ออกแบบเว็บไซต์

การทำ Persona กับการออกแบบเว็บไซต์ ปัจจัยแห่งการออกแบบที่โดนใจลูกค้ามากที่สุด

                HMTL CSS เป็นหน้าตาของเว็บไซต์ที่จะแสดงให้ลูกค้าหรือผู้ใช้งานเห็น เป็นเครื่องมือที่ไว้ใช้สร้างรูปแบบลักษณะของเว็บไซต์ หรือที่เราเรียกกันว่า Interface เป็นขึ้นตอนหลังจากที่ได้ final draft ของเว็บไซต์ที่ต้องการจะสร้างมาแล้ว จึงเริ่มที่จะ Coding โดยใช้ภาษาเหล่านี้ แต่ก่อนหน้านั้นเราก็ต้องทำการออกแบบหน้าตาให้พอใจเสียก่อน ไม่ควรที่จะทำไปและแก้ไป เนื่องจากอาจจะเกิดความยุ่งยากในการแก้ไขมากกว่าแก้ไขในช่วงของการออกแบบ ซึ่งใน Phase ของการออกแบบนั้น หลายคนจะให้ความสนใจกับลักษณะเว็บไซต์ และความสวยงามต่าง ๆ

นั่นไม่ใช่เรื่องที่ผิด แต่เราต้องอย่าลืมว่าเราทำเว็บไซต์ขึ้นมาเพื่อให้คนใช้งาน ดังนั้นเราจึงไม่สามารถทำตามใจตัวเองได้ เราต้องทำตามความชอบและความเหมาะสมของผู้ใช้งาน ซึ่งบางคนอาจจะใช้หลักการแนวคิดที่ว่า คิดให้เหมือนเราเป็นผู้ใช้งานเอง และทำการออกแบบในมุมมองนั้น ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องดี แต่สุดท้ายแล้วเราก็อาจจะไม่ได้ข้อมูลที่แท้จริง ทางที่ดีกว่าคือการศึกษาและเก็บข้อมูลของผู้ใช้งาน และนำมาวิเคราะห์เพื่อนำมาใช้ในการออกแบบให้ออกมาตรงกับที่ผู้ใช้งานต้องการมากที่สุด

กระบวนการทำ Persona เพื่อให้เว็บไซต์โดนใจกับเว็บไซต์ได้มากที่สุด

                กระบวนการเล็ก ๆ แต่ส่งผลมากพอสมควรสำหรับการทำงานประเภทเว็บไซต์ หรือแอปพลิเคชันให้คนใช้งานที่เรียกว่า Persona นี้ หมายถึงการตัวข้อมูลต่าง ๆ ของผู้ใช้งานที่เราไปเก็บมาจากกลุ่มตัวอย่าง เพื่อจะนำข้อมูลมาประยุกต์ใช้กับการออกแบบให้โดนใจผู้ใช้งาน โดยการสัมภาษณ์และพูดคุยกับกลุ่มตัวอย่างผู้ใช้งาน ให้เรารู้จักและเข้าใจสิ่งที่เขาคาดหวัง และต้องการที่จะเห็น ซึ่งขั้นตอนมีดังนี้

  • หากลุ่มตัวอย่างของผู้ใช้งานและกำหนดจำนวนที่แน่นอน ทางที่ดีไม่ควรจะเป็นคนรู้จักหรือคนใกล้ตัว เพื่อที่จะตัดปัญหาเรื่องความเกรงใจ หรือความคิดเห็นที่ไม่เป็นกลาง
  • ติดต่อกับผู้ใช้งานที่เลือกมา และอธิบายจุดประสงค์ของการทำแบบสอบถาม Persona ของเรา
  • เก็บข้อมูลรายละเอียดพื้นฐาน ของเขา Demographic ตัวอย่างเช่นชื่อ นามสกุล อายุ รายได้ ความต้องการ เป้าหมาย
  • นำข้อมูลต่าง ๆ ที่ได้ไปทำการวิเคราะห์และบันทึกข้อมูลไว้ อาจจะใช้โปรแกรมที่เป็น Data Analysis หรือจะเป็นการตั้งเกณฑ์การวัดขึ้นมาเอง และวิเคราะห์ข้อมูลเองเลยก็ได้
  • เราก็จะได้ข้อมูลพื้นฐาน ความน่าจะเป็นต่าง ๆ และความต้องการคร่าว ๆ พื้นฐานที่จะเอามาใช้ในการออกแบบเว็บไซต์ของเรา

นอกจากจะทำให้เราเข้าใจและคาดเดาแนวทางสิ่งที่ผู้ใช้งานต้องการจะเห็นได้แล้ว มันยังมีประโยชน์สำหรับผู้พัฒนาเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันที่ทำงานกันเป็นทีม เนื่องจากการทำ Persona นั้นคืออีกหนึ่งวิธีการทำ User Research หรือการค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับผู้กลุ่มเป้าหมายผู้ใช้งาน หลังจากที่เราได้ข้อมูลเหล่านี้ออกมาแล้ว เราจะสามารถใช้ข้อมูลที่วิเคราะห์นี้มาเป็นตัวกลาง เพื่อให้คนในทีมนั้นเห็นภาพของผู้ใช้งานไปในทางเดียวกัน

 

มุมมองความคิดสำหรับการออกแบบเว็บไซต์ที่ควรจะนำไปใช้

                การออกแบบเว็บไซต์เป็นกระบวนการการคิด และวางแผนเพื่อที่จะสร้างเว็บไซต์ที่ดีมีคุณภาพออกมา แน่นอนว่ามีหลายปัจจัยที่สำคัญที่ควรจะนำมาใช้ในการออกแบบ นั่นก็คือเรื่องของมุมมองความคิดในการออกแบบ เว็บไซต์ถูกทำขึ้นเพื่อให้ผู้คนมากมายเข้ามาชม หรือมาหาข้อมูลต่าง ๆ ที่เขาต้องการในเว็บไซต์ของเรา ดังนั้น เราจึงต้องทำเว็บไซต์ในรูปแบบที่ผู้ใช้งานชื่นชอบหรือต้องการ แต่หลายคนกลับคิดในมุมของตัวผู้ออกแบบเอง โดยลืมคิดไปว่าสุดท้ายคนที่ใช้งานตัวเว็บไซต์จริง ๆ แล้วคือผู้ใช้งานคนอื่นที่ไม่ใช่ตัวเรา

นักออกแบบมือใหม่หลายคนมองในมุมที่ว่าเราอยากจะได้อะไร ใส่อะไรตรงไหนถึงจะดี เราถึงจะชอบ แล้วก็ทำการออกแบบเว็บไซต์ออกมาตามใจเรา ซึ่งนั่นถือเป็นเรื่องที่ผิดมาก เพราะแน่นอนว่าทุกไม่ได้มีความชอบที่เหมือนกัน เราอาจจะเข้าใจในรูปแบบนี้ คิดว่ามันดีมีลูกเล่น และแปลกใหม่ แต่ถ้าเราไม่ได้นึกถึงคนธรรมดาที่เขาใช้งานจริง ๆ ก็น่าจะไม่เป็นที่น่าพอใจของผู้ใช้งานก็เป็นได้ หลายครั้งที่ผู้ใช้งานกล่าวถึงปัญหาว่าใช้งานไม่ถูก สับสน และหาสิ่งที่เขาต้องการไม่เจอ นั่นก็เกิดจากสาเหตุแบบนี้นั่นเอง

เสียงที่สองที่ควรจะฟัง ความคิดเห็นจากมุมมองของผู้ใช้งานจริง

                จากปัญหาที่กล่าวมาข้างต้น แสดงให้เห็นว่าเวลาที่ต้องการที่จะออกแบบเว็บไซต์เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถเข้ามาชม และพอใจกับรูปร่างหน้าตา และฟังก์ชันของตัวเว็บไซต์นั้น จำเป็นต้องมองในมุมมองของผู้ใช้งานด้วย ถ้าเรามีกลุ่มเป้าหมายของผู้ใช้งาน ก็สามารถออกแบบเว็บไซต์ให้เหมาะกับกลุ่มผู้ใช้งานของเราได้ เช่น เด็ก สีก็จะออกโทนสดใส ตัวหนังสือน่ารัก ๆ การออกแบบโครงเว็บก็จะสบายตา ฟังก์ชันการใช้งานเมนูต่าง ๆ ไม่ซับซ้อน กลุ่มคนใช้งานที่ต้องการข้อมูลเกี่ยวกับกีฬา ก็อาจจะใช้สีที่เข้มและให้ความรู้สึกแข็งแรง ดูปราดเปรียว ว่องไว การออกแบบรูปทรงต่าง ๆ ควรจะเป็นเหลี่ยม ฟังก์ชันการใช้งานอาจจะซับซ้อนขึ้นมาได้มากกว่าเด็ก อาจจะมีการ hover เมาส์ เพื่อเรียกใช้งานฟังก์ชันต่าง ๆ หรือการทำ drop down list เป็นต้น

ในทางกลับกัน ถ้าเราไม่ได้มีกลุ่มที่ผู้ใช้งานที่เราต้องการจะให้เข้ามาชมเราที่ชัดเจน ก็ให้ทำการออกแบบในหน้าตาเว็บไซต์แบบพื้นฐาน ทุกอย่างเป็นกลาง ๆ ทั้งเรื่องของสี ตำแหน่งการจัดวาง และตัวเมนูฟังก์ชันต่าง ๆ ให้เหมาะสำหรับทุกคนที่จะเข้ามาใช้งาน โดยในระหว่างที่ออกแบบ ให้นึกว่าถ้าเราเป็นคนใช้งานเว็บนี้ เรามีความรู้สึกเป็นอย่างไร อะไรดี อะไรด้อย และให้นำสิ่งเหล่านั้นมาปรับปรุงการออกแบบต่อไป แต่แน่นอนว่านั่นเป็นสิ่งที่ยากพอสมควร เมื่อเราสร้างสรรค์อะไรออกมาสักอย่าง และต้องการคอมเม้นต์หรือความเห็นที่จะนำไปปรับปรุงแก้ไข เราไม่ควรจะเป็นทดสอบมันด้วยตัวเอง บางคนอาจจะทำได้ หรือบางคนอาจจะเข้าข้างตัวเองมากเกินโดยที่ไม่รู้ตัว ดังนั้นจึงควรที่จะหา Tester หรือคนทดสอบระบบมาคอยใช้งาน เพื่อหาปัญหาและช่องโหว่ต่าง ๆ หรือที่เรียกว่า Bug นั่นเอง เพื่อหาทางปรับปรุงให้ดูแบบการใช้งานมันดี ง่าย และสะดวกมากยิ่งขึ้น

เหล่านี้เป็นปัจจัยเล็ก ๆ ที่ส่งผลมากสำหรับการออกแบบเว็บไซต์ ต่อให้เราสามารถออกแบบเว็บไซต์ที่มีสีสันมากมาย ฟังก์ชันมากมาย และใช้งานได้ยาก มันไม่ได้แปลว่าทุกคนจะชอบ และเข้ามาชมเว็บของคุณ ตราบใดที่ยังคงยึดในความคิดเห็นของตัวเองเป็นที่ตั้ง อย่าลืมมองข้ามมุมมองของผู้ใช้งานจริง และออกแบบมาให้เหมาะสมมากที่สุด จะส่งผลดีได้มากกว่าอย่างแน่นอน

 

โลโก้สำคัญขนาดไหนสำหรับการออกแบบเว็บไซต์

                นอกจากออกแบบเลือกสีที่เหมาะสม การจัดวางส่วนต่าง ๆ ทั้งรูปภาพ ตัวหนังสือ และ format ของ header footer ที่ดูดี อ่านง่าย และสบายตาแล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันเลยคือเรื่องของโลโก้นั่นเอง การที่เราจะสามารถจดจำ หรือนึกถึงอะไรเป็นอย่างแรกได้นั้น จำเป็นต้องมีบางสิ่งที่เตะตา และน่าสนใจ ทำให้ภาพนั้นเข้ามาอยู่ในหัวของเราได้อย่างอัตโนมัติ นั่นคือหน้าที่ของโลโก้ ยิ่งโลโก้ออกแบบได้สวยงาม เข้าใจง่าย และติดตามมากเท่าไร และบวกกับการออกแบบที่ลงตัวด้วยแล้ว ก็จะยิ่งเพิ่มสิทธิ์ในการจดจำ และทำให้คนสนใจได้มากขึ้นอีกด้วย

นี่ก็ถือเป็นอีกหนึ่งส่วนการออกแบบเว็บไซต์เช่นกัน เนื่องจากเว็บไซต์ส่วนใหญ่ถูกทำขึ้นเพื่อเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการใช้โปรโมทตัวสินค้าและบริการ หรือแม้กระทั่งตัวเว็บไซต์เอง และเพิ่มความสะดวกสบายให้กับลูกค้าหรือใครก็ตามที่สนใจผ่านทางเว็บไซต์ โลโก้จึงมีความเกี่ยวกับตัวเว็บไซต์ด้วยเช่นกัน

โลโก้ที่เหมาะกับสม และหลักการคิดง่าย ๆ ขั้นพื้นฐานที่อาจมองข้าม

                บางคนเข้าใจว่าการออกแบบโลโก้นั้นต้องคำนึงเรื่องของความสวยงาม และอลังการให้มากที่สุด จึงจะทำให้คนอื่นจดจำได้ง่าย และสนใจเว็บไซต์ของเขา แต่ความจริงแล้ว ยิ่งรายละเอียดเยอะเท่าไร อลังการเท่าไร ก็จะยิ่งเป็นผลเสียต่อตัวสินค้าหรือเว็บไซต์นั้น ๆ เอง เนื่องจากการออกแบบโลโก้ที่มีรายละเอียดเยอะ สีสันมากมายเกินไป จะทำให้โลโก้นั้นขาดความเป็นเอกลักษณ์และส่วนที่เป็นจุดที่คนจะนำไปจดจำ คนที่เห็นจะไม่สามารถจำสิ่งไหนจากในโลโก้ลักษณะนี้ได้เลย ด้วยสีสันมากมายที่ปนกันจนกลบความเด่นของสีต่าง ๆ ไป รายละเอียดที่มากเกินไปจนทำให้ไม่รู้อะไรคือจุดเด่นของสิ่งนี้ บางครั้งอาจจะถูกมองว่ามันรกเลอะเทอะไปด้วยซ้ำ ดังนั้น เราควรที่จะออกแบบโลโก้ที่มีลักษณะเด่นไปทางด้านใดด้านหนึ่งอย่างชัดเจน เพื่อสร้างความเป็นเอกลักษณ์และจุดสนใจให้มีอยู่จุดเดียว ให้ผู้คนสามารถจำได้ง่าย

การออกแบบจุดเด่นของโลโก้ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญ เราจำเป็นต้องทำให้โลโก้ที่เราออกแบบนั้น มีความเชื่อมโยงกับสิ่งที่เราต้องการจะเสนอบนเว็บไซต์ของเรา การเชื่อมโยงนี้จำมีผลในด้านของการโปรโมทอย่างมาก ถ้าเราทำการเชื่อมโยงโลโก้กับสิ่งที่เราต้องการจะเสนอได้บนเว็บไซต์ เมื่อคนอื่นนึกถึงสิ่งนี้ แน่นอนว่าภาพโลโก้ของเราต้องลอยมาเป็นอันดับต้น ๆ อย่างแน่นอน ทำให้เรามีโอกาสเพิ่มที่จะมีคนมาสนใจเราได้มากขึ้น ซึ่งในการเชื่อมโยงนั้นก็ได้แก่ เรื่องของการเลือกสีที่สอดคล้องกัน รูปภาพต่าง ๆ ที่มีความหมายที่สื่อถึงได้ ตัวหนังสือ หรือการรวมทั้งสามอย่างเข้าด้วยกัน

หลายคนมองเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องง่าย ๆ ที่มีหรือไม่มีก็ได้ บางคนอาจจะทำ แต่ก็ไม่ได้ให้ความสำคัญอะไร คิดอะไรได้ก็จับมารวม ๆ กัน เท่ากับว่าตัดช่องทางโอกาสที่สำคัญอีกหนึ่งช่องทางออกไปเลยทีเดียว นอกจากการออกแบบหน้าตาของเว็บไซต์ต่าง ๆ แล้ว อย่าลืมที่จะให้ความสำคัญกับหน้าตาอีกมุมของเว็บไซต์ด้วย เพื่อเพิ่มช่องทางในการเข้าถึงให้มากขึ้น

 

แนะนำโปรแกรมออกแบบเว็บไซต์ที่ห้ามพลาด ใช้งานง่ายและได้ผลดี

                ถ้าพูดถึงเรื่องการออกแบบเว็บไซต์ แน่นอนว่าจำเป็นต้องมีโปรแกรมที่จะช่วยในเรื่องของการออกแบบในเรื่องของ UI (User Interface) แบบคร่าว ๆ ก่อนที่จะส่งไปให้ทางทีม Back-EN ได้พัฒนาต่อ ในบทความนี้จะนำเสนอโปรแกรม เว็บไซต์ และตัวช่วยต่าง ๆ ที่ผู้ออกแบบและพัฒนาเว็บไซต์ไม่ควรจะพลาด

  • เริ่มจากโปรแกรมพื้นฐานที่หลายคนอาจจะคุ้นเคยกันอย่าง Adobe Photoshop หลายโรงเรียนมีการเริ่มสอนวิธีการใช้งานของ Adobe Photoshop เพื่อใช้ในการตกแต่งรูปภาพ แต่งสี รวมไปถึงการออกแบบด้วยเช่นกัน สำหรับใครต้องการจะออกแบบหน้า UI ของเว็บไซต์แบบคร่าว ๆ ก่อน และจึงส่งให้ทีมเขียนตัวเว็บไซต์พัฒนาทีหลัง โปรแกรมนี้ก็น่าสนใจไม่ใช่น้อย
  • ยังคงอยู่กับโปรแกรมของตระกูล Adobe อย่าง Adobe Dreamweaver เป็นโปรแกรมที่ใช้ในการออกแบบเว็บไซต์แบบจำลองโดยเฉพาะ ซึ่งตัวผู้ออกแบบไม่จำเป็นจะต้องมานั่งเขียน HTML CSS หรือ PHP เองเลย เป็นหนึ่งโปรแกรมเริ่มต้นสำหรับนักออกแบบเว็บไซต์มือใหม่ที่ยังไม่คุ้นเคยกับการเขียนภาษาหรือฟังก์ชันต่าง ๆ ให้สามารถที่จะออกแบบเว็บไซต์ด้วยตัวเองได้
  • พัฒนาขึ้นมาจาก Dreamweaver หน่อย ขอแนะนำ Google Web Designer โปรแกรมออกแบบเว็บไซต์จากบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Google ที่ไว้ใช้ในงานออกแบบเว็บไซต์ โดยทั่วไปมีฟังก์ชันการทำงาน และลักษณะการใช้งานที่คล้ายกับ Dreamweaver แต่อาจจะมีความต่างกันหน่อยตรงที่ Google Web Designer นั้นจะมีฟังก์ชันที่เหมาะทั้งคนที่ไม่มีความทางด้านการ Coding หรือจะเป็นคนที่ต้องการจะใช้ Code ในการออกแบบ โปรแกรมนี้มีรองรับให้ทั้งหมด
  • ย้ายฝั่งไปทาง iOS บ้างกับโปรแกรม Sketch โปรแกรมออกแบบเว็บไซต์บนระบบปฏิบัติการ iOS ซึ่งเหมาะสำหรับการออกแบบ UI ของทั้งเว็บไซต์ แอปพลิเคชันบนมือถือ หรือจะเป็นการออกแบบไอคอน ข้อดีของเจ้าตัว Sketch นั้นก็คือเราสามารถโหลดปลั๊กอินต่าง ๆ ที่เราต้องการจะใช้งานเพิ่มเติมลงไปได้ หรือถ้าใครมีความสามารถมากกว่านั้นหน่อยก็สามารถที่จะเขียนปลั๊กอินเองเลยก็ยังได้ รวมไปถึงเรื่องของการทำงานจะเปรียบได้เหมือนกับ การนำเอา Adobe Photoshop กับ Illustrator มารวมกัน ซึ่งแน่นอนว่ามีความหลากหลายในการใช้งาน และใช้งานไม่ยากอีกด้วย แต่ข้อเสียก็คือมีแค่ในระบบปฏิบัติการแบบ iOS เท่านั้น
  • Wix.com เว็บไซต์ที่เป็นเราอาจจะคุ้นหน้าคุ้นตาในโฆษณาตามยูทูปหรือช่องทางต่าง ๆ เป็นโปรแกรมบนเว็บไซต์ที่จะช่วยให้การออกแบบนั้นง่ายมาก ๆ เพียงแค่ทำการ Drag and Drop ทุกอย่างตามที่เราต้องการ ไม่ว่าจะเป็น text รูปทรงต่าง ๆ และเรายังสามารถที่จะเลือกใช้ Template ที่เขามีให้มากมายมาต่อยอดให้เป็นแบบของเราได้อีกด้วย สำหรับใครที่ถนัดในเรื่องของการ Coding และต้องการฟังก์ชันที่ในเว็บไม่มี ก็สามารถที่จะเลือกภาษาที่ถนัด และทำการเขียนฟังก์ชันนั้นได้ด้วยตัวเองอีกด้วย

เหล่านี้ก็เป็นแค่ส่วนเล็ก ๆ ของเครื่องมือในการใช้เพื่อออกแบบเว็บไซต์แบบพื้นฐาน สำหรับมือใหม่ หรือจะเป็นมือเก่าที่ต้องการความเร็ว และสะดวกสบายหน่อย ก็สามารถที่จะเลือกใช้งานโปรแกรมเหล่านี้ได้เช่นกัน

 

หลักการดีไซน์เว็บไซต์ให้เหมาะสมตามประเภทธุรกิจ

                การดีไซน์เว็บที่ดี หน้าตาเป็นเรื่องที่สำคัญเป็นอันดับต้น ๆ  คนอื่นไม่สามารถรู้ได้ว่าเราใช้เวลาในการออกแบบนานขนาดไหน หรือภาษาอะไรเขียนขึ้นมา แต่สิ่งแรกที่เขาเห็นคือหน้าตาของเว็บไซต์ ซึ่งเว็บไซต์ก็มีหลายประเภทแล้วแต่จุดประสงค์ ไม่ว่าจะเป็นเว็บที่ขายของ เว็บที่เกี่ยวกับธุรกิจ หรือเว็บเกม ซึ่งการออกแบบดีไซน์หน้าเว็บแต่ละประเภทต้องไม่เหมือนกัน และแต่ละตามประเภทนั้นมีความสวยงามที่แตกต่างกัน

เว็บไซต์แต่ละแบบก็มีหลักการการออกแบบ position ต่าง ๆ ของรายละเอียดเว็บ รวมไปถึงการใช้สีโทนต่าง ๆ เพื่อให้ความรู้สึกตามเว็บไซต์ประเภทนั้น ๆ ตัวอย่างเช่น

  • เว็บที่เกี่ยวกับธุรกิจ เว็บลักษณะนี้ควรจะออกแบบอย่างเรียบง่าย ไม่มีรายละเอียดที่เยอะเกิน มี pattern ในการวางส่วนประกอบต่าง ๆ ให้ลงตัว ไม่ว่าจะเป็นกล่องข้อความ ไอคอนต่าง ๆ แทบ Header Footer และรูปภาพ รูปทรงต่าง ๆ ควรจะเป็นเหลี่ยม สีที่ใช้ควรจะเป็นสีโทนอ่อน เช่นขาว ฟ้าอ่อน เทาอ่อน หรือดำ เนื่องเว็บไซต์ประเภทที่เกี่ยวกับธุรกิจนั้นจะมีลักษณะเรียบหรู เป็นทางการ และดูมีรูปแบบที่เป็นระเบียบและสวยงาม
  • เว็บไซต์ที่เกี่ยวกับการศึกษาและเด็ก แน่นอนว่าอะไรก็ตามที่เกี่ยวกับเด็กควรจะต้องมีสีสรรค์สดใส เช่นสีแดง เขียว เหลือง น้ำเงิน ชมพู เพื่อดึงดูดเด็ก ๆ ควรจะมีตัวการ์ตูนเป็นส่วนประกอบ รูปทรงต่าง ๆ ความเป็นทรงรี ดูอ่อนโยน เพื่อแสดงให้เห็นถึงความน่ารักสดใส
  • เว็บไซต์ที่เกี่ยวกับหนัง ส่วนใหญ่ลักษณะของเว็บไซต์ที่เกี่ยวกับหนังนั้นควรจะใช้สีในโทนเข้ม หรือเป็นสีที่มีความเกี่ยวข้องกับโรงหนัง เช่นสีดำ เหมือนกับความมืดในโรงหนัง หรือจะใช้สีแดงที่เปรียบเหมือน ผ้าม่าน เก้าอี้ หรือพรหมในโรงหนัง ทำให้คนที่เข้ามาเว็บไซต์เรารู้สึกเหมือนอยู่ในโรงหนัง นอกจากนั้นสีดำจะเป็นส่งที่ทำให้สีหรือภาพข้างหน้าโด่ดเด่นขึ้นมาได้ ส่วนใหญ่เว็บไซต์หนังจะมีการวางโปรเตอร์ของหนังในเว็บไซต์เพื่อเป็นการโปรโมทหรือโฆษณา สีดำจะช่วยให้ดูดเด่นขึ้น
  • เว็บไซต์ที่เกี่ยวเทคโนโลยี เว็บไซต์ดีไซต์จะคล้าย ๆ กับเว็บไซต์ประเภทธุรกิจที่ใช้รูปทรงของส่วนประกอบต่าง ๆ เป็นเหลี่ยม ๆ และจะมีสีหลักเป็นสีฟ้าอ่อน สามารถประสมกับสีดำ หรือขาวได้แล้วแต่จะดีไซน์ จะทำให้ดูไฮเทค และดูเป็นเครื่องจักร
  • เว็บไซต์ประเภทโปรดักส์ เว็บไซต์ประเภทนี้เป็นเว็บไซต์ประเภทพิเศษที่ไม่มีรูปแบบตายตัว ทุกอย่างขึ้นอยู่กับตัวของโปรดักส์ เช่นสีโลโก้ ประเภทของสินค้า หรือธีมต่าง ๆ ที่เป็นลักษณะเฉพาะของสิ่งของประเภทนั้น ๆ

อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าเว็บไซต์แต่ละประเภทจะมีข้อแตกต่างกันในการออกแบบ แต่สิ่งที่จำเป็นต้องทำเหมือนกันคือการเข้าใจถึงประเภทของเว็บไซต์ตนเอง เพื่อที่จะออกแบบเว็บไซต์ให้เหมาะสม และดูน่าดึงดูดสำหรับคนที่สนใจในประเภทเว็บไซต์เหล้านี้

 

การออกแบบเว็บไซต์แบบเบื้องลึกที่น่ารู้ ประโยชน์สำหรับคนเขียนเว็บทั้งหลาย

                หนึ่งสิ่งสำคัญที่ต้องมีในการออกแบบอย่างละเอียดนั้น ก็คือลักษณะการทำงานของระบบเว็บไซต์ ซึ่งได้มีการพัฒนาระบบการทำงานมามากมาย ถือเป็นทางเลือกให้นักออกแบบทั้งหลายได้ใช้กัน เริ่มจากยุคแรกของการออกแบบเว็บไซต์ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้น และนิยมใช้กันอย่างมาก นั่นคือการใช้งาน HTML, CSS, หรือ PHP ในการทำงานเว็บไซต์ โดยที่ระบบการทำงานทั้งหมดจะอยู่ที่ Server

ผู้ใช้งานจะเข้ามาใช้งานเว็บไซต์เรา จากนั้นเว็บไซต์เราจะทำการขอคำร้องต่าง ๆ ไปที่ server เพื่อให้ server ส่งข้อมูลกลับมา ซึ่งข้อมูลจะถูกส่งมาและนำไปไว้ในรูปแบบของ HTML บนเว็บไซต์ที่เราเห็นกัน โครงสร้างการทำงานแบบนี้มีข้อดีคือมีระบบดี ๆ ให้เลือกใช้มากมาย และราคาค่าใช้จ่ายต่าง ๆ มีราคาถูก แต่แน่นอนว่า Server จะถูกใช้งานอย่างหนัก

เมื่อเวลาผ่านไป ก็ได้มีการพัฒนาอีกรูปแบบหนึ่งขึ้นมา คือการใช้ JavaScript เป็นตัวกลางระหว่าง Server กับ Web browser มีหน้าที่ทำให้จัดการการดังข้อมูลต่าง ๆ และแสดงผลข้อมูลให้ง่ายขึ้น โดยเริ่มจากการที่ผู้ใช้งานส่ง request ไปที่ web browser จากนั้น web browser จะส่งข้อมูลไปที่ server และถูกเก็บใน Database จากนั้นก็จะทำการส่งกลับมาจาก Database กลับมาถึง Web browser เป็นทอด ๆ ไป วิธีนี้ทำให้มีการโหลดเว็บเพื่อแสดงผลมีความเร็วมาก และลดจำนวนภาษาที่จำเป็นลง เพราะ JavaScript นั้นสามารถเป็น Server ได้แล้ว โดยการใช้ NodeJS แต่มันจะใช้งานลำบากสำหรับคนที่ต้องการที่ไม่ค่อยต้องการที่จะศึกษาระบบการทำงานแบบใหม่ ๆ ซึ่งในระบบโครงสร้างการทำงานรูปแบบนี้มีหนึ่งสิ่งใหม่ที่น่าสนใจ นั่นคือ React

React การทำเว็บไซต์รูปแบบใหม่ สำหรับคนยุคใหม่

React ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาใช้กับโครงสร้างการทำงานแบบนี้โดยเฉพาะ ถือเป็น JavaScript Library ซึ่งตอนนี้ถูก

พัฒนาออกมาใช้งานได้ในการทำแอปพลิเคชันที่เรียก React Native อีกด้วย เป็นที่นิยมอย่างมากในตอนนี้ ซึ่ง React นั้นมี concept ที่สามารถเข้าใจได้ง่าย และจะมีประโยชน์มากสำหรับคนที่มีความเข้าใจเรื่องในการเขียน JavaScript ตอนนี้มีมหาวิทยาลัยหลายที่เริ่มสอนวิธีการออกแบบโครงสร้างเว็บไซต์แบบใหม่นี้ แทนการทำโดยใช้ HTML ที่เชื่อมต่อกับ Server โดยตรง

แต่ไม่ใช่ว่าการออกแบบการทำงานของเว็บไซต์แบบแรกนั้นผิด ปัจจจุบันก็ยังมีคนที่ใช้งานแบบนี้อยู่ แต่การทำเว็บไซต์แบบใหม่โดยใช้ React นั้นเป็นแค่อีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคนที่ต้องการให้มีการทำงานเว็บไซต์ที่ง่ายขึ้น รวมไปถึงเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ให้ทันโลก ที่สำคัญคือเลือกรูปแบบที่เหมาะที่สุดและสามารถใช้งานมันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด ถ้าเราไม่เชี่ยวชาญกับสิ่งใหม่ และไม่ทำการศึกษาก่อน แน่นอนว่าผลลัพธ์ที่ออกมานั้นมีแค่เสีย แต่ถ้าเราชำนาญกับระบบแบบเดิมมากกว่า และยังใช้มันต่อไป แน่นอนว่าสิ่งที่ได้มานั้นมีคุณภาพมากกว่าแน่นอน

 

ใช้งานได้ดีจริงหรือ Template เว็บไซต์ หน้าเว็บสำเร็จรูปที่ไม่จำเป็นต้องออกแบบ

                หลาย ๆ ครั้งที่เรามีความรู้เรื่องของการเขียนเว็บ และออกแบบฟังก์ชันต่าง ๆ เราสามารถทำได้ด้วยตัวเอง แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าเราไม่ได้เชี่ยวชาญหรือมีความรู้ด้านการออกแบบเลย ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากของเว็บไซต์ เราก็ไม่สามารถทำเว็บไซต์ให้สมบูรณ์ได้ เป็นอีกหนึ่งข้อจำกัดสำหรับคนที่ต้องการจะเขียนเว็บเอง แต่ไม่มีความรู้ในด้านการออกแบบ UI (User Interface)

ในตอนนี้มี source หลายแห่งที่เริ่มมีการปล่อย template ต่าง ๆ ออกมาให้ดาวน์โหลดกัน ไม่ว่าจะเป็น template สไลด์ของ Microsoft PowerPoint รูปแบบเอกสารของ Word Template ของแอปพลิเคชัน หรือ Template ของเว็บไซต์รูปแบบต่าง ๆ ซึ่งการใช้ Template เว็บไซต์ต่าง ๆ ก็มีมีข้อดีอยู่มากมาเช่น

  • ผู้ใช้งานจะได้ UI ที่ดีดู เหมาะสม และลงตัวอย่างมาก เนื่องจาก template ที่ได้มีการออกแบบไว้ให้เราได้เอาไปใช้งานนั้น ส่วนใหญ่ถูกออกแบบมากจากคนที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในการออกแบบ ซึ่งทั้งเรื่องของสี Header หรือ Footer ต่าง ๆ จะถูกออกแบบมาให้สอดคล้องกันอย่างลงตัว
  • มี Template ให้เลือกมากมายหลากหลายแบบ ขึ้นอยู่กับประเภทของเว็บไซต์ที่เราต้องการจะสร้าง ซึ่งในแต่ละประเภทก็จะมีการแบ่งแยกย่อยเป็นสไตล์ไปอีก ทั้งเรื่องของสี ฟอนต์ และจากจัดวางต่าง ๆ
  • มีการปล่อยให้โหลด template ได้ฟรี รวมไปถึงบางเว็บไซต์สามารถนำมา customize ต่อได้
  • ส่วนใหญ่สามารถ preview template ก่อนที่โหลดได้ เพื่อช่วยผู้ใช้งานในการตัดสินใจก่อนจะนำไปใช้
  • มีการอัพเดทตัว template ใหม่ ๆ อยู่ตลอดทุกปีให้ทันสมัยและน่าใช้งานอยู่ตลอดเวลา

นับกันจริง ๆ แล้ว ถือว่าเป็นสิ่งที่ช่วยอำนวยความสะดวก และมีประโยชน์ต่อนักพัฒนาเว็บไซต์อย่างมาก แต่ไม่มีสิ่งใดที่จะมีข้อดีเสมอไป และไม่มีอะไรที่ได้มาฟรี ๆ จริงอยู่ที่ template ขนิดต่าง ๆ มีให้โหลดอยู่ทั่วไปในเว็บไซต์ แต่ก็มีขั้นตอน หรือความยุ่งยากอยู่ ถือว่าเป็นข้อเสียของการโหลด template ตามเว็บไซต์ ตัวอย่างเช่น

  • การที่จะโหลด template แบบฟรี ๆ ตามที่หน้าเว็บบอกไว้นั้น มีอยู่น้อยมากที่จะปล่อยให้โหลดฟรี จริง ๆ มันเป็นการโฆษณาให้คนสนใจและเข้ามาชมเว็บ จุดประสงค์คือการขาย template ซึ่งอาจจะมีให้เลือกดู หรือ preview ดูได้ก่อน หลังจากนั้นก็ให้ดาวน์โหลด แต่มีเงื่อนไขคือต้องจ่ายเงินเท่านี้ ๆ ก่อน จึงจะโหลดได้
  • ถ้าเป็นเว็บที่มีการปล่อยให้ผู้ใช้งานดาวน์โหลดได้ ก็จะเป็นลักษณะของตัวทดลอง หรือเป็น template ขั้นพื้นฐาน ที่จะไม่มีรายละเอียดอะไร มีแค่สีกับ ตำแหน่ง Header Footer ของเว็บที่ให้มาเท่านั้น ถ้าอยากได้แบบที่ดูใน preview ก็ต้องจ่างเงินเช่นกัน
  • ถึงแม้จะดาวน์โหลดได้ แต่อาจจะมีการติดลายน้ำของชื่อเว็บไซต์นั้นไว้ เพื่อไม่ให้สามารถเอาไปใช้งานจริงได้

อย่างที่กล่าวไปว่าข้างต้นว่าการใช้ template ที่ถูกออกแบบมาแล้วนั้นย่อมดีกว่าการออกแบบหน้าเว็บที่ต้องนำไปใช้งานจริงด้วยตัวเอง แต่ถึงอย่างไร ถ้าอยากที่จะได้หน้าเว็บดี ๆ สวย ๆ แต่อาจจะไม่ต้องจ้างคนออกแบบที่มีค่าใช้จ่ายพอสมควร เราสามารถซื้อ template เหล่านี้มาใช้ได้ แน่นอนว่ามีค่าใช้จ่ายในการซื้อ แต่ส่วนใหญ่ถูกกว่าการจ้างคนมาออกแบบ หรือถ้าใครที่ไม่ได้ซีเรียสอะไร แค่ใช้ในการศึกษาหรือลองฝึกทำ ก็สามารถโหลดจากเว็บที่มีให้โหลดฟรีได้ แต่อาจจะไม่สวยและขาดรายละเอียดต่าง ๆ ไป รวมไปถึงลายน้ำของเว็บไซต์ที่ให้ ก็ขึ้นอยู่กับการใช้งานของแต่ละคน

 

Bootstrap Framework ตัวช่วยชั้นดีของคนทำเว็บไซต์สมัยใหม่

คนที่เป็น website developer (ผู้พัฒนาเว็บไซต์) ไม่มีใครไม่รู้จัก HTML ภาษาที่ใช้สร้างเว็บไซต์ที่ใช้กับทั่วโลก รวมไปถึง CSS Component ที่ใช้ในการตกแต่งหน้าเว็บให้ดูมีสีสันและออกมาเป็นสไตล์ที่ต้องการได้ หรือบางฟังก์ชันอาจจะมีการใช้ JavaScript เขียนฟังก์ชันออกมา เรื่องเหล่านี้คนทำเว็บคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เป็นสิ่งที่ฝึกทำกันตั้งแต่เริ่มต้น ไปจนถึงการทำเว็บขายเป็นอาชีพ แต่ยุคที่เทคโนโลยีถูกพัฒนาไปไกลแบบปัจจุบันนี้ สมาร์ทโฟนเข้ามามีบทบาทอย่างมากในสังคมและวงการธุรกิจ เนื่องจากผู้คนเลือกใช้สมาร์ทโฟนในการทำทุกอย่าง แม้กระทั่งการเข้าเว็บไซต์ ซึ่งปัญหาของการเขียนแบบเก่าเกิดขึ้นตรงที่ Font-EN (หน้าตาของเว็บไซต์) ไม่ตอบสนองต่อหน้าจอขนาดต่าง ๆ ของสมาร์ทโฟนหรือสมาร์ทดีไวซ์ต่าง ๆ

ผลที่ได้ก็คือ format ต่าง ๆ ที่ถูกออกแบบมาให้อยู่ในตำแหน่งที่สวยงาม เวลาเปิดเว็บไซต์เคลื่อนที่จนเสียรูปแบบ

หรือถูกบีบจนไม่เป็นทรง เมื่ออยู่บนสมาร์ทโฟน นอกจากผู้ใช้งานจะเห็นหน้าตาที่ประหลาดของเว็บไซต์แล้ว ปุ่มการใช้งานต่าง ๆ ก็ยากที่จะหาเจอได้ เป็นข้อเสียที่น่าเป็นห่วงพอสมควร ด้วยเหตุนี้ Bootstrap จึงถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเป็น framework ทางเลือกอีกอัน ที่จะสามารถแก้ไขปัญหา Web Responsive Design (การออกแบบหน้าตาของเว็บให้ตอบสนองเข้ากับทุกอุปกรณ์) ได้

Bootstrap ถูกพัฒนาขึ้นโดยบริษัทที่หลายคนในโลกใช้งานโซเชียลมีเดียที่บริษัทนี้เป็นคนสร้างอยู่ นั่นคือ Twitter นั่นเอง และยังถูกพัฒนาต่อเรื่อย ๆ จากทั่วทุกมุมโลก โดย Twitter เล็งเห็นถึงปัญหาในด้านการแสดงผลหน้าตาของเว็บไซต์ รวมไปถึงเทรนของการใช้สมาร์ทโฟนที่มากขึ้นเรื่อย ๆ จึงตัดสินใจทำ Bootstrap ที่เป็น framework ที่รวม HTML CSS และ JavaScript รวมอยู่ด้วยกัน โดยตามหลักแล้วการทำงานในลักษณะ coding หรือการ design ต่าง ๆ นั้นจะมีแนวทางการทำและการออกแบบที่ต่างกัน เพราะฉะนั้นอาจจะทำให้เกิดความสับสนขึ้นเวลาทำงานร่วมกัน Bootstrap จึงเป็นอีกตัวที่ช่วยให้ทุกคนทำตาม framework ที่กำหนดไว้ และให้งานออกมาไปในทิศทางเดียวกัน

หลายคนอาจจะสงสัยหรือมีความคิดว่า นี่เป็นเทรนใหม่ที่เข้ามา มันต้องยากหรือซับซ้อนมากแน่ ๆ แต่ความจริงแล้วไม่ได้มีอะไรที่ยากเลย ถ้าเขียนแบบใช้ HTML แบบปกติได้ ก็สามารถที่จะเขียน Bootstrap ได้ เนื่องจากหลักการทำงานหรือ component ต่าง ๆ แทบที่จะไม่ต่างกับการเขียนเว็บแบบเดิมเลย แต่สามารถทำให้เว็บที่เขียนนั้นออกมามี format ที่ถูกต้องและเป็น Responsive Website ได้ ที่สำคัญคือเป็น framework ที่ไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ สามารถโหลดตัว Bootstrap มาใช้ได้จากเว็บไซต์แบบฟรี ๆ ได้เลย รวมไปถึงการ install หรือส่วน extension ต่าง ๆ ก็ไม่มีค่าใช้จ่าย และมีวิธีการที่ไม่ซับซ้อน เป็นอีกหนึ่ง framework ที่มาแรงแซงทางโค้งอย่างมาก ที่นักพัฒนาเว็บไซต์ทั้งหลายควรนำไปใช้ เพื่อให้เว็บไซต์มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น

 

Algorithm ที่ใช้ในการเข้ารหัสเพื่อความปลอดภัยของเว็บไซต์คุณ

                ในยุคมีการกระทำผิดทางโลกอินเตอร์เน็ตและมีกฎหมายพ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ขึ้นมา เรื่องความปลอดภัยของข้อมูลต่าง ๆ ในเว็บไซต์นั้น เป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามเป็นอย่างยิ่ง ทุกข้อมูลที่เวียนอยู่ในเว็บไซต์ของเราจึงจำเป็นต้องมีระบบป้องกันข้อมูลรั่วไหล หรือต่อให้สามารถแทรกแทรงเข้าไปเอาข้อมูลออกมาได้ ก็ไม่สามารถใช้งานได้ เนื่องจากต้องทำการเข้ารหัสก่อน จึงจะสามารถเห็นข้อมูลที่แท้จริงได้ เรียกว่าการเข้ารหัสเพื่อความปลอดภัยของเว็บไซต์ การเข้ารหัสข้อมูลนั้นมีอยู่หลายแบบตัวอย่างเช่น Symmetric Encryption การเข้ารหัสข้อมูลแบบดั้งเดิมและถูกพัฒนาขึ้นมาเป็น Asymmetric Encryption ซึ่งในกลุ่มของ Asymmetric Encryption นั้นจะมี Algorithm ในการถอดรหัสอยู่สามกลุ่มคือ DES 3DES และ AES ซึ่งเป็นระบบการถอดรหัสแบบ Secret Key หมายถึงการใช้ Secret Key เป็นเหมือนกุญแจในกระบวนการ Decryption และ Encryption ข้อมูล

เนื่องจากข้อมูลที่เราต้องการจะทำให้มีความปลอดภัยนั้น จำเป็นต้องมีการ Decrypt Encrypt ก่อน การ Decrypt ข้อมูลคือการนำเอาข้อมูลดิบมาแปลงให้กลายเป็นรหัสเฉพาะที่ไม่สามารถอ่านได้ เมื่อข้อมูลถูกส่งถึงปลายทาง ข้อมูลที่ได้รับการ Encrypt แล้วจะถูกนำเข้าไปในการ Decryption เพื่อแปลงข้อมูลที่อ่านไม่ออกนั้นออกมาเป็นผลลัพธ์ ซึ่ง algorithm แบบนี้นั้นมีความปลอดภัยและแน่นหนาอยู่พอสมควร นี่เป็นระบบการเข้ารหัสแบบ DES เรียกได้เลยว่าเป็น algorithm ที่ยังหาจุดอ่อนไม่ได้เลย แต่มีปัญหาตรงที่ความยาวของบิตในการใช้งานที่มีน้อยเกินไป สุดท้ายก็จึงถูกเลิกใช้งานไป หลังจากนั้นก็มีการพัฒนา algorithm นี้ออกมาอีกครั้ง นั่นคือ Triple DES ซึ่งใช้ระบบการทำงานแบบเดียวกับ DES แต่ข้อแตกต่างอยู่ที่มีการใช้ algorithm แบบ DES ถึงสาม Key และทำระบบ DES สามครั้ง จึงทำให้ความยาวของบิตนั้นยาวขึ้น

นอกจาก Triple DES แล้ว ก็ยังมีการการพัฒนาต่อจนได้ออกมาเป็น AES หรือเรียกอีกอย่างว่า (Advanced Encryption Standard) เป็น Algorithm รูปแบบใหม่ที่ดีกว่า DES หรือ Triple DES  algorithm ที่ผ่านมา โดยมีความเร็วในการทำงานที่ดี และใช้พื้นที่หน่วยความจำน้อย ซึ่งตอนนี้เป็นที่นิยมใช้งานกันอย่างมาก แต่ไม่ได้มีแค่การถอดรหัสแบบ Secret Key แบบนี้เท่านั้น ยังมีอีกมากมายหลายแบบไม่ว่าจะเป็น IDEA ที่ทำงานต่างกับ DES ตรงที่มีการสร้างคีย์ย่อย ๆ และตัวฟังก์ชั่นการทำงานต่าง ๆ หรือ blowfish ที่เป็น algorithm ที่ใช้พื้นที่ในการทำงานน้อยมาก รวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงค่าความยาวของคีย์ได้ ซึ่ง algorithm เหล่านี้มีให้ศึกษาและเลือกใช้งานกันได้ตามความเหมาะสมของแต่ละคน

ไม่ใช่แค่เรื่องการออกแบบหน้าเว็บไซต์ที่สวยงาม หรือทำให้ผู้ใช้งานสามารถใช้ได้ง่ายขึ้นเท่านั้น เรื่องความปลอดภัยก็จำเป็นต้องมีการออกแบบระบบความปลอดภัยของระบบและข้อมูลเป็นสิ่งสำคัญ นักออกเว็บไซต์ทั้งหลายควรให้ความสนใจ เพื่อไม่ให้ข้อมูลนั้นรั่วไหลได้

 

อธิบายหมดเปลือก อะไรคือข้อแตกต่างระหว่างการออกแบบเว็บไซต์ด้วยตัวเอง และการจ้างผู้เชี่ยวชาญ

สำหรับบริษัทหรือร้านค้าที่ไม่ใหญ่มาก แต่อยากมีเว็บไซต์เป็นของตัวเอง ต่างก็คงกังวลเรื่องการออกแบบเว็บไซต์ ว่าควรจ้างผู้เชี่ยวชาญหรือออกแบบด้วยตนเองดี เนื่องจากปัจจุบันก็มีเครื่องมือช่วยออกแบบเว็บไซต์อยู่หลายตัว ซึ่งมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่าการจ้างผู้เชี่ยวชาญมากออกแบบเว็บไซต์ แต่หากมองในเชิงคุณภาพนั้นก็คงไม่สามารถรับประกันได้ว่าสิ่งที่เราคิดว่าดีนั้นดีจริงหรือไม่ในมุมมองผู้ที่เข้นมาใช้งานเว็บไซต์
ดังนั้นในเมื่อหลาย ๆ คนก็ต่างสงสัย เราจึงได้เตรียมข้อมูล 5 ข้อแตกต่างระหว่างการออกแบบเว็บไซต์ด้วยตัวเองและจ้างผู้เชี่ยวชาญออกแบบ ที่จะมาช่วยไขข้อสงสัยให้กับทุกคน รวมถึงทำให้คุณตัดสินใจได้ง่ายขึ้นว่าควรลงทุนกับการจ้างออกแบบหรือไม่

  1. การออกแบบเว็บไซต์ด้วยตนเองมีราคาต่ำกว่าการจ้างออกแบบมากกว่าสามเท่าโดยประมาณ ในการออกแบบด้วยตนเองนั้น จะเสียค่าใช้จ่ายในการของใช้เครื่องมือออกแบบแบบจับวางหรือ Drag and Drop เท่านั้น ซึ่งก็จะเป็นแบบเลือกฟังก์ชันต่าง ๆ แล้วลากมาวางได้เลย การจ้างผู้เชี่ยวชาญมากออกแบบนั้นจะใช้งบประมาณมาก อาจจะอยู่ที่หลักพันถึงหลักหมื่นแล้วแต่ความยากง่ายซับซ้อน ไปจนถึงชื่อเสียงและความสามารถของผู้ออกแบบก็จะทำให้ราคาต่างกันได้
  2. การออกแบบเว็บไซต์เองนั้นจะตรงตามที่ต้องการมากกว่า อีกทั้งยังปรับปรุงได้ง่าย ประโยคที่ว่าไม่มีใครเข้าใจเราได้ดีเท่าที่เราเข้าใจ และลงมือทำด้วยตัวเองนั้นเป็นเรื่องจริง บางครั้งการที่เรากำหนดคอนเซ็ปต์งานไป คนที่รับงานอาจไม่เข้าใจหรือเข้าใจแต่สื่อออกมาได้ไม่ตรงตามที่เราต้องการเท่าที่ควร อีกทั้งเว็บไซต์นั้นจะต้องมีการปรับปรุงอัพเดตเรื่อย ๆ หากเราออกแบบด้วยตนเองก็จะแก้ไขได้ง่ายกว่า
  3. การจ้างออกแบบ จะได้เว็บไซต์ที่เข้าใจผู้ใช้งานมากกว่า สำหรับการจ้างออกแบบนั้นที่ต้องจ่ายเงินมากกว่าเนื่องจากผู้ออกแบบต้องใช้เวลาศึกษาหาความรู้ในด้านต่าง ๆ ก่อนมารับออกแบบ และยังต้องทำความเข้าใจถึงพฤติกรรม และความรู้สึกของผู้ใช้งาน ทำให้ผู้เชี่ยวชาญจะมีประสบการณ์และทำออกมาได้ดีกว่า
  4. การจ้างออกแบบจะมีการวางแผนตามหลักการ และมีคุณภาพเชิงการตลาดมากกว่า หากมองในเชิงการเข้าใจและความรู้ก่อนที่จะออกแบบนั้น อย่างไรผู้ที่ศึกษามาโดยตรงก็ต้องเก่งกว่า นี่ก็เช่นกัน นักออกแบบจะสามารถเข้าใจแผนการใช้งานเว็บไซต์หรือ Website flow ได้ดีกว่า และเข้าใจการออกแบบเพื่อการสื่อเชิงการตลาดได้อีกด้วย
  5. การออกแบบเว็บไซต์เอง ไม่สามารถเขียนฟังก์ชันเพิ่มเติมจากที่มีอยู่เดิมของเครื่องมือได้ เนื่องจากต้องอาศัยความรู้ทางคอมพิวเตอร์โปรแกรมมิ่ง แน่นอนอยู่แล้วว่าผู้ออกแบบเว็บไซต์นั้นก็คือโปรแกรมเมอร์แขนงหนึ่ง ซึ่งใช้ความรู้ทางด้านภาษาคอมพิวเตอร์ และการออกแบบผสมกัน แต่เจ้าของธุรกิจโดยส่วนมากไม่อาจเข้าใจภาษาต่าง ๆ นี้ได้ แม้จะใช้โปรแกรมออกแบบสำเร็จรูป แต่ฟังก์ชันนั้นจำเป็นต้องเขียนขึ้นมาเอง และอาจจะต้องเชื่อมโยงกับฐานข้อมูล ซึ่งต้องใช้ความรู้ของโปรแกรมเมอร์จัดการนั้นเอง

ไม่ว่าคุณจะจ้างออกแบบหรือทำด้วยตัวเอง สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้ก็คือ การดึงจุดเด่น ข้อดีของธุรกิจของคุณออกมาแสดงให้ได้ และหากคุณไม่เชียวชาญเรื่องเว็บไซต์มากพอ การเสียเงินจ้างก็คุ้มค่ามากกว่า กับเวลาที่ต้องมานั่งงมแก้ปัญหา แต่หากคุณไม่รู้อะไรเลย การเรียนรู้เรื่องพื้นฐานบ้าง ก็จะทำให้คุณถ่ายทอดและเข้าใจในสิ่งที่นักออกแบบพูดได้มากขึ้นนั่นเอง