั่นเอง

เสียงที่สองที่ควรจะฟัง ความคิดเห็นจากมุมมองของผู้ใช้งานจริง

                จากปัญหาที่กล่าวมาข้างต้น แสดงให้เห็นว่าเวลาที่ต้องการที่จะออกแบบเว็บไซต์เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถเข้ามาชม และพอใจกับรูปร่างหน้าตา และฟังก์ชันของตัวเว็บไซต์นั้น จำเป็นต้องมองในมุมมองของผู้ใช้งานด้วย ถ้าเรามีกลุ่มเป้าหมายของผู้ใช้งาน ก็สามารถออกแบบเว็บไซต์ให้เหมาะกับกลุ่มผู้ใช้งานของเราได้ เช่น เด็ก สีก็จะออกโทนสดใส ตัวหนังสือน่ารัก ๆ การออกแบบโครงเว็บก็จะสบายตา ฟังก์ชันการใช้งานเมนูต่าง ๆ ไม่ซับซ้อน กลุ่มคนใช้งานที่ต้องการข้อมูลเกี่ยวกับกีฬา ก็อาจจะใช้สีที่เข้มและให้ความรู้สึกแข็งแรง ดูปราดเปรียว ว่องไว การออกแบบรูปทรงต่าง ๆ ควรจะเป็นเหลี่ยม ฟังก์ชันการใช้งานอาจจะซับซ้อนขึ้นมาได้มากกว่าเด็ก อาจจะมีการ hover เมาส์ เพื่อเรียกใช้งานฟังก์ชันต่าง ๆ หรือการทำ drop down list เป็นต้น

ในทางกลับกัน ถ้าเราไม่ได้มีกลุ่มที่ผู้ใช้งานที่เราต้องการจะให้เข้ามาชมเราที่ชัดเจน ก็ให้ทำการออกแบบในหน้าตาเว็บไซต์แบบพื้นฐาน ทุกอย่างเป็นกลาง ๆ ทั้งเรื่องของสี ตำแหน่งการจัดวาง และตัวเมนูฟังก์ชันต่าง ๆ ให้เหมาะสำหรับทุกคนที่จะเข้ามาใช้งาน โดยในระหว่างที่ออกแบบ ให้นึกว่าถ้าเราเป็นคนใช้งานเว็บนี้ เรามีความรู้สึกเป็นอย่างไร อะไรดี อะไรด้อย และให้นำสิ่งเหล่านั้นมาปรับปรุงการออกแบบต่อไป แต่แน่นอนว่านั่นเป็นสิ่งที่ยากพอสมควร เมื่อเราสร้างสรรค์อะไรออกมาสักอย่าง และต้องการคอมเม้นต์หรือความเห็นที่จะนำไปปรับปรุงแก้ไข เราไม่ควรจะเป็นทดสอบมันด้วยตัวเอง บางคนอาจจะทำได้ หรือบางคนอาจจะเข้าข้างตัวเองมากเกินโดยที่ไม่รู้ตัว ดังนั้นจึงควรที่จะหา Tester หรือคนทดสอบระบบมาคอยใช้งาน เพื่อหาปัญหาและช่องโหว่ต่าง ๆ หรือที่เรียกว่า Bug นั่นเอง เพื่อหาทางปรับปรุงให้ดูแบบการใช้งานมันดี ง่าย และสะดวกมากยิ่งขึ้น

เหล่านี้เป็นปัจจัยเล็ก ๆ ที่ส่งผลมากสำหรับการออกแบบเว็บไซต์ ต่อให้เราสามารถออกแบบเว็บไซต์ที่มีสีสันมากมาย ฟังก์ชันมากมาย และใช้งานได้ยาก มันไม่ได้แปลว่าทุกคนจะชอบ และเข้ามาชมเว็บของคุณ ตราบใดที่ยังคงยึดในความคิดเห็นของตัวเองเป็นที่ตั้ง อย่าลืมมองข้ามมุมมองของผู้ใช้งานจริง และออกแบบมาให้เหมาะสมมากที่สุด จะส่งผลดีได้มากกว่าอย่างแน่นอน

 

โลโก้สำคัญขนาดไหนสำหรับการออกแบบเว็บไซต์

                นอกจากออกแบบเลือกสีที่เหมาะสม การจัดวางส่วนต่าง ๆ ทั้งรูปภาพ ตัวหนังสือ และ format ของ header footer ที่ดูดี อ่านง่าย และสบายตาแล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันเลยคือเรื่องของโลโก้นั่นเอง การที่เราจะสามารถจดจำ หรือนึกถึงอะไรเป็นอย่างแรกได้นั้น จำเป็นต้องมีบางสิ่งที่เตะตา และน่าสนใจ ทำให้ภาพนั้นเข้ามาอยู่ในหัวของเราได้อย่างอัตโนมัติ นั่นคือหน้าที่ของโลโก้ ยิ่งโลโก้ออกแบบได้สวยงาม เข้าใจง่าย และติดตามมากเท่าไร และบวกกับการออกแบบที่ลงตัวด้วยแล้ว ก็จะยิ่งเพิ่มสิทธิ์ในการจดจำ และทำให้คนสนใจได้มากขึ้นอีกด้วย

นี่ก็ถือเป็นอีกหนึ่งส่วนการออกแบบเว็บไซต์เช่นกัน เนื่องจากเว็บไซต์ส่วนใหญ่ถูกทำขึ้นเพื่อเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการใช้โปรโมทตัวสินค้าและบริการ หรือแม้กระทั่งตัวเว็บไซต์เอง และเพิ่มความสะดวกสบายให้กับลูกค้าหรือใครก็ตามที่สนใจผ่านทางเว็บไซต์ โลโก้จึงมีความเกี่ยวกับตัวเว็บไซต์ด้วยเช่นกัน

โลโก้ที่เหมาะกับสม และหลักการคิดง่าย ๆ ขั้นพื้นฐานที่อาจมองข้าม

                บางคนเข้าใจว่าการออกแบบโลโก้นั้นต้องคำนึงเรื่องของความสวยงาม และอลังการให้มากที่สุด จึงจะทำให้คนอื่นจดจำได้ง่าย และสนใจเว็บไซต์ของเขา แต่ความจริงแล้ว ยิ่งรายละเอียดเยอะเท่าไร อลังการเท่าไร ก็จะยิ่งเป็นผลเสียต่อตัวสินค้าหรือเว็บไซต์นั้น ๆ เอง เนื่องจากการออกแบบโลโก้ที่มีรายละเอียดเยอะ สีสันมากมายเกินไป จะทำให้โลโก้นั้นขาดความเป็นเอกลักษณ์และส่วนที่เป็นจุดที่คนจะนำไปจดจำ คนที่เห็นจะไม่สามารถจำสิ่งไหนจากในโลโก้ลักษณะนี้ได้เลย ด้วยสีสันมากมายที่ปนกันจนกลบความเด่นของสีต่าง ๆ ไป รายละเอียดที่มากเกินไปจนทำให้ไม่รู้อะไรคือจุดเด่นของสิ่งนี้ บางครั้งอาจจะถูกมองว่ามันรกเลอะเทอะไปด้วยซ้ำ ดังนั้น เราควรที่จะออกแบบโลโก้ที่มีลักษณะเด่นไปทางด้านใดด้านหนึ่งอย่างชัดเจน เพื่อสร้างความเป็นเอกลักษณ์และจุดสนใจให้มีอยู่จุดเดียว ให้ผู้คนสามารถจำได้ง่าย

การออกแบบจุดเด่นของโลโก้ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญ เราจำเป็นต้องทำให้โลโก้ที่เราออกแบบนั้น มีความเชื่อมโยงกับสิ่งที่เราต้องการจะเสนอบนเว็บไซต์ของเรา การเชื่อมโยงนี้จำมีผลในด้านของการโปรโมทอย่างมาก ถ้าเราทำการเชื่อมโยงโลโก้กับสิ่งที่เราต้องการจะเสนอได้บนเว็บไซต์ เมื่อคนอื่นนึกถึงสิ่งนี้ แน่นอนว่าภาพโลโก้ของเราต้องลอยมาเป็นอันดับต้น ๆ อย่างแน่นอน ทำให้เรามีโอกาสเพิ่มที่จะมีคนมาสนใจเราได้มากขึ้น ซึ่งในการเชื่อมโยงนั้นก็ได้แก่ เรื่องของการเลือกสีที่สอดคล้องกัน รูปภาพต่าง ๆ ที่มีความหมายที่สื่อถึงได้ ตัวหนังสือ หรือการรวมทั้งสามอย่างเข้าด้วยกัน

หลายคนมองเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องง่าย ๆ ที่มีหรือไม่มีก็ได้ บางคนอาจจะทำ แต่ก็ไม่ได้ให้ความสำคัญอะไร คิดอะไรได้ก็จับมารวม ๆ กัน เท่ากับว่าตัดช่องทางโอกาสที่สำคัญอีกหนึ่งช่องทางออกไปเลยทีเดียว นอกจากการออกแบบหน้าตาของเว็บไซต์ต่าง ๆ แล้ว อย่าลืมที่จะให้ความสำคัญกับหน้าตาอีกมุมของเว็บไซต์ด้วย เพื่อเพิ่มช่องทางในการเข้าถึงให้มากขึ้น