ออกแบบเว็บไซต์

UX และ UI ดีมีชัยไปกว่าครึ่ง การทดสอบสุดสำคัญก่อนการเปิดใช้จริง

                UX และ UI ถือเป็นอีกหนึ่งขั้นตอนในการออกแบบเว็บไซต์ที่สำคัญอย่างมาก UI หรือ User Interface คือหน้าตาและการใช้งานต่าง ๆ ที่ผู้ใช้งานใช้ และ UX คือ User Experience หรือก็คือประสบการณ์การใช้งานของผู้ใช้ ข้อมูลที่ได้จากการเก็บ Persona หรือทดลองใช้งานระบบของเรา หลังจากที่เราพัฒนาถึงขั้น Prototype หรือมีตัวต้นแบบออกมาแล้ว เราต้องทำการทดสอบการใช้งานจากผู้ใช้งานจริง เพื่อดูว่าผลลัพธ์ที่ได้นั้นตรงกันกับความคิดที่เราคาดการณ์ไว้หรือไม่

หลายคนอาจจะมีคำถามขึ้นมาในใจว่า นี่คือขั้นตอนที่เป็นหน้าที่ของ Tester หรือไม่ ความเป็นจริงแล้วจะพูดแบบนั้นก็ได้ แต่ก็ไม่ใช่ร้อยเปอร์เซ็นต์ เนื่องจากคำว่า Tester นั้น เราสามารถมองในความของฝั่งผู้พัฒนาได้ว่าเป็นคนทดสอบระบบ เพื่อที่ตั้งใจจะหาจุดบกพร่องให้ได้มากที่สุด ก่อนที่จะนำไปให้กลุ่มตัวอย่างของผู้ใช้งานได้ทดลองใช้จริง พูดง่าย ๆ ก็คือถ้า Tester จะเป็นการทดสอบเพื่อหา Bug โดยเฉพาะ แต่ถ้าเป็นการ UX คือการเก็บข้อมูลเพิ่มเติม รวมไปถึงคำแนะนำต่าง ๆ จากมุมมองของผู้ใช้งาน เพื่อที่จะนำมาปรับปรุงแก้ไข

ในรายละเอียดของการสร้าง UI จริง ๆ แล้วมันคือหน้าตาของตัวเว็บไซต์เท่านั้น หรือที่เราเรียกกันว่า Font-EN นั่นเอง ซึ่งเรามารถที่จะออกแบบในรูปแบบไหนก็ได้ บางคนอาจจะเริ่มจากการออกแบบหน้าตาบน Adobe Photoshop หรือ Web Design อย่าง Wix.com เพื่อที่จะให้เห็นหน้าตาคร่าว ๆ ที่พอใจก่อน แต่แน่นอนว่าเรายังไม่สามารถเอาไปทำ UX ได้ เนื่องจากยังไม่มีฟังก์ชัน หรือการทำระบบของ Back-EN ที่เป็นฝั่งของตัวระบบการใช้งานของเว็บไซต์เลย ในส่วนนี้เราอาจจะจำเป็นที่จะต้องหาคนที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับเรื่องของคอมพิวเตอร์พอสมควร เช่นเรื่องของ PHP, Node.js หรือ Angular.js เป็นต้น หลังจากที่เราได้ UI ที่พอใจ และจัดการวางระบบการใช้งานในฝั่งของ Back-EN ได้แล้ว ก็จะออกมาเป็น Prototype หรือตัวต้นแบบนั่นเอง ไม่ควรจะมีการสลับขั้นตอน หรือข้ามขั้นตอนใด ๆ เพราะเราจะไม่ได้ผลลัพธ์ที่แท้ที่เสถียรและเป็นจริงเท่าที่ควร เมื่อถึงจุดนี้ เราจึงจะสามารถนำเจ้าตัวต้นแบบนี้ไปให้กลุ่มตัวอย่างของผู้ใช้งานทดสอบได้ ในการทำ UX นั้น ไม่ใช่แค่ให้ผู้ใช้งานลองเล่นตัวต้นแบบของเรา และรอเก็บคอมเม้นต์จากเขาเท่านั้น แต่สิ่งสำคัญมากที่ต้องคำนึงเลยคือเราควรจะมีการตั้งคำถามที่ดี และเหมาะสมกับการทดสอบระบบ เนื่องจากกลุ่มตัวอย่างไม่รู้รายละเอียดย่อยของตัวเว็บไซต์ รวมไปถึงฟังก์ชันการทำงานทั้งหมด ดังนั้นถ้าเราปล่อยให้เขาลองเล่นเอง แน่นอนว่าเราจะไม่ได้ผลทดสอบของทุกฟังก์ชันอย่างแน่นอน เราจึงต้องทำ Satisfaction Test และ Usability Test ขึ้นมาเพื่อเป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับการใช้งานในด้านความพึงพอใจและด้านการใช้งาน

ทุกขั้นตอนในกระบวนการพัฒนาหรือออกแบบเว็บไซต์นั้นถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และสำคัญพอสมควร นอกจากเราควรจะทำให้ครบ ทำอย่างละเอียด เรายังควรที่จะต้องทำทุกอย่างตามขั้นต่อ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ได้ผลดีมากที่สุดอีกด้วย

 

ออกแบบเว็บไซต์ที่ไหนก็ได้ไม่ต้องมีคอมพิวเตอร์ ใช้แค่สมาร์ทโฟนก็พอแล้ว

                หลายคนนึกภาพว่าการออกแบบเว็บไซต์นั้น จำเป็นจะต้องมีคอมพิวเตอร์ โปรแกรม หรือตัว code generator ต่าง ๆ เพื่อใช้ในการออกแบบรูปร่างหน้าตาของเว็บไซต์ ทำการวางระบบและลงมือเขียนโค๊ตขึ้นมาเพื่อให้เว็บไซต์สามารถใช้งานได้จริง แต่แน่นอนว่าถ้าไม่คอมพิวเตอร์ ก็ไม่สามารถทำอะไรได้เลยนอกจากเอากระดาษมาวาดออกแบบตัวหน้าตาเว็บไซต์คร่าว ๆ แต่ตอนนี้ไม่จำเป็นอีกต่อไปแล้ว ณ ปัจจุบันมีทางเลือกให้ผู้ที่ต้องการจะทำเว็บไซต์ขึ้นมา โดยที่ไม่ต้องใช้คอมพิวเตอร์ก็สามารถทำได้

อาจจะมีคนที่นึกถึงพวก Code Generator ที่เปิดให้ซื้อมาใช้งานบนมือถือ แต่นั่นก็ยังไม่ใช่อยู่ดี สิ่งที่จะนำเสนอในบทความนี้ก็คือ SimpleDifferent แอปพลิเคชันบนมือถือที่เปิดให้ทุกคนสามารถเข้าไปสร้างเว็บไซต์ใช้งานเองได้ทุกที่ ทุกเวลา เพียงแค่มีสมาร์ทโฟนเท่านั้น

แอปพลิเคชันสำหรับคนออกแบบเว็บไซต์ ความสะดวกสบายที่เบากระเป๋า

                หลายคนที่จำเป็นต้องเดินทาง หรือทำกิจกรรมที่ไม่อยู่กับที่สักเท่าไร แต่มีงานที่จำเป็นต้องออกแบบหรือสร้างเว็บไซต์ขึ้นมา แนะนำให้ลองโหลดเจ้าแอปพลิเคชัน SimpleDifferent ตัวนี้มาลองใช้งานดู เป็นแอปพลิเคชันที่มีทั้ง Android และ iOS ให้ได้โหลดมาใช้งานกัน มันเป็นแอปพลิเคชันที่ไว้สำหรับใช้ในการออกแบบเว็บไซต์ที่มีข้อดีมากมาย

  • สามารถแก้ไขและปรับปรุงตัวเว็บไซต์ได้จากโทรศัพท์สมาร์ทโฟนของคุณ
  • ไม่ต้องติดตั้งหรือมีการเขียนโค๊ตใด ๆ
  • มีลักษณะการใช้งานที่ง่าย และไม่ซับซ้อน
  • ไม่มีการทำโฆษณาใด ๆ ลงบนเว็บที่คุณสร้าง
  • ไม่มีข้อจำกัดต่าง ๆ ทางเทคนิค

ถือว่าเป็นอีกหนึ่งแอปพลิเคชันที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก ระบบการทำงานของตัวแอปพลิเคชันนั้นไม่ยุ่งยากและซับซ้อนเลย จะมีไอคอนต่าง ๆ ที่สามารถเข้าใจได้อย่างง่ายดาย การออกแบบและตกแต่งก็สามารถทำได้แค่เพียงปลายนิ้วสัมผัส มีโหมดการใช้งานมากมายให้ผู้ใช้งานได้เลือกใช้กัน รวมไปถึงคู่มือการใช้งานต่าง ๆ ที่เราสามารถเข้าไปอ่านรายละเอียดได้ ถือเป็นช่องทางที่ใช้ในการออกแบบได้ดี รวดเร็ว และสะดวกสบายมาก นอกจากนี้ทาง SimpleDifferent ยังมีการให้เช่า Web Hosting หรือ Web Server ที่ราคาที่ไม่แพงมากอีกด้วย เวลาที่ต้องการจะใช้งานก็แค่ล็อกอินเข้าไปใน Account ของเรา และเริ่มทำการเลือกฟังก์ชันต่าง ๆ ได้ทันที ไม่ว่าจะสร้างเว็บใหม่ แก้ไขเว็บไซต์ของเรา หรือจะเป็นเรื่องของการตั้งค่าความปลอดภัยและรายละเอียดของ feedback และการขอความช่วยเหลือต่าง ๆ

เป็นอีกหนึ่งแอปพลิเคชันที่สายออกแบบเว็บไซต์ไม่ควรพลาด นอกจะมีเรื่องของความสะดวกสบายแล้ว ใคร ๆ ก็สามารถที่จะทำได้ เรียนรู้ได้ไม่ยาก เนื่องจากทาง SimpleDifferent ได้ออกแบบลักษณะการใช้งานให้ง่าย และรวดเร็วอีกด้วย สำหรับใครนักออกแบบหรือพัฒนาเว็บไซต์คนไหนที่ยังไม่มี รีบไปหาโหลดมาลองใช้กันเลย

 

การทำ Persona กับการออกแบบเว็บไซต์ ปัจจัยแห่งการออกแบบที่โดนใจลูกค้ามากที่สุด

                HMTL CSS เป็นหน้าตาของเว็บไซต์ที่จะแสดงให้ลูกค้าหรือผู้ใช้งานเห็น เป็นเครื่องมือที่ไว้ใช้สร้างรูปแบบลักษณะของเว็บไซต์ หรือที่เราเรียกกันว่า Interface เป็นขึ้นตอนหลังจากที่ได้ final draft ของเว็บไซต์ที่ต้องการจะสร้างมาแล้ว จึงเริ่มที่จะ Coding โดยใช้ภาษาเหล่านี้ แต่ก่อนหน้านั้นเราก็ต้องทำการออกแบบหน้าตาให้พอใจเสียก่อน ไม่ควรที่จะทำไปและแก้ไป เนื่องจากอาจจะเกิดความยุ่งยากในการแก้ไขมากกว่าแก้ไขในช่วงของการออกแบบ ซึ่งใน Phase ของการออกแบบนั้น หลายคนจะให้ความสนใจกับลักษณะเว็บไซต์ และความสวยงามต่าง ๆ

นั่นไม่ใช่เรื่องที่ผิด แต่เราต้องอย่าลืมว่าเราทำเว็บไซต์ขึ้นมาเพื่อให้คนใช้งาน ดังนั้นเราจึงไม่สามารถทำตามใจตัวเองได้ เราต้องทำตามความชอบและความเหมาะสมของผู้ใช้งาน ซึ่งบางคนอาจจะใช้หลักการแนวคิดที่ว่า คิดให้เหมือนเราเป็นผู้ใช้งานเอง และทำการออกแบบในมุมมองนั้น ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องดี แต่สุดท้ายแล้วเราก็อาจจะไม่ได้ข้อมูลที่แท้จริง ทางที่ดีกว่าคือการศึกษาและเก็บข้อมูลของผู้ใช้งาน และนำมาวิเคราะห์เพื่อนำมาใช้ในการออกแบบให้ออกมาตรงกับที่ผู้ใช้งานต้องการมากที่สุด

กระบวนการทำ Persona เพื่อให้เว็บไซต์โดนใจกับเว็บไซต์ได้มากที่สุด

                กระบวนการเล็ก ๆ แต่ส่งผลมากพอสมควรสำหรับการทำงานประเภทเว็บไซต์ หรือแอปพลิเคชันให้คนใช้งานที่เรียกว่า Persona นี้ หมายถึงการตัวข้อมูลต่าง ๆ ของผู้ใช้งานที่เราไปเก็บมาจากกลุ่มตัวอย่าง เพื่อจะนำข้อมูลมาประยุกต์ใช้กับการออกแบบให้โดนใจผู้ใช้งาน โดยการสัมภาษณ์และพูดคุยกับกลุ่มตัวอย่างผู้ใช้งาน ให้เรารู้จักและเข้าใจสิ่งที่เขาคาดหวัง และต้องการที่จะเห็น ซึ่งขั้นตอนมีดังนี้

  • หากลุ่มตัวอย่างของผู้ใช้งานและกำหนดจำนวนที่แน่นอน ทางที่ดีไม่ควรจะเป็นคนรู้จักหรือคนใกล้ตัว เพื่อที่จะตัดปัญหาเรื่องความเกรงใจ หรือความคิดเห็นที่ไม่เป็นกลาง
  • ติดต่อกับผู้ใช้งานที่เลือกมา และอธิบายจุดประสงค์ของการทำแบบสอบถาม Persona ของเรา
  • เก็บข้อมูลรายละเอียดพื้นฐาน ของเขา Demographic ตัวอย่างเช่นชื่อ นามสกุล อายุ รายได้ ความต้องการ เป้าหมาย
  • นำข้อมูลต่าง ๆ ที่ได้ไปทำการวิเคราะห์และบันทึกข้อมูลไว้ อาจจะใช้โปรแกรมที่เป็น Data Analysis หรือจะเป็นการตั้งเกณฑ์การวัดขึ้นมาเอง และวิเคราะห์ข้อมูลเองเลยก็ได้
  • เราก็จะได้ข้อมูลพื้นฐาน ความน่าจะเป็นต่าง ๆ และความต้องการคร่าว ๆ พื้นฐานที่จะเอามาใช้ในการออกแบบเว็บไซต์ของเรา

นอกจากจะทำให้เราเข้าใจและคาดเดาแนวทางสิ่งที่ผู้ใช้งานต้องการจะเห็นได้แล้ว มันยังมีประโยชน์สำหรับผู้พัฒนาเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันที่ทำงานกันเป็นทีม เนื่องจากการทำ Persona นั้นคืออีกหนึ่งวิธีการทำ User Research หรือการค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับผู้กลุ่มเป้าหมายผู้ใช้งาน หลังจากที่เราได้ข้อมูลเหล่านี้ออกมาแล้ว เราจะสามารถใช้ข้อมูลที่วิเคราะห์นี้มาเป็นตัวกลาง เพื่อให้คนในทีมนั้นเห็นภาพของผู้ใช้งานไปในทางเดียวกัน

 

มุมมองความคิดสำหรับการออกแบบเว็บไซต์ที่ควรจะนำไปใช้

                การออกแบบเว็บไซต์เป็นกระบวนการการคิด และวางแผนเพื่อที่จะสร้างเว็บไซต์ที่ดีมีคุณภาพออกมา แน่นอนว่ามีหลายปัจจัยที่สำคัญที่ควรจะนำมาใช้ในการออกแบบ นั่นก็คือเรื่องของมุมมองความคิดในการออกแบบ เว็บไซต์ถูกทำขึ้นเพื่อให้ผู้คนมากมายเข้ามาชม หรือมาหาข้อมูลต่าง ๆ ที่เขาต้องการในเว็บไซต์ของเรา ดังนั้น เราจึงต้องทำเว็บไซต์ในรูปแบบที่ผู้ใช้งานชื่นชอบหรือต้องการ แต่หลายคนกลับคิดในมุมของตัวผู้ออกแบบเอง โดยลืมคิดไปว่าสุดท้ายคนที่ใช้งานตัวเว็บไซต์จริง ๆ แล้วคือผู้ใช้งานคนอื่นที่ไม่ใช่ตัวเรา

นักออกแบบมือใหม่หลายคนมองในมุมที่ว่าเราอยากจะได้อะไร ใส่อะไรตรงไหนถึงจะดี เราถึงจะชอบ แล้วก็ทำการออกแบบเว็บไซต์ออกมาตามใจเรา ซึ่งนั่นถือเป็นเรื่องที่ผิดมาก เพราะแน่นอนว่าทุกไม่ได้มีความชอบที่เหมือนกัน เราอาจจะเข้าใจในรูปแบบนี้ คิดว่ามันดีมีลูกเล่น และแปลกใหม่ แต่ถ้าเราไม่ได้นึกถึงคนธรรมดาที่เขาใช้งานจริง ๆ ก็น่าจะไม่เป็นที่น่าพอใจของผู้ใช้งานก็เป็นได้ หลายครั้งที่ผู้ใช้งานกล่าวถึงปัญหาว่าใช้งานไม่ถูก สับสน และหาสิ่งที่เขาต้องการไม่เจอ นั่นก็เกิดจากสาเหตุแบบนี้นั่นเอง

เสียงที่สองที่ควรจะฟัง ความคิดเห็นจากมุมมองของผู้ใช้งานจริง

                จากปัญหาที่กล่าวมาข้างต้น แสดงให้เห็นว่าเวลาที่ต้องการที่จะออกแบบเว็บไซต์เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถเข้ามาชม และพอใจกับรูปร่างหน้าตา และฟังก์ชันของตัวเว็บไซต์นั้น จำเป็นต้องมองในมุมมองของผู้ใช้งานด้วย ถ้าเรามีกลุ่มเป้าหมายของผู้ใช้งาน ก็สามารถออกแบบเว็บไซต์ให้เหมาะกับกลุ่มผู้ใช้งานของเราได้ เช่น เด็ก สีก็จะออกโทนสดใส ตัวหนังสือน่ารัก ๆ การออกแบบโครงเว็บก็จะสบายตา ฟังก์ชันการใช้งานเมนูต่าง ๆ ไม่ซับซ้อน กลุ่มคนใช้งานที่ต้องการข้อมูลเกี่ยวกับกีฬา ก็อาจจะใช้สีที่เข้มและให้ความรู้สึกแข็งแรง ดูปราดเปรียว ว่องไว การออกแบบรูปทรงต่าง ๆ ควรจะเป็นเหลี่ยม ฟังก์ชันการใช้งานอาจจะซับซ้อนขึ้นมาได้มากกว่าเด็ก อาจจะมีการ hover เมาส์ เพื่อเรียกใช้งานฟังก์ชันต่าง ๆ หรือการทำ drop down list เป็นต้น

ในทางกลับกัน ถ้าเราไม่ได้มีกลุ่มที่ผู้ใช้งานที่เราต้องการจะให้เข้ามาชมเราที่ชัดเจน ก็ให้ทำการออกแบบในหน้าตาเว็บไซต์แบบพื้นฐาน ทุกอย่างเป็นกลาง ๆ ทั้งเรื่องของสี ตำแหน่งการจัดวาง และตัวเมนูฟังก์ชันต่าง ๆ ให้เหมาะสำหรับทุกคนที่จะเข้ามาใช้งาน โดยในระหว่างที่ออกแบบ ให้นึกว่าถ้าเราเป็นคนใช้งานเว็บนี้ เรามีความรู้สึกเป็นอย่างไร อะไรดี อะไรด้อย และให้นำสิ่งเหล่านั้นมาปรับปรุงการออกแบบต่อไป แต่แน่นอนว่านั่นเป็นสิ่งที่ยากพอสมควร เมื่อเราสร้างสรรค์อะไรออกมาสักอย่าง และต้องการคอมเม้นต์หรือความเห็นที่จะนำไปปรับปรุงแก้ไข เราไม่ควรจะเป็นทดสอบมันด้วยตัวเอง บางคนอาจจะทำได้ หรือบางคนอาจจะเข้าข้างตัวเองมากเกินโดยที่ไม่รู้ตัว ดังนั้นจึงควรที่จะหา Tester หรือคนทดสอบระบบมาคอยใช้งาน เพื่อหาปัญหาและช่องโหว่ต่าง ๆ หรือที่เรียกว่า Bug นั่นเอง เพื่อหาทางปรับปรุงให้ดูแบบการใช้งานมันดี ง่าย และสะดวกมากยิ่งขึ้น

เหล่านี้เป็นปัจจัยเล็ก ๆ ที่ส่งผลมากสำหรับการออกแบบเว็บไซต์ ต่อให้เราสามารถออกแบบเว็บไซต์ที่มีสีสันมากมาย ฟังก์ชันมากมาย และใช้งานได้ยาก มันไม่ได้แปลว่าทุกคนจะชอบ และเข้ามาชมเว็บของคุณ ตราบใดที่ยังคงยึดในความคิดเห็นของตัวเองเป็นที่ตั้ง อย่าลืมมองข้ามมุมมองของผู้ใช้งานจริง และออกแบบมาให้เหมาะสมมากที่สุด จะส่งผลดีได้มากกว่าอย่างแน่นอน

 

โลโก้สำคัญขนาดไหนสำหรับการออกแบบเว็บไซต์

                นอกจากออกแบบเลือกสีที่เหมาะสม การจัดวางส่วนต่าง ๆ ทั้งรูปภาพ ตัวหนังสือ และ format ของ header footer ที่ดูดี อ่านง่าย และสบายตาแล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันเลยคือเรื่องของโลโก้นั่นเอง การที่เราจะสามารถจดจำ หรือนึกถึงอะไรเป็นอย่างแรกได้นั้น จำเป็นต้องมีบางสิ่งที่เตะตา และน่าสนใจ ทำให้ภาพนั้นเข้ามาอยู่ในหัวของเราได้อย่างอัตโนมัติ นั่นคือหน้าที่ของโลโก้ ยิ่งโลโก้ออกแบบได้สวยงาม เข้าใจง่าย และติดตามมากเท่าไร และบวกกับการออกแบบที่ลงตัวด้วยแล้ว ก็จะยิ่งเพิ่มสิทธิ์ในการจดจำ และทำให้คนสนใจได้มากขึ้นอีกด้วย

นี่ก็ถือเป็นอีกหนึ่งส่วนการออกแบบเว็บไซต์เช่นกัน เนื่องจากเว็บไซต์ส่วนใหญ่ถูกทำขึ้นเพื่อเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการใช้โปรโมทตัวสินค้าและบริการ หรือแม้กระทั่งตัวเว็บไซต์เอง และเพิ่มความสะดวกสบายให้กับลูกค้าหรือใครก็ตามที่สนใจผ่านทางเว็บไซต์ โลโก้จึงมีความเกี่ยวกับตัวเว็บไซต์ด้วยเช่นกัน

โลโก้ที่เหมาะกับสม และหลักการคิดง่าย ๆ ขั้นพื้นฐานที่อาจมองข้าม

                บางคนเข้าใจว่าการออกแบบโลโก้นั้นต้องคำนึงเรื่องของความสวยงาม และอลังการให้มากที่สุด จึงจะทำให้คนอื่นจดจำได้ง่าย และสนใจเว็บไซต์ของเขา แต่ความจริงแล้ว ยิ่งรายละเอียดเยอะเท่าไร อลังการเท่าไร ก็จะยิ่งเป็นผลเสียต่อตัวสินค้าหรือเว็บไซต์นั้น ๆ เอง เนื่องจากการออกแบบโลโก้ที่มีรายละเอียดเยอะ สีสันมากมายเกินไป จะทำให้โลโก้นั้นขาดความเป็นเอกลักษณ์และส่วนที่เป็นจุดที่คนจะนำไปจดจำ คนที่เห็นจะไม่สามารถจำสิ่งไหนจากในโลโก้ลักษณะนี้ได้เลย ด้วยสีสันมากมายที่ปนกันจนกลบความเด่นของสีต่าง ๆ ไป รายละเอียดที่มากเกินไปจนทำให้ไม่รู้อะไรคือจุดเด่นของสิ่งนี้ บางครั้งอาจจะถูกมองว่ามันรกเลอะเทอะไปด้วยซ้ำ ดังนั้น เราควรที่จะออกแบบโลโก้ที่มีลักษณะเด่นไปทางด้านใดด้านหนึ่งอย่างชัดเจน เพื่อสร้างความเป็นเอกลักษณ์และจุดสนใจให้มีอยู่จุดเดียว ให้ผู้คนสามารถจำได้ง่าย

การออกแบบจุดเด่นของโลโก้ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญ เราจำเป็นต้องทำให้โลโก้ที่เราออกแบบนั้น มีความเชื่อมโยงกับสิ่งที่เราต้องการจะเสนอบนเว็บไซต์ของเรา การเชื่อมโยงนี้จำมีผลในด้านของการโปรโมทอย่างมาก ถ้าเราทำการเชื่อมโยงโลโก้กับสิ่งที่เราต้องการจะเสนอได้บนเว็บไซต์ เมื่อคนอื่นนึกถึงสิ่งนี้ แน่นอนว่าภาพโลโก้ของเราต้องลอยมาเป็นอันดับต้น ๆ อย่างแน่นอน ทำให้เรามีโอกาสเพิ่มที่จะมีคนมาสนใจเราได้มากขึ้น ซึ่งในการเชื่อมโยงนั้นก็ได้แก่ เรื่องของการเลือกสีที่สอดคล้องกัน รูปภาพต่าง ๆ ที่มีความหมายที่สื่อถึงได้ ตัวหนังสือ หรือการรวมทั้งสามอย่างเข้าด้วยกัน

หลายคนมองเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องง่าย ๆ ที่มีหรือไม่มีก็ได้ บางคนอาจจะทำ แต่ก็ไม่ได้ให้ความสำคัญอะไร คิดอะไรได้ก็จับมารวม ๆ กัน เท่ากับว่าตัดช่องทางโอกาสที่สำคัญอีกหนึ่งช่องทางออกไปเลยทีเดียว นอกจากการออกแบบหน้าตาของเว็บไซต์ต่าง ๆ แล้ว อย่าลืมที่จะให้ความสำคัญกับหน้าตาอีกมุมของเว็บไซต์ด้วย เพื่อเพิ่มช่องทางในการเข้าถึงให้มากขึ้น

 

แนะนำโปรแกรมออกแบบเว็บไซต์ที่ห้ามพลาด ใช้งานง่ายและได้ผลดี

                ถ้าพูดถึงเรื่องการออกแบบเว็บไซต์ แน่นอนว่าจำเป็นต้องมีโปรแกรมที่จะช่วยในเรื่องของการออกแบบในเรื่องของ UI (User Interface) แบบคร่าว ๆ ก่อนที่จะส่งไปให้ทางทีม Back-EN ได้พัฒนาต่อ ในบทความนี้จะนำเสนอโปรแกรม เว็บไซต์ และตัวช่วยต่าง ๆ ที่ผู้ออกแบบและพัฒนาเว็บไซต์ไม่ควรจะพลาด

  • เริ่มจากโปรแกรมพื้นฐานที่หลายคนอาจจะคุ้นเคยกันอย่าง Adobe Photoshop หลายโรงเรียนมีการเริ่มสอนวิธีการใช้งานของ Adobe Photoshop เพื่อใช้ในการตกแต่งรูปภาพ แต่งสี รวมไปถึงการออกแบบด้วยเช่นกัน สำหรับใครต้องการจะออกแบบหน้า UI ของเว็บไซต์แบบคร่าว ๆ ก่อน และจึงส่งให้ทีมเขียนตัวเว็บไซต์พัฒนาทีหลัง โปรแกรมนี้ก็น่าสนใจไม่ใช่น้อย
  • ยังคงอยู่กับโปรแกรมของตระกูล Adobe อย่าง Adobe Dreamweaver เป็นโปรแกรมที่ใช้ในการออกแบบเว็บไซต์แบบจำลองโดยเฉพาะ ซึ่งตัวผู้ออกแบบไม่จำเป็นจะต้องมานั่งเขียน HTML CSS หรือ PHP เองเลย เป็นหนึ่งโปรแกรมเริ่มต้นสำหรับนักออกแบบเว็บไซต์มือใหม่ที่ยังไม่คุ้นเคยกับการเขียนภาษาหรือฟังก์ชันต่าง ๆ ให้สามารถที่จะออกแบบเว็บไซต์ด้วยตัวเองได้
  • พัฒนาขึ้นมาจาก Dreamweaver หน่อย ขอแนะนำ Google Web Designer โปรแกรมออกแบบเว็บไซต์จากบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Google ที่ไว้ใช้ในงานออกแบบเว็บไซต์ โดยทั่วไปมีฟังก์ชันการทำงาน และลักษณะการใช้งานที่คล้ายกับ Dreamweaver แต่อาจจะมีความต่างกันหน่อยตรงที่ Google Web Designer นั้นจะมีฟังก์ชันที่เหมาะทั้งคนที่ไม่มีความทางด้านการ Coding หรือจะเป็นคนที่ต้องการจะใช้ Code ในการออกแบบ โปรแกรมนี้มีรองรับให้ทั้งหมด
  • ย้ายฝั่งไปทาง iOS บ้างกับโปรแกรม Sketch โปรแกรมออกแบบเว็บไซต์บนระบบปฏิบัติการ iOS ซึ่งเหมาะสำหรับการออกแบบ UI ของทั้งเว็บไซต์ แอปพลิเคชันบนมือถือ หรือจะเป็นการออกแบบไอคอน ข้อดีของเจ้าตัว Sketch นั้นก็คือเราสามารถโหลดปลั๊กอินต่าง ๆ ที่เราต้องการจะใช้งานเพิ่มเติมลงไปได้ หรือถ้าใครมีความสามารถมากกว่านั้นหน่อยก็สามารถที่จะเขียนปลั๊กอินเองเลยก็ยังได้ รวมไปถึงเรื่องของการทำงานจะเปรียบได้เหมือนกับ การนำเอา Adobe Photoshop กับ Illustrator มารวมกัน ซึ่งแน่นอนว่ามีความหลากหลายในการใช้งาน และใช้งานไม่ยากอีกด้วย แต่ข้อเสียก็คือมีแค่ในระบบปฏิบัติการแบบ iOS เท่านั้น
  • Wix.com เว็บไซต์ที่เป็นเราอาจจะคุ้นหน้าคุ้นตาในโฆษณาตามยูทูปหรือช่องทางต่าง ๆ เป็นโปรแกรมบนเว็บไซต์ที่จะช่วยให้การออกแบบนั้นง่ายมาก ๆ เพียงแค่ทำการ Drag and Drop ทุกอย่างตามที่เราต้องการ ไม่ว่าจะเป็น text รูปทรงต่าง ๆ และเรายังสามารถที่จะเลือกใช้ Template ที่เขามีให้มากมายมาต่อยอดให้เป็นแบบของเราได้อีกด้วย สำหรับใครที่ถนัดในเรื่องของการ Coding และต้องการฟังก์ชันที่ในเว็บไม่มี ก็สามารถที่จะเลือกภาษาที่ถนัด และทำการเขียนฟังก์ชันนั้นได้ด้วยตัวเองอีกด้วย

เหล่านี้ก็เป็นแค่ส่วนเล็ก ๆ ของเครื่องมือในการใช้เพื่อออกแบบเว็บไซต์แบบพื้นฐาน สำหรับมือใหม่ หรือจะเป็นมือเก่าที่ต้องการความเร็ว และสะดวกสบายหน่อย ก็สามารถที่จะเลือกใช้งานโปรแกรมเหล่านี้ได้เช่นกัน

 

หลักการดีไซน์เว็บไซต์ให้เหมาะสมตามประเภทธุรกิจ

                การดีไซน์เว็บที่ดี หน้าตาเป็นเรื่องที่สำคัญเป็นอันดับต้น ๆ  คนอื่นไม่สามารถรู้ได้ว่าเราใช้เวลาในการออกแบบนานขนาดไหน หรือภาษาอะไรเขียนขึ้นมา แต่สิ่งแรกที่เขาเห็นคือหน้าตาของเว็บไซต์ ซึ่งเว็บไซต์ก็มีหลายประเภทแล้วแต่จุดประสงค์ ไม่ว่าจะเป็นเว็บที่ขายของ เว็บที่เกี่ยวกับธุรกิจ หรือเว็บเกม ซึ่งการออกแบบดีไซน์หน้าเว็บแต่ละประเภทต้องไม่เหมือนกัน และแต่ละตามประเภทนั้นมีความสวยงามที่แตกต่างกัน

เว็บไซต์แต่ละแบบก็มีหลักการการออกแบบ position ต่าง ๆ ของรายละเอียดเว็บ รวมไปถึงการใช้สีโทนต่าง ๆ เพื่อให้ความรู้สึกตามเว็บไซต์ประเภทนั้น ๆ ตัวอย่างเช่น

  • เว็บที่เกี่ยวกับธุรกิจ เว็บลักษณะนี้ควรจะออกแบบอย่างเรียบง่าย ไม่มีรายละเอียดที่เยอะเกิน มี pattern ในการวางส่วนประกอบต่าง ๆ ให้ลงตัว ไม่ว่าจะเป็นกล่องข้อความ ไอคอนต่าง ๆ แทบ Header Footer และรูปภาพ รูปทรงต่าง ๆ ควรจะเป็นเหลี่ยม สีที่ใช้ควรจะเป็นสีโทนอ่อน เช่นขาว ฟ้าอ่อน เทาอ่อน หรือดำ เนื่องเว็บไซต์ประเภทที่เกี่ยวกับธุรกิจนั้นจะมีลักษณะเรียบหรู เป็นทางการ และดูมีรูปแบบที่เป็นระเบียบและสวยงาม
  • เว็บไซต์ที่เกี่ยวกับการศึกษาและเด็ก แน่นอนว่าอะไรก็ตามที่เกี่ยวกับเด็กควรจะต้องมีสีสรรค์สดใส เช่นสีแดง เขียว เหลือง น้ำเงิน ชมพู เพื่อดึงดูดเด็ก ๆ ควรจะมีตัวการ์ตูนเป็นส่วนประกอบ รูปทรงต่าง ๆ ความเป็นทรงรี ดูอ่อนโยน เพื่อแสดงให้เห็นถึงความน่ารักสดใส
  • เว็บไซต์ที่เกี่ยวกับหนัง ส่วนใหญ่ลักษณะของเว็บไซต์ที่เกี่ยวกับหนังนั้นควรจะใช้สีในโทนเข้ม หรือเป็นสีที่มีความเกี่ยวข้องกับโรงหนัง เช่นสีดำ เหมือนกับความมืดในโรงหนัง หรือจะใช้สีแดงที่เปรียบเหมือน ผ้าม่าน เก้าอี้ หรือพรหมในโรงหนัง ทำให้คนที่เข้ามาเว็บไซต์เรารู้สึกเหมือนอยู่ในโรงหนัง นอกจากนั้นสีดำจะเป็นส่งที่ทำให้สีหรือภาพข้างหน้าโด่ดเด่นขึ้นมาได้ ส่วนใหญ่เว็บไซต์หนังจะมีการวางโปรเตอร์ของหนังในเว็บไซต์เพื่อเป็นการโปรโมทหรือโฆษณา สีดำจะช่วยให้ดูดเด่นขึ้น
  • เว็บไซต์ที่เกี่ยวเทคโนโลยี เว็บไซต์ดีไซต์จะคล้าย ๆ กับเว็บไซต์ประเภทธุรกิจที่ใช้รูปทรงของส่วนประกอบต่าง ๆ เป็นเหลี่ยม ๆ และจะมีสีหลักเป็นสีฟ้าอ่อน สามารถประสมกับสีดำ หรือขาวได้แล้วแต่จะดีไซน์ จะทำให้ดูไฮเทค และดูเป็นเครื่องจักร
  • เว็บไซต์ประเภทโปรดักส์ เว็บไซต์ประเภทนี้เป็นเว็บไซต์ประเภทพิเศษที่ไม่มีรูปแบบตายตัว ทุกอย่างขึ้นอยู่กับตัวของโปรดักส์ เช่นสีโลโก้ ประเภทของสินค้า หรือธีมต่าง ๆ ที่เป็นลักษณะเฉพาะของสิ่งของประเภทนั้น ๆ

อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าเว็บไซต์แต่ละประเภทจะมีข้อแตกต่างกันในการออกแบบ แต่สิ่งที่จำเป็นต้องทำเหมือนกันคือการเข้าใจถึงประเภทของเว็บไซต์ตนเอง เพื่อที่จะออกแบบเว็บไซต์ให้เหมาะสม และดูน่าดึงดูดสำหรับคนที่สนใจในประเภทเว็บไซต์เหล้านี้

 

การออกแบบเว็บไซต์แบบเบื้องลึกที่น่ารู้ ประโยชน์สำหรับคนเขียนเว็บทั้งหลาย

                หนึ่งสิ่งสำคัญที่ต้องมีในการออกแบบอย่างละเอียดนั้น ก็คือลักษณะการทำงานของระบบเว็บไซต์ ซึ่งได้มีการพัฒนาระบบการทำงานมามากมาย ถือเป็นทางเลือกให้นักออกแบบทั้งหลายได้ใช้กัน เริ่มจากยุคแรกของการออกแบบเว็บไซต์ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้น และนิยมใช้กันอย่างมาก นั่นคือการใช้งาน HTML, CSS, หรือ PHP ในการทำงานเว็บไซต์ โดยที่ระบบการทำงานทั้งหมดจะอยู่ที่ Server

ผู้ใช้งานจะเข้ามาใช้งานเว็บไซต์เรา จากนั้นเว็บไซต์เราจะทำการขอคำร้องต่าง ๆ ไปที่ server เพื่อให้ server ส่งข้อมูลกลับมา ซึ่งข้อมูลจะถูกส่งมาและนำไปไว้ในรูปแบบของ HTML บนเว็บไซต์ที่เราเห็นกัน โครงสร้างการทำงานแบบนี้มีข้อดีคือมีระบบดี ๆ ให้เลือกใช้มากมาย และราคาค่าใช้จ่ายต่าง ๆ มีราคาถูก แต่แน่นอนว่า Server จะถูกใช้งานอย่างหนัก

เมื่อเวลาผ่านไป ก็ได้มีการพัฒนาอีกรูปแบบหนึ่งขึ้นมา คือการใช้ JavaScript เป็นตัวกลางระหว่าง Server กับ Web browser มีหน้าที่ทำให้จัดการการดังข้อมูลต่าง ๆ และแสดงผลข้อมูลให้ง่ายขึ้น โดยเริ่มจากการที่ผู้ใช้งานส่ง request ไปที่ web browser จากนั้น web browser จะส่งข้อมูลไปที่ server และถูกเก็บใน Database จากนั้นก็จะทำการส่งกลับมาจาก Database กลับมาถึง Web browser เป็นทอด ๆ ไป วิธีนี้ทำให้มีการโหลดเว็บเพื่อแสดงผลมีความเร็วมาก และลดจำนวนภาษาที่จำเป็นลง เพราะ JavaScript นั้นสามารถเป็น Server ได้แล้ว โดยการใช้ NodeJS แต่มันจะใช้งานลำบากสำหรับคนที่ต้องการที่ไม่ค่อยต้องการที่จะศึกษาระบบการทำงานแบบใหม่ ๆ ซึ่งในระบบโครงสร้างการทำงานรูปแบบนี้มีหนึ่งสิ่งใหม่ที่น่าสนใจ นั่นคือ React

React การทำเว็บไซต์รูปแบบใหม่ สำหรับคนยุคใหม่

React ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาใช้กับโครงสร้างการทำงานแบบนี้โดยเฉพาะ ถือเป็น JavaScript Library ซึ่งตอนนี้ถูก

พัฒนาออกมาใช้งานได้ในการทำแอปพลิเคชันที่เรียก React Native อีกด้วย เป็นที่นิยมอย่างมากในตอนนี้ ซึ่ง React นั้นมี concept ที่สามารถเข้าใจได้ง่าย และจะมีประโยชน์มากสำหรับคนที่มีความเข้าใจเรื่องในการเขียน JavaScript ตอนนี้มีมหาวิทยาลัยหลายที่เริ่มสอนวิธีการออกแบบโครงสร้างเว็บไซต์แบบใหม่นี้ แทนการทำโดยใช้ HTML ที่เชื่อมต่อกับ Server โดยตรง

แต่ไม่ใช่ว่าการออกแบบการทำงานของเว็บไซต์แบบแรกนั้นผิด ปัจจจุบันก็ยังมีคนที่ใช้งานแบบนี้อยู่ แต่การทำเว็บไซต์แบบใหม่โดยใช้ React นั้นเป็นแค่อีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคนที่ต้องการให้มีการทำงานเว็บไซต์ที่ง่ายขึ้น รวมไปถึงเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ให้ทันโลก ที่สำคัญคือเลือกรูปแบบที่เหมาะที่สุดและสามารถใช้งานมันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด ถ้าเราไม่เชี่ยวชาญกับสิ่งใหม่ และไม่ทำการศึกษาก่อน แน่นอนว่าผลลัพธ์ที่ออกมานั้นมีแค่เสีย แต่ถ้าเราชำนาญกับระบบแบบเดิมมากกว่า และยังใช้มันต่อไป แน่นอนว่าสิ่งที่ได้มานั้นมีคุณภาพมากกว่าแน่นอน

 

ใช้งานได้ดีจริงหรือ Template เว็บไซต์ หน้าเว็บสำเร็จรูปที่ไม่จำเป็นต้องออกแบบ

                หลาย ๆ ครั้งที่เรามีความรู้เรื่องของการเขียนเว็บ และออกแบบฟังก์ชันต่าง ๆ เราสามารถทำได้ด้วยตัวเอง แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าเราไม่ได้เชี่ยวชาญหรือมีความรู้ด้านการออกแบบเลย ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากของเว็บไซต์ เราก็ไม่สามารถทำเว็บไซต์ให้สมบูรณ์ได้ เป็นอีกหนึ่งข้อจำกัดสำหรับคนที่ต้องการจะเขียนเว็บเอง แต่ไม่มีความรู้ในด้านการออกแบบ UI (User Interface)

ในตอนนี้มี source หลายแห่งที่เริ่มมีการปล่อย template ต่าง ๆ ออกมาให้ดาวน์โหลดกัน ไม่ว่าจะเป็น template สไลด์ของ Microsoft PowerPoint รูปแบบเอกสารของ Word Template ของแอปพลิเคชัน หรือ Template ของเว็บไซต์รูปแบบต่าง ๆ ซึ่งการใช้ Template เว็บไซต์ต่าง ๆ ก็มีมีข้อดีอยู่มากมาเช่น

  • ผู้ใช้งานจะได้ UI ที่ดีดู เหมาะสม และลงตัวอย่างมาก เนื่องจาก template ที่ได้มีการออกแบบไว้ให้เราได้เอาไปใช้งานนั้น ส่วนใหญ่ถูกออกแบบมากจากคนที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในการออกแบบ ซึ่งทั้งเรื่องของสี Header หรือ Footer ต่าง ๆ จะถูกออกแบบมาให้สอดคล้องกันอย่างลงตัว
  • มี Template ให้เลือกมากมายหลากหลายแบบ ขึ้นอยู่กับประเภทของเว็บไซต์ที่เราต้องการจะสร้าง ซึ่งในแต่ละประเภทก็จะมีการแบ่งแยกย่อยเป็นสไตล์ไปอีก ทั้งเรื่องของสี ฟอนต์ และจากจัดวางต่าง ๆ
  • มีการปล่อยให้โหลด template ได้ฟรี รวมไปถึงบางเว็บไซต์สามารถนำมา customize ต่อได้
  • ส่วนใหญ่สามารถ preview template ก่อนที่โหลดได้ เพื่อช่วยผู้ใช้งานในการตัดสินใจก่อนจะนำไปใช้
  • มีการอัพเดทตัว template ใหม่ ๆ อยู่ตลอดทุกปีให้ทันสมัยและน่าใช้งานอยู่ตลอดเวลา

นับกันจริง ๆ แล้ว ถือว่าเป็นสิ่งที่ช่วยอำนวยความสะดวก และมีประโยชน์ต่อนักพัฒนาเว็บไซต์อย่างมาก แต่ไม่มีสิ่งใดที่จะมีข้อดีเสมอไป และไม่มีอะไรที่ได้มาฟรี ๆ จริงอยู่ที่ template ขนิดต่าง ๆ มีให้โหลดอยู่ทั่วไปในเว็บไซต์ แต่ก็มีขั้นตอน หรือความยุ่งยากอยู่ ถือว่าเป็นข้อเสียของการโหลด template ตามเว็บไซต์ ตัวอย่างเช่น

  • การที่จะโหลด template แบบฟรี ๆ ตามที่หน้าเว็บบอกไว้นั้น มีอยู่น้อยมากที่จะปล่อยให้โหลดฟรี จริง ๆ มันเป็นการโฆษณาให้คนสนใจและเข้ามาชมเว็บ จุดประสงค์คือการขาย template ซึ่งอาจจะมีให้เลือกดู หรือ preview ดูได้ก่อน หลังจากนั้นก็ให้ดาวน์โหลด แต่มีเงื่อนไขคือต้องจ่ายเงินเท่านี้ ๆ ก่อน จึงจะโหลดได้
  • ถ้าเป็นเว็บที่มีการปล่อยให้ผู้ใช้งานดาวน์โหลดได้ ก็จะเป็นลักษณะของตัวทดลอง หรือเป็น template ขั้นพื้นฐาน ที่จะไม่มีรายละเอียดอะไร มีแค่สีกับ ตำแหน่ง Header Footer ของเว็บที่ให้มาเท่านั้น ถ้าอยากได้แบบที่ดูใน preview ก็ต้องจ่างเงินเช่นกัน
  • ถึงแม้จะดาวน์โหลดได้ แต่อาจจะมีการติดลายน้ำของชื่อเว็บไซต์นั้นไว้ เพื่อไม่ให้สามารถเอาไปใช้งานจริงได้

อย่างที่กล่าวไปว่าข้างต้นว่าการใช้ template ที่ถูกออกแบบมาแล้วนั้นย่อมดีกว่าการออกแบบหน้าเว็บที่ต้องนำไปใช้งานจริงด้วยตัวเอง แต่ถึงอย่างไร ถ้าอยากที่จะได้หน้าเว็บดี ๆ สวย ๆ แต่อาจจะไม่ต้องจ้างคนออกแบบที่มีค่าใช้จ่ายพอสมควร เราสามารถซื้อ template เหล่านี้มาใช้ได้ แน่นอนว่ามีค่าใช้จ่ายในการซื้อ แต่ส่วนใหญ่ถูกกว่าการจ้างคนมาออกแบบ หรือถ้าใครที่ไม่ได้ซีเรียสอะไร แค่ใช้ในการศึกษาหรือลองฝึกทำ ก็สามารถโหลดจากเว็บที่มีให้โหลดฟรีได้ แต่อาจจะไม่สวยและขาดรายละเอียดต่าง ๆ ไป รวมไปถึงลายน้ำของเว็บไซต์ที่ให้ ก็ขึ้นอยู่กับการใช้งานของแต่ละคน

 

Bootstrap Framework ตัวช่วยชั้นดีของคนทำเว็บไซต์สมัยใหม่

คนที่เป็น website developer (ผู้พัฒนาเว็บไซต์) ไม่มีใครไม่รู้จัก HTML ภาษาที่ใช้สร้างเว็บไซต์ที่ใช้กับทั่วโลก รวมไปถึง CSS Component ที่ใช้ในการตกแต่งหน้าเว็บให้ดูมีสีสันและออกมาเป็นสไตล์ที่ต้องการได้ หรือบางฟังก์ชันอาจจะมีการใช้ JavaScript เขียนฟังก์ชันออกมา เรื่องเหล่านี้คนทำเว็บคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เป็นสิ่งที่ฝึกทำกันตั้งแต่เริ่มต้น ไปจนถึงการทำเว็บขายเป็นอาชีพ แต่ยุคที่เทคโนโลยีถูกพัฒนาไปไกลแบบปัจจุบันนี้ สมาร์ทโฟนเข้ามามีบทบาทอย่างมากในสังคมและวงการธุรกิจ เนื่องจากผู้คนเลือกใช้สมาร์ทโฟนในการทำทุกอย่าง แม้กระทั่งการเข้าเว็บไซต์ ซึ่งปัญหาของการเขียนแบบเก่าเกิดขึ้นตรงที่ Font-EN (หน้าตาของเว็บไซต์) ไม่ตอบสนองต่อหน้าจอขนาดต่าง ๆ ของสมาร์ทโฟนหรือสมาร์ทดีไวซ์ต่าง ๆ

ผลที่ได้ก็คือ format ต่าง ๆ ที่ถูกออกแบบมาให้อยู่ในตำแหน่งที่สวยงาม เวลาเปิดเว็บไซต์เคลื่อนที่จนเสียรูปแบบ

หรือถูกบีบจนไม่เป็นทรง เมื่ออยู่บนสมาร์ทโฟน นอกจากผู้ใช้งานจะเห็นหน้าตาที่ประหลาดของเว็บไซต์แล้ว ปุ่มการใช้งานต่าง ๆ ก็ยากที่จะหาเจอได้ เป็นข้อเสียที่น่าเป็นห่วงพอสมควร ด้วยเหตุนี้ Bootstrap จึงถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเป็น framework ทางเลือกอีกอัน ที่จะสามารถแก้ไขปัญหา Web Responsive Design (การออกแบบหน้าตาของเว็บให้ตอบสนองเข้ากับทุกอุปกรณ์) ได้

Bootstrap ถูกพัฒนาขึ้นโดยบริษัทที่หลายคนในโลกใช้งานโซเชียลมีเดียที่บริษัทนี้เป็นคนสร้างอยู่ นั่นคือ Twitter นั่นเอง และยังถูกพัฒนาต่อเรื่อย ๆ จากทั่วทุกมุมโลก โดย Twitter เล็งเห็นถึงปัญหาในด้านการแสดงผลหน้าตาของเว็บไซต์ รวมไปถึงเทรนของการใช้สมาร์ทโฟนที่มากขึ้นเรื่อย ๆ จึงตัดสินใจทำ Bootstrap ที่เป็น framework ที่รวม HTML CSS และ JavaScript รวมอยู่ด้วยกัน โดยตามหลักแล้วการทำงานในลักษณะ coding หรือการ design ต่าง ๆ นั้นจะมีแนวทางการทำและการออกแบบที่ต่างกัน เพราะฉะนั้นอาจจะทำให้เกิดความสับสนขึ้นเวลาทำงานร่วมกัน Bootstrap จึงเป็นอีกตัวที่ช่วยให้ทุกคนทำตาม framework ที่กำหนดไว้ และให้งานออกมาไปในทิศทางเดียวกัน

หลายคนอาจจะสงสัยหรือมีความคิดว่า นี่เป็นเทรนใหม่ที่เข้ามา มันต้องยากหรือซับซ้อนมากแน่ ๆ แต่ความจริงแล้วไม่ได้มีอะไรที่ยากเลย ถ้าเขียนแบบใช้ HTML แบบปกติได้ ก็สามารถที่จะเขียน Bootstrap ได้ เนื่องจากหลักการทำงานหรือ component ต่าง ๆ แทบที่จะไม่ต่างกับการเขียนเว็บแบบเดิมเลย แต่สามารถทำให้เว็บที่เขียนนั้นออกมามี format ที่ถูกต้องและเป็น Responsive Website ได้ ที่สำคัญคือเป็น framework ที่ไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ สามารถโหลดตัว Bootstrap มาใช้ได้จากเว็บไซต์แบบฟรี ๆ ได้เลย รวมไปถึงการ install หรือส่วน extension ต่าง ๆ ก็ไม่มีค่าใช้จ่าย และมีวิธีการที่ไม่ซับซ้อน เป็นอีกหนึ่ง framework ที่มาแรงแซงทางโค้งอย่างมาก ที่นักพัฒนาเว็บไซต์ทั้งหลายควรนำไปใช้ เพื่อให้เว็บไซต์มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น