ออกแบบเว็บไซต์

การกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการออกแบบเว็บไซต์

ปัญหาที่สำคัญอย่างหนึ่งของการสร้างเว็บไซต์ คือ เมื่อเขียนเว็บไซต์ออกมาแล้วไม่ได้รับความนิยม นั่นคือ ไม่มีผู้เข้าชมเว็บไซต์ หรือมีผู้เข้าชมเว็บไซต์จำนวนน้อยกว่าที่ตั้งเป้าหมายไว้ ทำให้การสร้างเว็บไซต์กลายเป็นสิ่งที่สิ้นเปลืองงบประมาณสำหรับหลาย ๆ องค์กรอย่างมาก ส่งผลให้หลาย ๆ องค์กรไม่ให้ความสำคัญในการพัฒนาเว็บไซต์ ซึ่งการไม่พัฒนานี้ก็จะยิ่งทำให้เว็บไซต์ไม่มีคนเข้าชมเพิ่มมากขึ้นไปอีก ดังนั้น สิ่งที่สำคัญที่จะช่วยให้เว็บไซต์ได้รับความนิยม ก็คือ องค์กรที่สร้างเว็บไซต์ต้องสามารถกำหนดเป้าหมายให้ชัดเจน เพราะจะทำให้สามารถใช้เว็บไซต์ในการโปรโมทหน่วยงานองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น เป้าหมายที่ต้องกำหนดมีดังต่อไปนี้

  1. กำหนดกลุ่มผู้เข้าถึงเว็บไซต์ให้ชัดเจน ต้องระลึกไว้เสมอว่าไม่จำเป็นต้องสร้างเว็บไซต์ให้ทุกคนเข้าถึง แต่ต้องสร้างเว็บไซต์ให้ผู้สนใจเข้าถึงได้อย่างสะดวก โดยต้องสำรวจกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจน เริ่มตั้งแต่ เพศ อายุ ความสนใจ และทัศนคติ เพื่อทำให้เข้าใจพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมาย แล้วออกแบบเว็บไซต์ให้เหมาะสำหรับกลุ่มเป้าหมายโดยเฉพาะ เช่น ถ้าต้องการสร้างเว็บไซต์สำหรับกลุ่มนักเรียน ก็ควรทำเว็บไซต์ให้เข้าถึงง่าย มีรูปแบบ และเนื้อหาที่เหมาะกับคนในกลุ่มนักเรียนโดยเฉพาะ เน้นความสดใส ใช้ข้อมูลที่ทันสมัยเพื่อให้เข้าถึงกลุ่มนักเรียนให้ได้ หรือถ้าทำเว็บไซต์สำหรับกลุ่มแม่บ้าน ก็ควรเขียนเว็บไซต์ให้ใช้งานได้ง่าย ใช้ตัวอักษรที่มีขนาดใหญ่ และสะดุดตาเพื่อดึงดูดกลุ่มแม่บ้าน หรือ ถ้าทำเว็บไซต์สำหรับกลุ่มวิศวกร ก็ควรเน้นเว็บไซต์ให้ดูสบายตา น่าอ่าน ไม่ควรใช้เทคนิคเฉพาะในการเข้าเว็บไซต์จนทำให้เข้าถึงเว็บไซต์ได้ยากจนเกินไป เพราะกลุ่มวิศวกรทุกคนไม่ได้มีความเชี่ยวชาญในเรื่องของคอมพิวเตอร์ เป็นต้น
  2. ระบุเป้าหมาย และวัตถุประสงค์ของการสร้างเว็บไซต์ให้มีความชัดเจนว่าสร้างเว็บไซต์ขึ้นมาเพื่ออะไร และจะใช้ประโยชน์อะไรจากเว็บไซต์ ก็จะทำให้สามารถสร้างเว็บไซต์ได้น่าสนใจเพิ่มมากขึ้น เช่น สร้างเว็บไซต์เพื่อให้ความรู้หรือข้อมูลต่าง ๆ ขององค์กรก็ควรทำเว็บไซต์ให้สามารถลิงก์เข้าไปอ่านข้อมูลได้สะดวก และรวดเร็ว หรือ สร้างเว็บไซต์เพื่อขายสินค้าหรือบริการ ก็ควรทำเว็บไซต์ให้น่าสนใจอาจจะใส่รูปภาพ และรายละเอียดของสินค้าหรือบริการให้ชัดเจน เพื่อกระตุ้นให้ผู้ซื้ออยากซื้อสินค้าหรือบริการ และรูปแบบการซื้อสินค้า หรือบริการต้องทำได้ง่าย ไม่ควรให้ผู้ซื้อสั่งซื้อหลายขั้นตอนจนเกินไป อันเป็นเหตุให้ผู้ซื้อรู้สึกเบื่อ และไม่อยากซื้อสินค้าหรือบริการ เป็นต้น
  3. กำหนดรูปแบบเว็บไซต์ให้ชัดเจน ว่าต้องการสร้างเว็บไซต์เพื่อให้ใช้งานในอุปกรณ์ใด จะได้เลือกรูปแบบของเว็บไซต์ให้เหมาะ และมีประสิทธิภาพสำหรับการใช้งานให้ตรงตามความต้องการมากที่สุด เช่น ต้องการให้เว็บไซต์มีรายละเอียดมาก ๆ ให้ใช้งานกับอุปกรณ์คอมพิวเตอร์เป็นหลัก หรือ ต้องการสร้างเว็บไซต์ให้สามารถใช้ได้กับทุกอุปกรณ์ เป็นต้น

การกำหนดเป้าหมายที่มีความชัดเจนจะช่วยทำให้การออกแบบเว็บไซต์ออกมาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด และทำให้เว็บไซต์ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น มีผู้เข้าชมเพิ่มขึ้น ดังนั้น ทุกองค์กรควรหันมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาเว็บไซต์ เพราะเว็บไซต์ถือเป็นหน้าตาสำหรับทุกองค์กร และ เป็นสิ่งแรกที่ผู้สนใจใช้พิจารณาองค์กรนั่นเอง

Responsive Design การออกแบบเว็บไซต์ที่ตอบโจทย์การใช้งานได้ครบถ้วน

การออกแบบเว็บไซต์ในอดีตมีข้อจำกัดค่อนข้างมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของรูปแบบการใช้งานเว็บไซต์ สีสันของเว็บไซต์ ระยะเวลาในการเข้าถึงเว็บไซต์ และอุปกรณ์ในการเข้าถึงเว็บไซต์ ต่างก็เป็นข้อจำกัดที่สำคัญสำหรับการใช้งานเว็บไซต์ ดังนั้นจึงมีการพัฒนาเว็บไซต์ในด้านต่าง ๆ เพื่อให้ตอบโจทย์ผู้ใช้งานเว็บไซต์ได้ดีที่สุด ปัญหาที่สำคัญที่สุดสำหรับการออกแบบเว็บไซต์ในอดีต คืออุปกรณ์ที่ใช้ในการเข้าถึงเว็บไซต์ที่มีเพียงแค่คอมพิวเตอร์เท่านั้น เมื่อใช้งานบนโทรศัพท์มือถือ แบบ Smart Phone หรืออุปกรณ์พกพาอื่น ๆ ไม่สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปัญหาที่เกิดขึ้นได้แก่ ขนาดที่ใหญ่เกินไปทำให้ใช้เวลานานในการเข้าเว็บไซต์ หรือการเข้าเว็บไซต์เมื่อเข้าด้วยอุปกรณ์อื่น ๆ ที่ไม่ใช่คอมพิวเตอร์แล้วหน้าจอขาดหรือหายไป เนื่องจากขนาดหน้าจอของอุปกรณ์อื่นมีขนาดเล็กกว่าคอมพิวเตอร์

                ต่อมาได้มีการพัฒนาเว็บไซต์เพิ่มเติมให้สามารถใช้กับอุปกรณ์อื่น ๆ ได้ เรียกว่า Mobile Site แต่ก็ยังมีความยุ่งยาก เพราะเป็นการสร้างเว็บไซต์สองเว็บไซต์ที่แยกออกจากกัน ทำให้ผู้สร้างเว็บไซต์เกิดความยุ่งยากในการทำงาน เพราะถ้ามีการเพิ่มเติม หรือแก้ไขข้อมูลต้องทำงานสองส่วน ในปัจจุบันจึงเกิดการออกแบบเว็บไซต์แบบ Responsive Design เพื่อแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ข้างต้น

                Responsive Design คือ การออกแบบเว็บไซต์ด้วยแนวคิดใหม่ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน ทำให้หน้าจอสามารถแสดงผลการเข้าเว็บไซต์ได้อย่างเหมาะสมกับทุกอุปกรณ์ ใช้เวลาในการสร้างเว็บไซต์น้อย เพราะมีโปรแกรมสำเร็จรูปที่สำได้สะดวก และรวดเร็วมากกว่าการเขียนเว็บไซต์แบบเดิม ข้อดีสำหรับการออกแบบเว็บไซต์แบบ Responsive Design มีดังนี้คือ

  1. ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงเว็บไซต์ได้ง่าย และการใช้งานเว็บไซต์ก็มีความสะดวก รวดเร็วมากกว่าการเขียนเว็บไซต์ในแบบเดิม
  2. ไม่ต้องเสียเวลาเขียนเว็บไซต์หลาย ๆ นามสกุล เพื่อให้เหมาะกับขนาดของหน้าจอที่แตกต่างกัน เพราะด้วยลักษณะการเขียนด้วย JavaScript และ CSS3 ส่งผลให้การปรับขนาดของหน้าจอทำได้ง่าย เรียกได้ว่าเว็บไซต์ Responsive Design นี้มีความฉลาดอย่างมาก เพราะเมื่อมีการใช้อุปกรณ์อื่น ๆ ที่ไม่ใช่คอมพิวเตอร์หน้าจอก็ละเลือกแสดงผลน้อยลงโดยตัดข้อมูลที่ไม่จำเป็นออก ทำให้สามารถเข้าถึงเว็บไซต์จากอุปกรณ์ได้ทุกรูปแบบอย่างอัตโนมัติ
  3. การดูแลจัดการเว็บไซต์ไม่มีความยุ่งยาก เพราะไม่ต้องปรับหรือแก้ไขข้อมูลหลาย ๆ ที่ นั่นคือไม่ต้องแยกเขียนเว็บไซต์เพื่อใช้งานกับคอมพิวเตอร์ และเขียนเว็บไซต์ที่ใช้งานกับอุปกรณ์พกพาอื่น ๆ จึงสะดวกสำหรับผู้เขียนเว็บไซต์เป็นอย่างมาก
  4. ประหยัดค่าใช้จ่าย ค่าจ้าง และเวลาในการเขียนเว็บไซต์อย่างมาก เพราะไม่จำเป็นต้องทำงานซ้ำซ้อนด้วยการใช้ Source Code เพียงแค่ชุดเดียว ก็สามารถปรับแต่งให้ใช้งานได้กับอุปกรณ์ทุกแบบ จึงช่วยลดการใช้ทรัพยากรในด้านต่าง ๆ ลงอย่างมาก แต่ก็สามารถสร้างเว็บไซต์ที่ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น
  5. การทำ SEO (Search Engine Optimization) ทำได้ง่ายมากขึ้น เพราะสามารถใช้ SEO สั้น ๆ ที่เหมาะกับ Smart Phone ได้ ไม่จำเป็นต้องเขียน SEO ที่มีขนาดยาวเหมือนในอดีต ทำให้การค้นหา SEO ทำได้ง่ายมากขึ้นตามไปด้วย

เว็บไซต์แบบ Responsive Design ถือได้ว่าเป็นเว็บไซต์ที่ผสมผสานระหว่างการเขียนเว็บไซต์ กับการออกแบบเว็บไซต์ เพราะสามารถประมวลผลการทำงานเว็บไซต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และในขณะเดียวกันก็มีรูปแบบการทำงานที่ถูกออกแบบใหม่เหมาะสมกับการใช้งานในทุกอุปกรณ์ จึงสามารถตอบโจทย์การเข้าถึงเว็บไซต์ได้อย่างดีที่สุด ส่งผลให้ได้รับความนิยมมากที่สุด

3 ส่วนที่ขาดไม่ได้สำหรับการทำเว็บไซต์ให้ง่ายและสะดวก

การออกแบบเว็บไซต์นอกจากข้อมูลที่ครบถ้วน แล้วสิ่งที่สำคัญที่สุดต้องใช้งานง่าย เพราะจะทำให้ผู้เข้าชมเว็บไซต์สามารถใช้งานได้สะดวก รวดเร็ว ไม่เกิดคำถามมากมายในการใช้งาน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือต้องจัดเรียงเว็บไซต์ให้เป็นหมวดหมู่ ใช้คำพูดที่เข้าใจได้ง่าย และไม่เกิดความสับสนในการใช้งานจริง เพียงแค่นี้คนที่เข้าชมเว็บไซต์ก็จะใช้งานแบบไม่รู้จักเบื่อ จนอาจจะลืมเวลาไปเลยว่าเข้ามาชมเว็บไซต์เป็นเวลานานแค่ไหน เพราะเกิดความสนุกสนานเพลิดเพลิน การวางรูปแบบเว็บไซต์ควรมีรูปแบบดังนี้

  1. ส่วนที่สำคัญที่สุดคือ ชื่อองค์กรหรือหน่วยงาน วางไว้ข้างบนสุดของเว็บไซต์ ควรเพิ่มโลโก้หรือรูปภาพที่ดึงดูดและมีความน่าสนใจเข้าไปด้วย เพราะเป็นส่วนที่จะทำให้คนเข้าชมเว็บไซต์รู้จักองค์กร และยังเป็นส่วนแรกที่สร้างความประทับใจให้กับผู้เข้าชมเว็บไซต์ เรียกได้ว่าเป็นส่วนที่ใช้ในการตัดสินว่าผู้เข้าชมอยากจะชมต่อหรือออกจากหน้าเว็บไซต์ ดังนั้นส่วนนี้ต้องทำกราฟิกให้สวยงามที่สุด เพื่อดึงดูดสายตาผู้เข้ามาชมเว็บไซต์
  2. ส่วนเนื้อหาของเว็บไซต์ เป็นข้อมูลที่สำคัญขององค์ประกอบภายในเว็บไซต์ ใส่รายละเอียดต่าง ๆ ที่ทำให้ผู้เข้าชมเว็บไซต์รู้จักหน่วยงานให้มากที่สุด ควรวางรูปแบบให้มีระเบียบแบบแผน ภายในหน้าเดียวต้องมีข้อมูลให้ชัดเจนโดยวางแบ่งกลุ่มให้เป็นหมวดหมู่ เช่น ในส่วนของเมนูในการใช้งานต้องอ่านแล้วเข้าใจ และใช้งานง่ายโดยแบ่งเป็นหมวดหมู่อย่างชัดเจน, ในส่วนของลิงก์ในการเข้าถึงหน่วยงานอื่น ๆ ต้องทำให้เห็นเด่นชัด และเมื่อคลิกเข้าไปแล้วก็สามารถไปยังหน้านั้นได้ทันที, ในส่วนของแผนผังองค์กร ก็ต้องแยกออกมาให้เห็นเด่นชัด หรือถ้ามีส่วนของแบบฟอร์มการใช้งานก็ต้องมีลิงก์ให้คลิกแล้วสามารถ Download ใช้งานได้ในทันที แบบฟอร์มต้องสั้น ใช้งานง่าย ไม่ควรให้กรอกข้อมูลมากเกินไป เพราะจะทำให้ผู้ใช้งานเบื่อและไม่ใช้งานแบบฟอร์มของหน่วยงาน เป็นต้น ส่วนต่าง ๆ ที่ยกตัวอย่างนี้อาจจะมีเพิ่มเติมได้แล้วแต่รูปแบบการใช้งานของแต่ละหน่วยงาน แต่ต้องมีการวางเมนู หรือปุ่มแยกให้เห็นชัดเจน เพื่อให้สามารถคลิกเข้าไปใช้งานเว็บไซต์ได้ทันที หรือถ้าภายในเว็บไซต์มีการขายสินค้า ก็ต้องมีช่องทางในการติดต่อให้กับผู้ซื้อด้วย เพื่อจะทำให้เกิดความสะดวกในการสั่งซื้อสินค้า หรือถ้าต้องกรอกข้อมูลประกอบการสั่งซื้อก็ไม่ควรให้กรอกข้อมูลมาก และซับซ้อน เพราะจะทำให้ผู้ซื้อรู้สึกไม่อยากซื้อสินค้า
  3. ส่วนที่เป็นช่องทางในการติดต่อหน่วยงานของเว็บไซต์ ควรวางไว้ล่างสุด แต่ต้องให้ข้อมูลที่ครบถ้วน ตั้งแต่ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ เบอร์แฟกซ์ และอีเมล์ นอกจากนี้อาจจะเพิ่มเติมในส่วนของคำแนะนำต่าง ๆ ในการใช้งานเว็บไซต์ ส่วนนี้ถ้าเนื้อหาในส่วนที่สองมีความชัดเจน และใช้งานง่ายอยู่แล้วก็อาจจะไม่จำเป็น

ดังนั้นการวางรูปแบบในการเขียนเว็บไซต์ ทั้ง 3 ข้อเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างมาก ถ้าทำได้ตามนี้รับรองว่าเว็บไซต์ของหน่วยงานคุณจะใช้งานงานง่ายจนสามารถดึงดูดคนให้เข้ามาชมเว็บไซต์รู้สึกเพลิดเพลินจนลืมเวลาอย่างแน่นอน

การเขียนเว็บไซต์แบบใยแมงมุมเชื่อมโยงเว็บเข้าไว้ด้วยกันเพียงแค่การคลิก

การเขียนเว็บไซต์มีหลากหลายรูปแบบ แล้วแต่ความถนัดของผู้เขียนแต่ละคน รูปแบบที่ได้รับความนิยมมีดังนี้ การเขียนเว็บไซต์แบบเรียงลำดับ รูปแบบนี้ในอดีตได้รับความนิยมมากที่สุดเพราะเขียนได้ง่ายที่สุด แต่มีจุดด้อยค่อนข้างมาก เพราะไม่สามารถลิงก์เข้าถึงข้อมูลอื่น ๆ ได้ ทำได้แค่เดินหน้าถอยหลังเหมาะกับเว็บไซต์ที่มีพื้นที่เล็ก ไม่มีความซับซ้อน

ต่อมาพัฒนาการเขียนเว็บไซต์ให้เป็นลำดับขั้น เพื่อแก้ไขจุดด้อยของเว็บไซต์แบบเรียงลำดับ ทำให้สามารถใช้งานได้ง่ายขึ้น สามารถลิงก์เข้าข้อมูลอื่น ๆ ได้แต่ต้องเป็นการวางข้อมูลแบบหลักใหญ่ไปสู่เรื่องย่อยเป็นลำดับขั้นตอน แต่จุดด้อยก็คือยังไม่มีความยืดหยุ่นมากทำให้การเข้าถึงข้อมูลของเว็บไซต์แบบนี้ต้องเรียงลำดับต่อกันเท่านั้น

จากนั้นจึงมีการพัฒนาการเขียนเว็บไซต์ในรูปแบบตาราง ทำให้ความยืดหยุ่นในการเข้าถึงเว็บไซต์มีมากขึ้น เพราะข้อมูลสามารถลิงก์เข้าถึงกันได้ทุกข้อมูล แต่ก็ยังมีจุดด้อยตรงที่ไม่มีอิสระในการเข้าถึงมากนัก ในการเข้าถึงข้อมูลอาจจะต้องมีการย้อนกลับมาในหน้าเดิมเพื่อลิงก์เข้าไปยังหน้าที่ต้องการ ดังนั้นรูปแบบการเขียนเว็บในปัจจุบันจึงมีการออกแบบให้มีความยืดหยุ่นมาก สามารถเข้าถึงลิงก์ต่าง ๆ ได้อย่างอิสระ เสรี นั่นคือการเขียนเว็บไซต์แบบใยแมงมุม

                เขียนเว็บไซต์แบบใยแมงมุมได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน เพราะสะดวกสำหรับผู้ใช้งานอย่างมาก เพราะสามารถลิงก์เข้าสู่ข้อมูลส่วนต่าง ๆ ที่สนใจได้อิสระโดยไม่ต้องย้อนกลับมาเริ่มต้นใหม่ การเข้าข้อมูลของเว็บไซต์รูปแบบนี้เปรียบได้กับลักษณะของใยแมงมุม ที่สามารถเชื่อมต่อกันได้ทุกจุด มีความโยงใยกันแบบซับซ้อนแต่เชื่อมถึงกันได้ ลักษณะการเขียนเว็บไซต์แบบนี้จึงทำให้ผู้ใช้งานรู้สึกสะดวก ใช้งานง่าย และไม่เกิดปัญหาจากการใช้งาน การเขียนก็ไม่มีโครงสร้างที่ตายตัวสามารถปรับให้เหมาะสมกับความต้องการได้ และยังสามารถลิงก์ข้อมูลเข้าถึงเว็บไซต์อื่น ๆ ภายนอกหน่วยงานได้สะดวกรวดเร็วมาก

การเขียนเว็บไซต์แบบใยแมงมุมมีขั้นตอนดังนี้

  1. ควรวางแผนในการเขียนก่อน เพราะการเขียนแบบใยแมงมุมค่อนข้างซับซ้อนกว่ารูปแบบอื่น ดังนั้นผู้เขียนต้องวางเนื้อหา และรูปแบบให้มีความชัดเจนก่อนลงมือเขียน เพราะเวลาเขียนจริงจะได้เขียนแล้วไม่หลุดจากกรอบที่วางไว้
  2. ควรเตรียมข้อมูลต่าง ๆ ให้ครบถ้วน เริ่มตั้งแต่ เนื้อหา รูปภาพ คลิปวีดีโอ รวมถึงลิงก์ของหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อลดเวลาในการเขียนลง แล้วยังช่วยให้การทำงานราบรื่นอีกด้วย
  3. เขียนเว็บไซต์โดยกำหนดความเชื่อมโยงของเว็บไซต์ไว้ให้ชัดเจน ทำลิงก์ข้อมูลสู่หน่วยงานอื่นให้เป็นสัดส่วน และควรทำลิงก์ให้กลับมาสู่หน้าหลักได้ นั่นคือ เมื่อคลิกไปหน้าอื่นแล้วต้องคลิกเพื่อกลับมาหน้าเดิมได้
  4. ออกแบบให้เว็บไซต์มีความสวยงามทั้งรูปแบบ และโทนสี เพื่อกระตุ้นให้คนสนใจเว็บไซต์ และต้องเขียนเว็บไซต์ให้ดึงดูดคนอยากกลับเข้ามาชมอีก
  5. ทดสอบเว็บไซต์ว่าใช้งานได้จริงตามที่ออกแบบไว้หรือไม่ ก่อนนำออกมาใช้จริง

การเขียนเว็บไซต์แม้จะมีหลากหลายรูปแบบ แต่รูปแบบใยแมงมุมเป็นรูปแบบที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในปัจจุบัน เพราะสะดวกต่อผู้ใช้งาน แล้วยังสามารถเชื่อมโยงเว็บไซต์ของหน่วยงานผู้เขียนกับหน่วยงานภายนอกได้ เพื่อให้เกิดประโยชน์ในการใช้งานสูงสุด


5 สิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับเว็บไซต์ อันจะนำไปสู่เว็บไซต์ยอดนิยม

การสร้างเว็บไซต์ทำได้สะดวกและรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันมีโปรแกรมในการออกแบบเว็บไซต์สำเร็จรูปจำนวนมาก ขึ้นอยู่กับความถนัดของแต่ละคน เมื่อสร้างเว็บไซต์แล้วทุกองค์กรก็ต้องการให้เว็บไซต์เป็นช่องทางที่สำคัญในการสร้างความน่าเชื่อถือ ความรู้จักขององค์กรต่อคนทั่วไป และเว็บไซต์จะเป็นช่องทางการติดต่อที่สำคัญระหว่างผู้สร้างกับผู้เข้ามาชม แต่ปัญหาที่สำคัญสำหรับทุกองค์กร คือ เว็บไซต์ที่สร้างขึ้นมาไม่สามารถเข้าถึงกลุ่มคนจำนวนมากได้ จนนำไปสู่การเกิดคำถามที่สำคัญว่า ทำอย่างไรให้เว็บไซต์ขององค์กรได้รับความนิยม และมีคนเข้าชมบ่อย ซึ่งจะทำให้มีการขายสินค้า หรือบริการเพิ่มขึ้น มีคนเห็นความสำคัญ และรู้จักองค์กรเพิ่มมากขึ้น หลาย ๆ องค์กรสร้างเว็บไซต์ขึ้นมา แต่ไม่มีคนเข้ามาชม ก็เหมือนสร้างบ้านที่ไม่มีคนอยู่ หรือบริษัทที่ไม่มีพนักงานทำงานนั่นเอง ดังนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้บ้าน หรือบริษัทของเราเป็นสถานที่อบอุ่น คนอยากอยู่ และอยู่โดยไม่รู้สึกอึดอัดนั้น ต้องมีเทคนิคต่าง ๆ ดังนี้

  1. ต้องสามารถใช้งานได้ง่าย มีช่องสำหรับค้นหาที่ชัดเจน เพื่อทำให้คนทุกเพศ ทุกวัยสามารถเข้าชมเว็บไซต์ได้สะดวก ไม่รู้สึกยุ่งยาก หรือซับซ้อน ใช้โทนสีที่ดูแล้วเพลิดเพลิน สบายตา เพื่อให้ผู้เข้าชมรู้สึกสบายตา  หรืออึดอัด จนไม่อยากเข้าชมเว็บไซต์อีก
  2. มีการเชื่อมโยงไปยังลิงค์ของเว็บไซต์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องได้อย่างสะดวก และรวดเร็ว เพราะหลาย ๆ ครั้งผู้เข้ามารับชมเว็บไซต์เมื่อสนใจ หรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติมก็สามารถดูต่อได้ทันที เพียงแค่คลิกลิงค์ที่ได้สร้างไว้ก็จะทำให้ผู้เข้าชมรู้สึกว่าเว็บไซต์ใช้งายได้จริง และยังดูมีความน่าเชื่อถืออีกด้วย
  3. ต้องพัฒนาให้ใช้งานได้ทุกอุปกรณ์ การสร้างเว็บไซต์ที่ใช้งานได้เพียงแค่ในคอมพิวเตอร์ไม่สามารถตอบโจทย์การใช้งานจริงได้ เพราะในปัจจุบันเทคโนโลยีของเครื่องมือสื่อสารมีความทันสมัยอย่างมาก ทุกคนมีโทรศัพท์มือถือแบบ Smart Phone มีแท็บเล็ต คอมพิวเตอร์จะกลายเป็นสิ่งเกินความจำเป็น ดังนั้นการเข้าถึงเว็บไซต์ต้องสามารถเข้าถึงได้จากทุกอุปกรณ์ เพื่อความสะดวกในการใช้งาน
  4. เนื้อหาต้องดึงดูดให้คนสนใจ โดยเลือกเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับองค์กรเป็นหลัก และพัฒนาเนื้อหาให้ตรงกับเทรน หรือยุคสมัยในปัจจุบันเพื่อกระตุ้นให้ผู้อ่านรู้สึกว่าเข้าถึงได้ง่าย ต้องมีการพัฒนาเนื้อหาอย่างสม่ำเสมอ และ ต้องตรวจสอบความถูกต้องของเนื้อหาต่าง ๆ ก่อนที่จะนำมาเขียนลงในเว็บไซต์ เพียงแค่นี้ก็จะทำให้คนเข้ามาชมเว็บไซต์แบบไม่รู้เบื่อ
  5. ต้องสร้างจุดเด่นสำหรับเว็บไซต์ และองค์กร เพราะจุดเด่นจะทำให้คนรู้สึกสนใจ และมองเห็นถึงความจำเป็นว่าถ้าจะเลือกสินค้า หรือบริการด้านนี้ต้องบริษัทนี้เท่านั้น เพราะบริษัทมีจุดเด่นที่น่าสนใจ และเป็นจุดเด่นที่ไม่สามารถหาได้จากที่อื่น

การสร้างเว็บไซต์แต่ละสถาบันต่างก็ให้ความสนใจประเด็นที่แตกต่างกัน แต่ถ้าสร้างได้ครบทั้ง 5 ข้อที่กล่าวมาแล้วรับรองว่าเว็บไซต์จะได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นอย่างแน่นอน


5 สิ่งที่จำเป็นสำหรับการออกแบบเว็บไซต์ให้น่าสนใจ

เว็บไซต์ถือได้ว่ามีความจำเป็นอย่างมากสำหรับทุกองค์กร เพราะในปัจจุบันเทคโนโลยีที่มีความทันสมัยส่งผลให้รูปแบบของความสัมพันธ์ของคนเปลี่ยนแปลงไป เมื่อคนในสังคมต้องการซื้อสนใจสินค้าหรือบริการ ไม่จำเป็นที่จะต้องเดินทางไปเลือกซื้อถึงบริษัท หรือสถานที่ขายโดยตรง เว็บไซต์กลายมาเป็นช่องทางที่มีความสำคัญอย่างมาก ที่ทำให้ผู้สนใจสินค้าหรือบริการรู้จักผู้ขายสินค้า หรือให้บริการได้ดีที่สุด เว็บไซต์ที่ดี ที่มีความน่าเชื่อถือจะทำให้ผู้ที่ซื้อสนใจ และรู้สึกอยากซื้อสินค้า หรือบริการ ดังนั้นการให้ความสำคัญในเรื่องของการสร้างเว็บไซต์จึงกลายมาเป็นสิ่งที่ทุกองค์กรควรให้ความสนใจ เพื่อสร้างจุดเด่นให้กับองค์กร สินค้า หรือบริการที่ต้องการนำเสนอขายด้วย

                การออกแบบเว็บไซต์ต้องมีความน่าสนใจ และแสดงถึงจุดเด่นต่าง ๆ ขององค์กร รวมไปถึงสินค้า หรือบริการอย่างชัดเจน การออกแบบควรมีลักษณะดังนี้

  1. มีข้อมูลที่ครบถ้วน และชัดเจน ตั้งแต่ข้อมูลของสินค้าหรือบริการ เพื่อให้ผู้ซื้อสามารถเข้าใจถึงลักษณะของสินค้า หรือบริการได้ง่าย ว่าสินค้ามีจุดเด่นอะไร ใช้งานอย่างไร หรือประโยชน์ต่าง ๆ ที่ผู้ซื้อจะได้รับเมื่อซื้อสินค้า หรือบริการ นอกจากนี้ยังต้องให้ข้อมูลของผู้ขายอย่างครบถ้วน เพื่อให้ผู้ซื้อติดต่อได้ง่าย โดยถ้ามีข้อมูลการจดทะเบียนบริษัท หรือทะเบียนพาณิชย์ ก็ควรใส่ข้อมูลให้เห็นชัดเจน
  2. ไม่ควรมุ่นเน้นขายสินค้า หรือบริการมากจนเกินไป เพราะเหมือนเป็นการบีบบังคับ หรือยัดเยียดให้ผู้เข้ามาดูซื้อสินค้าหรือบริการ เป็นสาเหตุให้ผู้เข้ามาชมเว็บไซต์รู้สึกเบื่อ และไม่อยากเข้ามาชมเว็บไซต์อีก การออกแบบเว็บไซต์ควรเน้นที่การให้ข้อมูล เพิ่มเติม เช่น เกร็ดความรู้เพิ่มเติม หรือบทความที่เกี่ยวกับสินค้า และบริการ เป็นต้น เพื่อทำให้ผู้เข้าชมรู้สึกสนใจ เห็นความจำเป็น และอยากซื้อสินค้า หรือบริการเพิ่มมากขึ้น
  3. ควรอัพเดตเว็บไซต์ให้มีความน่าสนใจ และทันสมัยตลอดเวลา โดยใช้ตัวอักษร รูปแบบ คลิปวีดีโอต่าง ๆ เพื่อสร้างความโดดเด่นให้กับเว็บไซต์ ปรับรูปแบบของเว็บไซต์ ในเรื่องของข้อมูลให้มีความทันสมัย โดยอัพเดตบ่อย ๆ เพื่อให้ผู้อ่านรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลง เพื่อกระตุ้นให้ผู้สนใจเข้ามาอ่าน และรู้สึกว่าเมื่อมีคำถามบริษัทก็สามารถตอบได้ในทันที
  4. ควรเน้นที่ความถูกต้องเป็นหลัก เริ่มตั้งแต่การสะกดคำ หรือข้อมูลที่ให้ก็ควรเป็นข้อมูลจริง เพราะจะทำให้ผู้อ่านเว็บไซต์มีความรู้สึกสนใจ และเชื่อถือสินค้า หรือบริการเพิ่มมากขึ้น
  5. ถ้ามีรางวัลของสินค้า หรือบริการก็ควรนำมาประกอบภายในเว็บไซต์ด้วย เพราะสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ผู้เข้ามาชมเว็บไซต์รู้สึกสนใจสินค้าหรือบริการเพิ่มมากขึ้น เพราะมีสิ่งที่เป็นเครื่องการันตีว่าองค์กรมีความน่าเชื่อถือ นอกจากนี้ถ้ามีการรีวิวสินค้า หรือบริการจากผู้ที่เคยซื้อสินค้าหรือใช้บริการแล้วก็จะยิ่งเพิ่มความน่าสนใจของเว็บไซต์

การออกแบบเว็บไซต์มีความสำคัญอย่างมากสำหรับสินค้า หรือบริการ ดังนั้นองค์กรควรให้ความสำคัญในการที่จะพัฒนาเว็บไซต์ของตนเองให้มีรูปแบบที่น่าสนใจเพิ่มมากขึ้น รับรองว่ายอดขายก็จะเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วยอย่างแน่นอน

Mobile Site ทางเลือกใหม่สำหรับการท่องโลกอินเทอร์เน็ต

เว็บไซต์ในอดีตนั้นสามารถเข้าถึงด้วยคอมพิวเตอร์เพียงอย่างเดียว ซึ่งถือได้ว่าเป็นอุปกรณ์ที่มีความจำเป็นอย่างมากสำหรับทุกคนและทุกหน่วยงาน แต่ในปัจจุบันการเข้าถึงเว็บไซต์ของคนส่วนใหญ่ใช้โทรศัพท์มือถือแบบ Smart Phone เป็นหลัก ปัญหาที่สำคัญของการออกแบบเว็บไซต์จากคอมพิวเตอร์ เมื่อนำมาใช้กับเว็บไซต์บนโทรศัพท์มือถือ คือการเข้าถึงค่อนข้างช้า การใช้งานยุ่งยาก หรือการแสดงผลของหน้าจอไม่ครบถ้วน เพราะเว็บไซต์ที่สร้างสำหรับคอมพิวเตอร์มีขนาดค่อนข้างใหญ่ แต่หน้าจอ Smart Phone หรืออุปกรณ์พกพารูปแบบอื่น ๆ มีขนาดเล็ก และความละเอียดของหน้าจอน้อยกว่า ดังนั้นรูปแบบการออกแบบเว็บไซต์ในปัจจุบันมีลักษณะที่เปลี่ยนแปลงไป เน้นที่การออกแบบเว็บไซต์ให้สามารถเข้าถึงได้ทุกอุปกรณ์เป็นหลักสำคัญ

                Mobile Site คือ การออกแบบเว็บไซต์ที่สามารถใช้งานได้บนโทรศัพท์มือถือแบบ Smart Phone เป็นเว็บไซต์อีกเว็บที่ถูกแยกออกจากเว็บไซต์หลัก เหมาะสำหรับการใช้งานสำหรับคนในปัจจุบันที่ใช้งานอินเทอร์เน็ตด้วย Smart Phone หรืออุปกรณ์พกพาอื่น ๆ ข้อดีของ Mobile Site มีดังนี้คือ

  1. Mobile Site ถูกออกแบบให้สามารถใช้งานได้กับทุกอุปกรณ์ แม้จะมีขนาดหน้าจอที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต และ Smart Phone เพราะถูกออกแบบมาให้รองรับสำหรับหน้าจอทุกประเภท
  2. ประหยัดเวลา และค่าใช้จ่าย เพราะเป็นการต่อยอดการสร้างเว็บไซต์จากเว็บไซต์หลักที่มีอยู่แล้ว จึงใช้เวลาน้อยกว่า และค่าใช้จ่ายค่อนข้างถูกกว่า เพราะ Mobile Site ถูกออกแบบมาให้ใช้ได้กับทุกอุปกรณ์จึงไม่ต้องปรับแต่งการใช้งานมากนัก
  3. การใช้งานเว็บไซต์รวดเร็วกว่า เพราะประเภทของไฟล์ของ Mobile Site มีขนาดเล็กกว่า รายละเอียดของเนื้อหาน้อยกว่า ทำให้สามารถเข้าถึงเว็บไซต์ได้รวดเร็วมากกว่า
  4. การใช้งาน Smart Phone มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ การออกแบบ Mobile Site จึงกลายมาเป็นสิ่งจำเป็นที่ตอบโจทย์การใช้งานเว็บไซต์ของคนในยุคปัจจุบันมากกว่า ทำให้คนรู้สึกเชื่อถือเว็บไซต์เพิ่มมากขึ้น เพราะสามารถเข้าถึงได้ทุกแหล่ง ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์พกพาอื่น ๆ ทำให้ Mobile Site สามารถเข้าถึงกลุ่มคนทั่วไปได้ดีกว่า และคนให้ความสนใจมากกว่า
  5. มีรูปแบบ และสีสันที่น่าสนใจ เพราะสามารถปรับแต่งได้ง่ายกว่า ทำให้สามารถดึงดูดผู้ใช้ได้ดีกว่า
  6. รูปแบบมีความทันสมัยเหมาะกับยุคสมัยมากกว่า เนื่องจาก Mobile Site ทำได้ง่าย จึงสามารถปรับเปลี่ยนได้ง่าย นั่นคือ เมื่อเว็บไซต์ล้าสมัยก็ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาในการแก้ไข แต่สามารถสร้างได้ใหม่เพื่อให้ตอบสนองต่อ Lifestyle ของคนรุ่นใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไปได้ตลอดเวลา
  7. ไม่ต้องเสียเวลาในการทำ SEO (Search Engine Optimization) ใหม่ และ SEO สั้นกระชับ เพราะการระบุ SEO ที่ครบถ้วน และมีขนาดยาวต้องอยู่ในเว็บไซต์หลักที่ถูกสร้างด้วยคอมพิวเตอร์แล้ว ดังนั้น การใส่ SEO ใน Mobile Site จึงยกแค่คำสั้น ๆ มาใช้งานได้ทันที

Mobile Site เป็นเว็บไซต์รูปแบบใหม่ที่เหมาะสำหรับคนในยุคปัจจุบันอย่างมาก เพราะ Lifestyle ของคนในยุคปัจจุบันที่ให้ความสำคัญกับการท่องโลกอินเทอร์เน็ตด้วย Smart Phone และอุปกรณ์พกพาอื่น ๆ มากกว่าคอมพิวเตอร์ ดังนั้น Mobile Site จึงกลายเป็นทางเลือกใหม่ของการใช้งานเว็บไซต์ที่ทุกหน่วยงานจำเป็นต้องให้ความสำคัญ และพัฒนาให้สร้าง Mobile Site สำหรับใช้ภายในหน่วยงาน

โทนสีสิ่งจำเป็นที่ส่งผลต่อความน่าสนใจของเว็บไซต์

สิ่งที่จำเป็นสำหรับเว็บไซต์คือเนื้อหาภายในเว็บไซต์ที่ครบถ้วน ต้องประกอบด้วยข้อมูลของสินค้า หรือบริการที่ต้องการนำเสนอ เป็นข้อมูลจริง ห้ามหลอกลวงหรือโฆษณาเกินจริง ข้อมูลของสำนักงานหรือบริษัท ข้อมูลช่องทางการติดต่อที่ครบถ้วน ที่ตั้ง เบอร์โทรศัพท์ อีเมล์ อาจจะมีช่องทางการติดต่อผ่านเว็บไซต์โดยตรง ถ้าจะให้น่าสนใจเพิ่มเติมอาจจะมีส่วนของการอัพเดตข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการ หรืออาจจะมีกระทู้สำหรับถาม ตอบ ของคนที่สนใจสินค้า หรือบริการ นอกจากข้อมูลที่ครบถ้วนแล้วการทำเว็บไซต์ควรให้ความสำคัญกับรูปแบบที่สวยงาม เพื่อทำให้ผู้เข้าชมรู้สึกสนใจ และอยากกลับเข้ามาชมอีกครั้ง และสิ่งที่เป็นปัจจัยสำคัญที่จะดึงดูดคนได้ก็คือเรื่องของ “โทนสี”

                โทนสีที่แตกต่างกันให้ความรู้สึกที่แตกต่างกัน ดังนั้นการใช้สีภายในเว็บไซต์เป็นสิ่งที่มีความจำเป็นอย่างมากในการดึงดูดผู้คนให้สนใจและเข้ามารับชม

1.สีโทนร้อน คือสีสันที่มีความจัดจ้านเห็นแล้วรู้สึกสดใส ไม่ว่าจะเป็น สีแดง สีส้ม สีเหลือง สีเหล่านี้จะช่วยกระตุ้นให้ผู้พบเห็นรู้สึกสดใส มีความสุข และสนใจเนื้อหาในส่วนนี้

2.สีโทนเย็น คือ สีที่เห็นแล้วรู้สึกสบายตา เพลิดเพลิน มองนาน ๆ แล้วรู้สึกสบายตาเพราะสีไม่จัดจ้านเกินไป นั่นคือ สีเขียว สีน้ำเงิน สีโทนนี้เมื่อนำมาใช้จะทำให้คนที่เข้าชมเว็บไซต์ชมได้นาน ๆ ไม่รู้สึกล้าสายตา

3.สีบางสีเป็นได้ทั้งสีโทนร้อน และสีโทนเย็น นั่นคือ สีเหลือง สีม่วง อยู่ที่สีแวดล้อม ถ้าวางไว้บริเวณสีโทนร้อนก็จะรู้สึกร้อนตามไปด้วย

4.สีกลาง เกิดจากผสมของสีสองสีที่เท่ากัน ได้แก่ สีม่วง สีน้ำตาล สีเทา สีเหล่านี้สามารถนำไปผสมได้กับทุกสี เมื่อนำไปใช้จะให้ความรู้สึกกลมกลืน เหมาะสำหรับใช้คั่นระหว่างสีโทนร้อน และสีโทนเย็น เพื่อเบรกความร้อนทำให้มองแล้วไม่รู้สึกจัดจ้านเกินไปจนล้าสายตา และกระตุ้นสีโทนเย็นเพื่อให้รู้สึกสดใส และน่าสนใจมากขึ้น

การใช้โทนสีที่ดี และเหมาะสมมีประโยชน์ ดังนี้

  1. เพิ่มความน่าสนใจในเว็บไซต์ ทำให้เว็บไซต์มีความสวยงามทำให้ผู้อ่านไม่รู้สึกเบื่อ หรือรู้สึกมาสบายตา เช่นเลือกกระตุ้นให้ผู้อ่านสนใจด้วยสีโทนร้อน และทำให้ผู้อ่านรู้สึกสบายตาด้วยสีโทนเย็น ในขณะเดียวกันทำให้ผู้อ่านอยากกลับเข้ามาอ่านซ้ำด้วยสีโทนกลาง เป็นต้น
  2. ทำให้เกิดสัดส่วนที่ชัดเจนในเรื่องของเนื้อหา สีที่ต่างกันก็ควรให้ข้อมูลที่มีความแตกต่างกัน เช่น เนื้อหาที่เป็นสินค้าหรือบริการของบริษัท ใช้สีโทนร้อนเพื่อกระตุ้นความสนใจ ในขณะเดียวกันส่วนที่เป็นข้อมูลทั่วไปของบริษัทควรใช้สีโทนเย็น และช่องทางการติดต่อควรใช้สีโทนกลาง เป็นต้น

สีสันที่ต่างกันส่งผลต่อความรู้สึกที่แตกต่างกัน ดังนั้นการใช้สีที่เหมาะสมก็จะช่วยดึงดูดให้คนเข้ามาชมเว็บไซต์เพิ่มมากขึ้น และยังส่งผลต่อการกลับเข้ามาชมเว็บไซต์ในครั้งต่อไป

UX และ UI ดีมีชัยไปกว่าครึ่ง การทดสอบสุดสำคัญก่อนการเปิดใช้จริง

                UX และ UI ถือเป็นอีกหนึ่งขั้นตอนในการออกแบบเว็บไซต์ที่สำคัญอย่างมาก UI หรือ User Interface คือหน้าตาและการใช้งานต่าง ๆ ที่ผู้ใช้งานใช้ และ UX คือ User Experience หรือก็คือประสบการณ์การใช้งานของผู้ใช้ ข้อมูลที่ได้จากการเก็บ Persona หรือทดลองใช้งานระบบของเรา หลังจากที่เราพัฒนาถึงขั้น Prototype หรือมีตัวต้นแบบออกมาแล้ว เราต้องทำการทดสอบการใช้งานจากผู้ใช้งานจริง เพื่อดูว่าผลลัพธ์ที่ได้นั้นตรงกันกับความคิดที่เราคาดการณ์ไว้หรือไม่

หลายคนอาจจะมีคำถามขึ้นมาในใจว่า นี่คือขั้นตอนที่เป็นหน้าที่ของ Tester หรือไม่ ความเป็นจริงแล้วจะพูดแบบนั้นก็ได้ แต่ก็ไม่ใช่ร้อยเปอร์เซ็นต์ เนื่องจากคำว่า Tester นั้น เราสามารถมองในความของฝั่งผู้พัฒนาได้ว่าเป็นคนทดสอบระบบ เพื่อที่ตั้งใจจะหาจุดบกพร่องให้ได้มากที่สุด ก่อนที่จะนำไปให้กลุ่มตัวอย่างของผู้ใช้งานได้ทดลองใช้จริง พูดง่าย ๆ ก็คือถ้า Tester จะเป็นการทดสอบเพื่อหา Bug โดยเฉพาะ แต่ถ้าเป็นการ UX คือการเก็บข้อมูลเพิ่มเติม รวมไปถึงคำแนะนำต่าง ๆ จากมุมมองของผู้ใช้งาน เพื่อที่จะนำมาปรับปรุงแก้ไข

ในรายละเอียดของการสร้าง UI จริง ๆ แล้วมันคือหน้าตาของตัวเว็บไซต์เท่านั้น หรือที่เราเรียกกันว่า Font-EN นั่นเอง ซึ่งเรามารถที่จะออกแบบในรูปแบบไหนก็ได้ บางคนอาจจะเริ่มจากการออกแบบหน้าตาบน Adobe Photoshop หรือ Web Design อย่าง Wix.com เพื่อที่จะให้เห็นหน้าตาคร่าว ๆ ที่พอใจก่อน แต่แน่นอนว่าเรายังไม่สามารถเอาไปทำ UX ได้ เนื่องจากยังไม่มีฟังก์ชัน หรือการทำระบบของ Back-EN ที่เป็นฝั่งของตัวระบบการใช้งานของเว็บไซต์เลย ในส่วนนี้เราอาจจะจำเป็นที่จะต้องหาคนที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับเรื่องของคอมพิวเตอร์พอสมควร เช่นเรื่องของ PHP, Node.js หรือ Angular.js เป็นต้น หลังจากที่เราได้ UI ที่พอใจ และจัดการวางระบบการใช้งานในฝั่งของ Back-EN ได้แล้ว ก็จะออกมาเป็น Prototype หรือตัวต้นแบบนั่นเอง ไม่ควรจะมีการสลับขั้นตอน หรือข้ามขั้นตอนใด ๆ เพราะเราจะไม่ได้ผลลัพธ์ที่แท้ที่เสถียรและเป็นจริงเท่าที่ควร เมื่อถึงจุดนี้ เราจึงจะสามารถนำเจ้าตัวต้นแบบนี้ไปให้กลุ่มตัวอย่างของผู้ใช้งานทดสอบได้ ในการทำ UX นั้น ไม่ใช่แค่ให้ผู้ใช้งานลองเล่นตัวต้นแบบของเรา และรอเก็บคอมเม้นต์จากเขาเท่านั้น แต่สิ่งสำคัญมากที่ต้องคำนึงเลยคือเราควรจะมีการตั้งคำถามที่ดี และเหมาะสมกับการทดสอบระบบ เนื่องจากกลุ่มตัวอย่างไม่รู้รายละเอียดย่อยของตัวเว็บไซต์ รวมไปถึงฟังก์ชันการทำงานทั้งหมด ดังนั้นถ้าเราปล่อยให้เขาลองเล่นเอง แน่นอนว่าเราจะไม่ได้ผลทดสอบของทุกฟังก์ชันอย่างแน่นอน เราจึงต้องทำ Satisfaction Test และ Usability Test ขึ้นมาเพื่อเป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับการใช้งานในด้านความพึงพอใจและด้านการใช้งาน

ทุกขั้นตอนในกระบวนการพัฒนาหรือออกแบบเว็บไซต์นั้นถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และสำคัญพอสมควร นอกจากเราควรจะทำให้ครบ ทำอย่างละเอียด เรายังควรที่จะต้องทำทุกอย่างตามขั้นต่อ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ได้ผลดีมากที่สุดอีกด้วย

 

ออกแบบเว็บไซต์ที่ไหนก็ได้ไม่ต้องมีคอมพิวเตอร์ ใช้แค่สมาร์ทโฟนก็พอแล้ว

                หลายคนนึกภาพว่าการออกแบบเว็บไซต์นั้น จำเป็นจะต้องมีคอมพิวเตอร์ โปรแกรม หรือตัว code generator ต่าง ๆ เพื่อใช้ในการออกแบบรูปร่างหน้าตาของเว็บไซต์ ทำการวางระบบและลงมือเขียนโค๊ตขึ้นมาเพื่อให้เว็บไซต์สามารถใช้งานได้จริง แต่แน่นอนว่าถ้าไม่คอมพิวเตอร์ ก็ไม่สามารถทำอะไรได้เลยนอกจากเอากระดาษมาวาดออกแบบตัวหน้าตาเว็บไซต์คร่าว ๆ แต่ตอนนี้ไม่จำเป็นอีกต่อไปแล้ว ณ ปัจจุบันมีทางเลือกให้ผู้ที่ต้องการจะทำเว็บไซต์ขึ้นมา โดยที่ไม่ต้องใช้คอมพิวเตอร์ก็สามารถทำได้

อาจจะมีคนที่นึกถึงพวก Code Generator ที่เปิดให้ซื้อมาใช้งานบนมือถือ แต่นั่นก็ยังไม่ใช่อยู่ดี สิ่งที่จะนำเสนอในบทความนี้ก็คือ SimpleDifferent แอปพลิเคชันบนมือถือที่เปิดให้ทุกคนสามารถเข้าไปสร้างเว็บไซต์ใช้งานเองได้ทุกที่ ทุกเวลา เพียงแค่มีสมาร์ทโฟนเท่านั้น

แอปพลิเคชันสำหรับคนออกแบบเว็บไซต์ ความสะดวกสบายที่เบากระเป๋า

                หลายคนที่จำเป็นต้องเดินทาง หรือทำกิจกรรมที่ไม่อยู่กับที่สักเท่าไร แต่มีงานที่จำเป็นต้องออกแบบหรือสร้างเว็บไซต์ขึ้นมา แนะนำให้ลองโหลดเจ้าแอปพลิเคชัน SimpleDifferent ตัวนี้มาลองใช้งานดู เป็นแอปพลิเคชันที่มีทั้ง Android และ iOS ให้ได้โหลดมาใช้งานกัน มันเป็นแอปพลิเคชันที่ไว้สำหรับใช้ในการออกแบบเว็บไซต์ที่มีข้อดีมากมาย

  • สามารถแก้ไขและปรับปรุงตัวเว็บไซต์ได้จากโทรศัพท์สมาร์ทโฟนของคุณ
  • ไม่ต้องติดตั้งหรือมีการเขียนโค๊ตใด ๆ
  • มีลักษณะการใช้งานที่ง่าย และไม่ซับซ้อน
  • ไม่มีการทำโฆษณาใด ๆ ลงบนเว็บที่คุณสร้าง
  • ไม่มีข้อจำกัดต่าง ๆ ทางเทคนิค

ถือว่าเป็นอีกหนึ่งแอปพลิเคชันที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก ระบบการทำงานของตัวแอปพลิเคชันนั้นไม่ยุ่งยากและซับซ้อนเลย จะมีไอคอนต่าง ๆ ที่สามารถเข้าใจได้อย่างง่ายดาย การออกแบบและตกแต่งก็สามารถทำได้แค่เพียงปลายนิ้วสัมผัส มีโหมดการใช้งานมากมายให้ผู้ใช้งานได้เลือกใช้กัน รวมไปถึงคู่มือการใช้งานต่าง ๆ ที่เราสามารถเข้าไปอ่านรายละเอียดได้ ถือเป็นช่องทางที่ใช้ในการออกแบบได้ดี รวดเร็ว และสะดวกสบายมาก นอกจากนี้ทาง SimpleDifferent ยังมีการให้เช่า Web Hosting หรือ Web Server ที่ราคาที่ไม่แพงมากอีกด้วย เวลาที่ต้องการจะใช้งานก็แค่ล็อกอินเข้าไปใน Account ของเรา และเริ่มทำการเลือกฟังก์ชันต่าง ๆ ได้ทันที ไม่ว่าจะสร้างเว็บใหม่ แก้ไขเว็บไซต์ของเรา หรือจะเป็นเรื่องของการตั้งค่าความปลอดภัยและรายละเอียดของ feedback และการขอความช่วยเหลือต่าง ๆ

เป็นอีกหนึ่งแอปพลิเคชันที่สายออกแบบเว็บไซต์ไม่ควรพลาด นอกจะมีเรื่องของความสะดวกสบายแล้ว ใคร ๆ ก็สามารถที่จะทำได้ เรียนรู้ได้ไม่ยาก เนื่องจากทาง SimpleDifferent ได้ออกแบบลักษณะการใช้งานให้ง่าย และรวดเร็วอีกด้วย สำหรับใครนักออกแบบหรือพัฒนาเว็บไซต์คนไหนที่ยังไม่มี รีบไปหาโหลดมาลองใช้กันเลย