ออกแบบเว็บไซต์

การออกแบบเว็บไซต์แบบเบื้องลึกที่น่ารู้ ประโยชน์สำหรับคนเขียนเว็บทั้งหลาย

                หนึ่งสิ่งสำคัญที่ต้องมีในการออกแบบอย่างละเอียดนั้น ก็คือลักษณะการทำงานของระบบเว็บไซต์ ซึ่งได้มีการพัฒนาระบบการทำงานมามากมาย ถือเป็นทางเลือกให้นักออกแบบทั้งหลายได้ใช้กัน เริ่มจากยุคแรกของการออกแบบเว็บไซต์ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้น และนิยมใช้กันอย่างมาก นั่นคือการใช้งาน HTML, CSS, หรือ PHP ในการทำงานเว็บไซต์ โดยที่ระบบการทำงานทั้งหมดจะอยู่ที่ Server

ผู้ใช้งานจะเข้ามาใช้งานเว็บไซต์เรา จากนั้นเว็บไซต์เราจะทำการขอคำร้องต่าง ๆ ไปที่ server เพื่อให้ server ส่งข้อมูลกลับมา ซึ่งข้อมูลจะถูกส่งมาและนำไปไว้ในรูปแบบของ HTML บนเว็บไซต์ที่เราเห็นกัน โครงสร้างการทำงานแบบนี้มีข้อดีคือมีระบบดี ๆ ให้เลือกใช้มากมาย และราคาค่าใช้จ่ายต่าง ๆ มีราคาถูก แต่แน่นอนว่า Server จะถูกใช้งานอย่างหนัก

เมื่อเวลาผ่านไป ก็ได้มีการพัฒนาอีกรูปแบบหนึ่งขึ้นมา คือการใช้ JavaScript เป็นตัวกลางระหว่าง Server กับ Web browser มีหน้าที่ทำให้จัดการการดังข้อมูลต่าง ๆ และแสดงผลข้อมูลให้ง่ายขึ้น โดยเริ่มจากการที่ผู้ใช้งานส่ง request ไปที่ web browser จากนั้น web browser จะส่งข้อมูลไปที่ server และถูกเก็บใน Database จากนั้นก็จะทำการส่งกลับมาจาก Database กลับมาถึง Web browser เป็นทอด ๆ ไป วิธีนี้ทำให้มีการโหลดเว็บเพื่อแสดงผลมีความเร็วมาก และลดจำนวนภาษาที่จำเป็นลง เพราะ JavaScript นั้นสามารถเป็น Server ได้แล้ว โดยการใช้ NodeJS แต่มันจะใช้งานลำบากสำหรับคนที่ต้องการที่ไม่ค่อยต้องการที่จะศึกษาระบบการทำงานแบบใหม่ ๆ ซึ่งในระบบโครงสร้างการทำงานรูปแบบนี้มีหนึ่งสิ่งใหม่ที่น่าสนใจ นั่นคือ React

React การทำเว็บไซต์รูปแบบใหม่ สำหรับคนยุคใหม่

React ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาใช้กับโครงสร้างการทำงานแบบนี้โดยเฉพาะ ถือเป็น JavaScript Library ซึ่งตอนนี้ถูก

พัฒนาออกมาใช้งานได้ในการทำแอปพลิเคชันที่เรียก React Native อีกด้วย เป็นที่นิยมอย่างมากในตอนนี้ ซึ่ง React นั้นมี concept ที่สามารถเข้าใจได้ง่าย และจะมีประโยชน์มากสำหรับคนที่มีความเข้าใจเรื่องในการเขียน JavaScript ตอนนี้มีมหาวิทยาลัยหลายที่เริ่มสอนวิธีการออกแบบโครงสร้างเว็บไซต์แบบใหม่นี้ แทนการทำโดยใช้ HTML ที่เชื่อมต่อกับ Server โดยตรง

แต่ไม่ใช่ว่าการออกแบบการทำงานของเว็บไซต์แบบแรกนั้นผิด ปัจจจุบันก็ยังมีคนที่ใช้งานแบบนี้อยู่ แต่การทำเว็บไซต์แบบใหม่โดยใช้ React นั้นเป็นแค่อีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคนที่ต้องการให้มีการทำงานเว็บไซต์ที่ง่ายขึ้น รวมไปถึงเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ให้ทันโลก ที่สำคัญคือเลือกรูปแบบที่เหมาะที่สุดและสามารถใช้งานมันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด ถ้าเราไม่เชี่ยวชาญกับสิ่งใหม่ และไม่ทำการศึกษาก่อน แน่นอนว่าผลลัพธ์ที่ออกมานั้นมีแค่เสีย แต่ถ้าเราชำนาญกับระบบแบบเดิมมากกว่า และยังใช้มันต่อไป แน่นอนว่าสิ่งที่ได้มานั้นมีคุณภาพมากกว่าแน่นอน

 

ใช้งานได้ดีจริงหรือ Template เว็บไซต์ หน้าเว็บสำเร็จรูปที่ไม่จำเป็นต้องออกแบบ

                หลาย ๆ ครั้งที่เรามีความรู้เรื่องของการเขียนเว็บ และออกแบบฟังก์ชันต่าง ๆ เราสามารถทำได้ด้วยตัวเอง แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าเราไม่ได้เชี่ยวชาญหรือมีความรู้ด้านการออกแบบเลย ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากของเว็บไซต์ เราก็ไม่สามารถทำเว็บไซต์ให้สมบูรณ์ได้ เป็นอีกหนึ่งข้อจำกัดสำหรับคนที่ต้องการจะเขียนเว็บเอง แต่ไม่มีความรู้ในด้านการออกแบบ UI (User Interface)

ในตอนนี้มี source หลายแห่งที่เริ่มมีการปล่อย template ต่าง ๆ ออกมาให้ดาวน์โหลดกัน ไม่ว่าจะเป็น template สไลด์ของ Microsoft PowerPoint รูปแบบเอกสารของ Word Template ของแอปพลิเคชัน หรือ Template ของเว็บไซต์รูปแบบต่าง ๆ ซึ่งการใช้ Template เว็บไซต์ต่าง ๆ ก็มีมีข้อดีอยู่มากมาเช่น

  • ผู้ใช้งานจะได้ UI ที่ดีดู เหมาะสม และลงตัวอย่างมาก เนื่องจาก template ที่ได้มีการออกแบบไว้ให้เราได้เอาไปใช้งานนั้น ส่วนใหญ่ถูกออกแบบมากจากคนที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในการออกแบบ ซึ่งทั้งเรื่องของสี Header หรือ Footer ต่าง ๆ จะถูกออกแบบมาให้สอดคล้องกันอย่างลงตัว
  • มี Template ให้เลือกมากมายหลากหลายแบบ ขึ้นอยู่กับประเภทของเว็บไซต์ที่เราต้องการจะสร้าง ซึ่งในแต่ละประเภทก็จะมีการแบ่งแยกย่อยเป็นสไตล์ไปอีก ทั้งเรื่องของสี ฟอนต์ และจากจัดวางต่าง ๆ
  • มีการปล่อยให้โหลด template ได้ฟรี รวมไปถึงบางเว็บไซต์สามารถนำมา customize ต่อได้
  • ส่วนใหญ่สามารถ preview template ก่อนที่โหลดได้ เพื่อช่วยผู้ใช้งานในการตัดสินใจก่อนจะนำไปใช้
  • มีการอัพเดทตัว template ใหม่ ๆ อยู่ตลอดทุกปีให้ทันสมัยและน่าใช้งานอยู่ตลอดเวลา

นับกันจริง ๆ แล้ว ถือว่าเป็นสิ่งที่ช่วยอำนวยความสะดวก และมีประโยชน์ต่อนักพัฒนาเว็บไซต์อย่างมาก แต่ไม่มีสิ่งใดที่จะมีข้อดีเสมอไป และไม่มีอะไรที่ได้มาฟรี ๆ จริงอยู่ที่ template ขนิดต่าง ๆ มีให้โหลดอยู่ทั่วไปในเว็บไซต์ แต่ก็มีขั้นตอน หรือความยุ่งยากอยู่ ถือว่าเป็นข้อเสียของการโหลด template ตามเว็บไซต์ ตัวอย่างเช่น

  • การที่จะโหลด template แบบฟรี ๆ ตามที่หน้าเว็บบอกไว้นั้น มีอยู่น้อยมากที่จะปล่อยให้โหลดฟรี จริง ๆ มันเป็นการโฆษณาให้คนสนใจและเข้ามาชมเว็บ จุดประสงค์คือการขาย template ซึ่งอาจจะมีให้เลือกดู หรือ preview ดูได้ก่อน หลังจากนั้นก็ให้ดาวน์โหลด แต่มีเงื่อนไขคือต้องจ่ายเงินเท่านี้ ๆ ก่อน จึงจะโหลดได้
  • ถ้าเป็นเว็บที่มีการปล่อยให้ผู้ใช้งานดาวน์โหลดได้ ก็จะเป็นลักษณะของตัวทดลอง หรือเป็น template ขั้นพื้นฐาน ที่จะไม่มีรายละเอียดอะไร มีแค่สีกับ ตำแหน่ง Header Footer ของเว็บที่ให้มาเท่านั้น ถ้าอยากได้แบบที่ดูใน preview ก็ต้องจ่างเงินเช่นกัน
  • ถึงแม้จะดาวน์โหลดได้ แต่อาจจะมีการติดลายน้ำของชื่อเว็บไซต์นั้นไว้ เพื่อไม่ให้สามารถเอาไปใช้งานจริงได้

อย่างที่กล่าวไปว่าข้างต้นว่าการใช้ template ที่ถูกออกแบบมาแล้วนั้นย่อมดีกว่าการออกแบบหน้าเว็บที่ต้องนำไปใช้งานจริงด้วยตัวเอง แต่ถึงอย่างไร ถ้าอยากที่จะได้หน้าเว็บดี ๆ สวย ๆ แต่อาจจะไม่ต้องจ้างคนออกแบบที่มีค่าใช้จ่ายพอสมควร เราสามารถซื้อ template เหล่านี้มาใช้ได้ แน่นอนว่ามีค่าใช้จ่ายในการซื้อ แต่ส่วนใหญ่ถูกกว่าการจ้างคนมาออกแบบ หรือถ้าใครที่ไม่ได้ซีเรียสอะไร แค่ใช้ในการศึกษาหรือลองฝึกทำ ก็สามารถโหลดจากเว็บที่มีให้โหลดฟรีได้ แต่อาจจะไม่สวยและขาดรายละเอียดต่าง ๆ ไป รวมไปถึงลายน้ำของเว็บไซต์ที่ให้ ก็ขึ้นอยู่กับการใช้งานของแต่ละคน

 

Bootstrap Framework ตัวช่วยชั้นดีของคนทำเว็บไซต์สมัยใหม่

คนที่เป็น website developer (ผู้พัฒนาเว็บไซต์) ไม่มีใครไม่รู้จัก HTML ภาษาที่ใช้สร้างเว็บไซต์ที่ใช้กับทั่วโลก รวมไปถึง CSS Component ที่ใช้ในการตกแต่งหน้าเว็บให้ดูมีสีสันและออกมาเป็นสไตล์ที่ต้องการได้ หรือบางฟังก์ชันอาจจะมีการใช้ JavaScript เขียนฟังก์ชันออกมา เรื่องเหล่านี้คนทำเว็บคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เป็นสิ่งที่ฝึกทำกันตั้งแต่เริ่มต้น ไปจนถึงการทำเว็บขายเป็นอาชีพ แต่ยุคที่เทคโนโลยีถูกพัฒนาไปไกลแบบปัจจุบันนี้ สมาร์ทโฟนเข้ามามีบทบาทอย่างมากในสังคมและวงการธุรกิจ เนื่องจากผู้คนเลือกใช้สมาร์ทโฟนในการทำทุกอย่าง แม้กระทั่งการเข้าเว็บไซต์ ซึ่งปัญหาของการเขียนแบบเก่าเกิดขึ้นตรงที่ Font-EN (หน้าตาของเว็บไซต์) ไม่ตอบสนองต่อหน้าจอขนาดต่าง ๆ ของสมาร์ทโฟนหรือสมาร์ทดีไวซ์ต่าง ๆ

ผลที่ได้ก็คือ format ต่าง ๆ ที่ถูกออกแบบมาให้อยู่ในตำแหน่งที่สวยงาม เวลาเปิดเว็บไซต์เคลื่อนที่จนเสียรูปแบบ

หรือถูกบีบจนไม่เป็นทรง เมื่ออยู่บนสมาร์ทโฟน นอกจากผู้ใช้งานจะเห็นหน้าตาที่ประหลาดของเว็บไซต์แล้ว ปุ่มการใช้งานต่าง ๆ ก็ยากที่จะหาเจอได้ เป็นข้อเสียที่น่าเป็นห่วงพอสมควร ด้วยเหตุนี้ Bootstrap จึงถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเป็น framework ทางเลือกอีกอัน ที่จะสามารถแก้ไขปัญหา Web Responsive Design (การออกแบบหน้าตาของเว็บให้ตอบสนองเข้ากับทุกอุปกรณ์) ได้

Bootstrap ถูกพัฒนาขึ้นโดยบริษัทที่หลายคนในโลกใช้งานโซเชียลมีเดียที่บริษัทนี้เป็นคนสร้างอยู่ นั่นคือ Twitter นั่นเอง และยังถูกพัฒนาต่อเรื่อย ๆ จากทั่วทุกมุมโลก โดย Twitter เล็งเห็นถึงปัญหาในด้านการแสดงผลหน้าตาของเว็บไซต์ รวมไปถึงเทรนของการใช้สมาร์ทโฟนที่มากขึ้นเรื่อย ๆ จึงตัดสินใจทำ Bootstrap ที่เป็น framework ที่รวม HTML CSS และ JavaScript รวมอยู่ด้วยกัน โดยตามหลักแล้วการทำงานในลักษณะ coding หรือการ design ต่าง ๆ นั้นจะมีแนวทางการทำและการออกแบบที่ต่างกัน เพราะฉะนั้นอาจจะทำให้เกิดความสับสนขึ้นเวลาทำงานร่วมกัน Bootstrap จึงเป็นอีกตัวที่ช่วยให้ทุกคนทำตาม framework ที่กำหนดไว้ และให้งานออกมาไปในทิศทางเดียวกัน

หลายคนอาจจะสงสัยหรือมีความคิดว่า นี่เป็นเทรนใหม่ที่เข้ามา มันต้องยากหรือซับซ้อนมากแน่ ๆ แต่ความจริงแล้วไม่ได้มีอะไรที่ยากเลย ถ้าเขียนแบบใช้ HTML แบบปกติได้ ก็สามารถที่จะเขียน Bootstrap ได้ เนื่องจากหลักการทำงานหรือ component ต่าง ๆ แทบที่จะไม่ต่างกับการเขียนเว็บแบบเดิมเลย แต่สามารถทำให้เว็บที่เขียนนั้นออกมามี format ที่ถูกต้องและเป็น Responsive Website ได้ ที่สำคัญคือเป็น framework ที่ไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ สามารถโหลดตัว Bootstrap มาใช้ได้จากเว็บไซต์แบบฟรี ๆ ได้เลย รวมไปถึงการ install หรือส่วน extension ต่าง ๆ ก็ไม่มีค่าใช้จ่าย และมีวิธีการที่ไม่ซับซ้อน เป็นอีกหนึ่ง framework ที่มาแรงแซงทางโค้งอย่างมาก ที่นักพัฒนาเว็บไซต์ทั้งหลายควรนำไปใช้ เพื่อให้เว็บไซต์มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น

 

Algorithm ที่ใช้ในการเข้ารหัสเพื่อความปลอดภัยของเว็บไซต์คุณ

                ในยุคมีการกระทำผิดทางโลกอินเตอร์เน็ตและมีกฎหมายพ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ขึ้นมา เรื่องความปลอดภัยของข้อมูลต่าง ๆ ในเว็บไซต์นั้น เป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามเป็นอย่างยิ่ง ทุกข้อมูลที่เวียนอยู่ในเว็บไซต์ของเราจึงจำเป็นต้องมีระบบป้องกันข้อมูลรั่วไหล หรือต่อให้สามารถแทรกแทรงเข้าไปเอาข้อมูลออกมาได้ ก็ไม่สามารถใช้งานได้ เนื่องจากต้องทำการเข้ารหัสก่อน จึงจะสามารถเห็นข้อมูลที่แท้จริงได้ เรียกว่าการเข้ารหัสเพื่อความปลอดภัยของเว็บไซต์ การเข้ารหัสข้อมูลนั้นมีอยู่หลายแบบตัวอย่างเช่น Symmetric Encryption การเข้ารหัสข้อมูลแบบดั้งเดิมและถูกพัฒนาขึ้นมาเป็น Asymmetric Encryption ซึ่งในกลุ่มของ Asymmetric Encryption นั้นจะมี Algorithm ในการถอดรหัสอยู่สามกลุ่มคือ DES 3DES และ AES ซึ่งเป็นระบบการถอดรหัสแบบ Secret Key หมายถึงการใช้ Secret Key เป็นเหมือนกุญแจในกระบวนการ Decryption และ Encryption ข้อมูล

เนื่องจากข้อมูลที่เราต้องการจะทำให้มีความปลอดภัยนั้น จำเป็นต้องมีการ Decrypt Encrypt ก่อน การ Decrypt ข้อมูลคือการนำเอาข้อมูลดิบมาแปลงให้กลายเป็นรหัสเฉพาะที่ไม่สามารถอ่านได้ เมื่อข้อมูลถูกส่งถึงปลายทาง ข้อมูลที่ได้รับการ Encrypt แล้วจะถูกนำเข้าไปในการ Decryption เพื่อแปลงข้อมูลที่อ่านไม่ออกนั้นออกมาเป็นผลลัพธ์ ซึ่ง algorithm แบบนี้นั้นมีความปลอดภัยและแน่นหนาอยู่พอสมควร นี่เป็นระบบการเข้ารหัสแบบ DES เรียกได้เลยว่าเป็น algorithm ที่ยังหาจุดอ่อนไม่ได้เลย แต่มีปัญหาตรงที่ความยาวของบิตในการใช้งานที่มีน้อยเกินไป สุดท้ายก็จึงถูกเลิกใช้งานไป หลังจากนั้นก็มีการพัฒนา algorithm นี้ออกมาอีกครั้ง นั่นคือ Triple DES ซึ่งใช้ระบบการทำงานแบบเดียวกับ DES แต่ข้อแตกต่างอยู่ที่มีการใช้ algorithm แบบ DES ถึงสาม Key และทำระบบ DES สามครั้ง จึงทำให้ความยาวของบิตนั้นยาวขึ้น

นอกจาก Triple DES แล้ว ก็ยังมีการการพัฒนาต่อจนได้ออกมาเป็น AES หรือเรียกอีกอย่างว่า (Advanced Encryption Standard) เป็น Algorithm รูปแบบใหม่ที่ดีกว่า DES หรือ Triple DES  algorithm ที่ผ่านมา โดยมีความเร็วในการทำงานที่ดี และใช้พื้นที่หน่วยความจำน้อย ซึ่งตอนนี้เป็นที่นิยมใช้งานกันอย่างมาก แต่ไม่ได้มีแค่การถอดรหัสแบบ Secret Key แบบนี้เท่านั้น ยังมีอีกมากมายหลายแบบไม่ว่าจะเป็น IDEA ที่ทำงานต่างกับ DES ตรงที่มีการสร้างคีย์ย่อย ๆ และตัวฟังก์ชั่นการทำงานต่าง ๆ หรือ blowfish ที่เป็น algorithm ที่ใช้พื้นที่ในการทำงานน้อยมาก รวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงค่าความยาวของคีย์ได้ ซึ่ง algorithm เหล่านี้มีให้ศึกษาและเลือกใช้งานกันได้ตามความเหมาะสมของแต่ละคน

ไม่ใช่แค่เรื่องการออกแบบหน้าเว็บไซต์ที่สวยงาม หรือทำให้ผู้ใช้งานสามารถใช้ได้ง่ายขึ้นเท่านั้น เรื่องความปลอดภัยก็จำเป็นต้องมีการออกแบบระบบความปลอดภัยของระบบและข้อมูลเป็นสิ่งสำคัญ นักออกเว็บไซต์ทั้งหลายควรให้ความสนใจ เพื่อไม่ให้ข้อมูลนั้นรั่วไหลได้

 

อธิบายหมดเปลือก อะไรคือข้อแตกต่างระหว่างการออกแบบเว็บไซต์ด้วยตัวเอง และการจ้างผู้เชี่ยวชาญ

สำหรับบริษัทหรือร้านค้าที่ไม่ใหญ่มาก แต่อยากมีเว็บไซต์เป็นของตัวเอง ต่างก็คงกังวลเรื่องการออกแบบเว็บไซต์ ว่าควรจ้างผู้เชี่ยวชาญหรือออกแบบด้วยตนเองดี เนื่องจากปัจจุบันก็มีเครื่องมือช่วยออกแบบเว็บไซต์อยู่หลายตัว ซึ่งมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่าการจ้างผู้เชี่ยวชาญมากออกแบบเว็บไซต์ แต่หากมองในเชิงคุณภาพนั้นก็คงไม่สามารถรับประกันได้ว่าสิ่งที่เราคิดว่าดีนั้นดีจริงหรือไม่ในมุมมองผู้ที่เข้นมาใช้งานเว็บไซต์
ดังนั้นในเมื่อหลาย ๆ คนก็ต่างสงสัย เราจึงได้เตรียมข้อมูล 5 ข้อแตกต่างระหว่างการออกแบบเว็บไซต์ด้วยตัวเองและจ้างผู้เชี่ยวชาญออกแบบ ที่จะมาช่วยไขข้อสงสัยให้กับทุกคน รวมถึงทำให้คุณตัดสินใจได้ง่ายขึ้นว่าควรลงทุนกับการจ้างออกแบบหรือไม่

  1. การออกแบบเว็บไซต์ด้วยตนเองมีราคาต่ำกว่าการจ้างออกแบบมากกว่าสามเท่าโดยประมาณ ในการออกแบบด้วยตนเองนั้น จะเสียค่าใช้จ่ายในการของใช้เครื่องมือออกแบบแบบจับวางหรือ Drag and Drop เท่านั้น ซึ่งก็จะเป็นแบบเลือกฟังก์ชันต่าง ๆ แล้วลากมาวางได้เลย การจ้างผู้เชี่ยวชาญมากออกแบบนั้นจะใช้งบประมาณมาก อาจจะอยู่ที่หลักพันถึงหลักหมื่นแล้วแต่ความยากง่ายซับซ้อน ไปจนถึงชื่อเสียงและความสามารถของผู้ออกแบบก็จะทำให้ราคาต่างกันได้
  2. การออกแบบเว็บไซต์เองนั้นจะตรงตามที่ต้องการมากกว่า อีกทั้งยังปรับปรุงได้ง่าย ประโยคที่ว่าไม่มีใครเข้าใจเราได้ดีเท่าที่เราเข้าใจ และลงมือทำด้วยตัวเองนั้นเป็นเรื่องจริง บางครั้งการที่เรากำหนดคอนเซ็ปต์งานไป คนที่รับงานอาจไม่เข้าใจหรือเข้าใจแต่สื่อออกมาได้ไม่ตรงตามที่เราต้องการเท่าที่ควร อีกทั้งเว็บไซต์นั้นจะต้องมีการปรับปรุงอัพเดตเรื่อย ๆ หากเราออกแบบด้วยตนเองก็จะแก้ไขได้ง่ายกว่า
  3. การจ้างออกแบบ จะได้เว็บไซต์ที่เข้าใจผู้ใช้งานมากกว่า สำหรับการจ้างออกแบบนั้นที่ต้องจ่ายเงินมากกว่าเนื่องจากผู้ออกแบบต้องใช้เวลาศึกษาหาความรู้ในด้านต่าง ๆ ก่อนมารับออกแบบ และยังต้องทำความเข้าใจถึงพฤติกรรม และความรู้สึกของผู้ใช้งาน ทำให้ผู้เชี่ยวชาญจะมีประสบการณ์และทำออกมาได้ดีกว่า
  4. การจ้างออกแบบจะมีการวางแผนตามหลักการ และมีคุณภาพเชิงการตลาดมากกว่า หากมองในเชิงการเข้าใจและความรู้ก่อนที่จะออกแบบนั้น อย่างไรผู้ที่ศึกษามาโดยตรงก็ต้องเก่งกว่า นี่ก็เช่นกัน นักออกแบบจะสามารถเข้าใจแผนการใช้งานเว็บไซต์หรือ Website flow ได้ดีกว่า และเข้าใจการออกแบบเพื่อการสื่อเชิงการตลาดได้อีกด้วย
  5. การออกแบบเว็บไซต์เอง ไม่สามารถเขียนฟังก์ชันเพิ่มเติมจากที่มีอยู่เดิมของเครื่องมือได้ เนื่องจากต้องอาศัยความรู้ทางคอมพิวเตอร์โปรแกรมมิ่ง แน่นอนอยู่แล้วว่าผู้ออกแบบเว็บไซต์นั้นก็คือโปรแกรมเมอร์แขนงหนึ่ง ซึ่งใช้ความรู้ทางด้านภาษาคอมพิวเตอร์ และการออกแบบผสมกัน แต่เจ้าของธุรกิจโดยส่วนมากไม่อาจเข้าใจภาษาต่าง ๆ นี้ได้ แม้จะใช้โปรแกรมออกแบบสำเร็จรูป แต่ฟังก์ชันนั้นจำเป็นต้องเขียนขึ้นมาเอง และอาจจะต้องเชื่อมโยงกับฐานข้อมูล ซึ่งต้องใช้ความรู้ของโปรแกรมเมอร์จัดการนั้นเอง

ไม่ว่าคุณจะจ้างออกแบบหรือทำด้วยตัวเอง สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้ก็คือ การดึงจุดเด่น ข้อดีของธุรกิจของคุณออกมาแสดงให้ได้ และหากคุณไม่เชียวชาญเรื่องเว็บไซต์มากพอ การเสียเงินจ้างก็คุ้มค่ามากกว่า กับเวลาที่ต้องมานั่งงมแก้ปัญหา แต่หากคุณไม่รู้อะไรเลย การเรียนรู้เรื่องพื้นฐานบ้าง ก็จะทำให้คุณถ่ายทอดและเข้าใจในสิ่งที่นักออกแบบพูดได้มากขึ้นนั่นเอง

 

เหตุใดการเลือกสีของเว็บไซต์จึงสำคัญ และ 5 โทนสีน่าใช้ในช่วงนี้

หากเราให้คุณเปิดเข้าเว็บไซต์แบบสุ่มหนึ่งร้อยเว็บไซต์ โทนสีของแต่ละเว็บไซต์จะมีความเหมือนและแตกต่างกันมากแค่ไหน แล้วโทนสีดังกล่าวส่งผลกระทบต่อความน่าสนใจในการเข้าชมเว็บไซต์มากน้อยเพียงใด เมื่อเอ่ยถึงเรื่องโทนสีของเว็บไซต์ หลาย ๆ คนอาจมองเป็นสิ่งที่ไม่น่าสนใจ และมองผ่านความสำคัญของเรื่องนี้ไป แต่การที่ทำเช่นนี้อาจส่งผลกระทบต่อผู้เข้าชมเว็บไซต์ได้อย่างไม่รู้ตัว
เรื่องสีนี้เป็นหนึ่งในองค์ความรู้พื้นฐานที่ผู้ออกแบบเว็บไซต์ควรคำนึงถึง เนื่องจากโทนสีที่ปรากฎแม้ไม่ได้ถูกวิเคราะห์เหมือนเนื้อหา แต่ก็ส่งผลทางจิตใจและอารมณ์ อาทิ สีแดงจะให้ความร้อนแรงและน่าค้นหา สีขาวดูสะอาดและเรียบร้อย อีกทั้งเรื่องสียังเป็นเรื่องที่เกี่ยวพันธ์ไปถึงภาพลักษณ์ของบริษัท ในเชิงความเชื่อมั่นและตัวตนที่องค์กรต้องการนำเสนอ ซึ่งข้อมูลดังกล่าวฝ่ายการตลาดขององค์กร มักจะวางไว้เป็นพื้นฐานอยู่แล้ว ดังนั้นเราจึงควรออกแบบเว็บไซต์ให้สอดคล้องกับแนวทางของบริษัทให้ได้มากที่สุด
แล้วถ้าพูดถึงฤดูร้อนที่กำลังมาถึงนี้ เราจึงได้เลือก 5 โทนสีแสนสดใส ซึ่งน่าสนใจมาก ๆ ในการมาประกอบการออกแบบเว็บไซต์ร่วมกับสีพื้นฐานขององค์กร ดังนี้

  1. สีส้มสว่าง เรียกว่าเป็นสีที่แซ่บมากถึงมากที่สุดเลยก็ว่าได้สำหรับสีส้ม แต่การที่เราเลือกส้มสว่างนั้นก็เพราะการที่เลือกสีเข้มมากเกินไป จะดูแข็งไม่นุ่มนวลเหมือนการใช้โทนสว่าง โดยที่สีส้มสว่างควรใช้ในบางบริเวณของเว็บไซต์เท่านั้นไม่ควรนำไปใช้ทั่วทั้งเว็บไซต์ เพราะจะทำให้ผู้ใช้งานแสบตามากจนเกินไปนั้นเอง อย่างลืมว่าความสดใสต้องมาในขอบเขตของความเหมาะสมด้วย
  2. สีเหลือง สีเหลืองนี้แทนสีของดอกคูณ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งเทศกาลสงกรานต์ของไทย ซึ่งการเลือกใช้สีเหลืองต้องระมัดระวังพอสมควร เนื่องจากหากนำไปใช้กับตัวหนังสือบนพื้นหลังสีขาว อาจทำให้ไม่สามารถมองเห็นตัวหนังสือได้อย่างชัดเจน จนเกิดปัญหากับผู้ใช้งานก็เป็นได้
  3. สีเขียวตองอ่อน เรียกได้ว่าสดใสกันไม่หยุดกับสีเขียวตองอ่อนซึ่งเป็นสีของต้นไม้ใบหญ้า โดยอาจเป็นตัวแทนถึงองค์กรซึ่งมีภาพลักษณ์ด้านการดูแลธรรมชาติ และ สัตว์ป่าก็จะเหมาะสมมากเลยทีเดียว
  4. สีม่วงอมแดง เป็นอีกหนึ่งโทนสีซึ่งดีมีลูกเล่นและน่าค้นหาไปในตัว โดยการนำสีนี้มาใช้จะสามารถดึงดูดความสนใจได้มาก ช่วยเพิ่มความมีตัวตนและโดดเด่น ให้ผู้ใช้งานจำได้แล้วกลับมาใช้งานเว็บไซต์อีกอย่างแน่นอน
  5. สีฟ้าสว่าง สีฟ้านั้นเป็นสีที่แสดงถึงความปลอดโปร่งสบายตา และยังให้ความรู้สึกสดใสราวกับเป็นเด็ก จึงเหมาะกับการใช้ในเว็บไซต์ที่มีกลุ่มผู้ใช้งานเป็นเด็กหรือผู้หญิงเป็นอย่างมาก

เป็นยังไงบ้าง ได้เห็นกันไปแล้วว่าแต่ละสีที่ได้คัดมาสำหรับซัมเมอร์นี้น่าสนใจมากแค่ไหน แต่อยากให้ทุกคนคำนึงถึงสีพื้นฐานของเว็บไซต์ ซึ่งอ้างอิงมากจากสีขององค์กรเป็นสำคัญ แล้วจึงค่อยมาเลือกสีใน 5 โทนที่แนะนำเข้าไปประกอบภายหลัง

 

เปิดคัมภีร์เซียน ปรับความเข้าใจระหว่างนักออกแบบและผู้ใช้งานเว็บไซต์

หากลูกค้าคือพระเจ้าฉันท์ใด คัมภีร์เซียนฉบับนี้ก็ช่วยให้นักออกแบบเข้าใจการใช้งานของผู้ใช้งานเว็บไซต์ได้ฉันท์นั้น บทความนี้จะของตั้งตัวเองขึ้นเป็นคัมภีร์ที่ไม่ลับสำหรับนักออกแบบทุกคน โดยจะมาแนะนำแนวทางการเข้าใจผู้ใช้ง่ายให้เข้าใจกันง่าย ๆ เพื่อที่จะได้ออกแบบเว็บไซต์ได้ตามที่ผู้ว่าจ้างและผู้ใช้งานต้องการนั้นเอง อีกทั้งจะมาปรับให้ผู้ใช้งานเข้าใจผู้ออกแบบด้วยกันทั้งสองฝั่งด้วย
อันดับแรกจะขอแบ่งบทความนี้ออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ ๆ โดยที่ส่วนแรกจะปรับมุมมองความเข้าใจทางด้านลูกค้า ให้เข้าใจถึงรูปแบบการทำงานของนักออกแบบ และนักพัฒนาเว็บไซต์ และส่วนที่สองคือเพื่อให้นักพัฒนามีความเข้าใจถึงความต้องการของลูกค้า
ในส่วนแรกนั้น คือมุมมองจากทางลูกค้า ซึ่งเมื่อลูกค้าต้องการจะว่าจ้างงานต่าง ๆ มักจะมีแนวทางที่ต้องการ งบประมาณ ไปจนถึงกำหนดเวลาในการทำงานมาให้ แต่เมื่อเริ่มคุยงานกับทางฝ่ายออกแบบนั้นอาจไม่เป็นไปตามสิ่งที่คิดทั้งหมด อาทิ ช่วงเวลาการทำงานที่กำหนดมานั้นอาจยาวออกไป เนื่องจากการทำงานส่วนแรกคือการคุยกับลูกค้า แล้วนำไปออกแบบมาให้ลูกค้าประเมิน หากผ่านก็สามารถทำต่อได้เลย แต่หากไม่ผ่านจะต้องย้อนไปแก้การออกแบบทำให้ระยะเวลาการดำเนินงานอาจยืดออกไปได้ หรือในส่วนของเรื่องแนวทางของเว็บไซต์ที่ลูกค้าต้องการ อาจมีบางสิ่งซึ่งไม่เหมาะสมตามความเห็นของผู้ออกแบบ อย่างที่จะเห็นได้ว่าลูกค้าอาจต้องการงานที่ดูทันสมัยแตกต่างไปจากความรู้สึกเดิม ๆ แต่ก็ไปขัดกับประสบการณ์ใช้งานของผู้ใช้งาน ซึ่งตามหลักการออกแบบนั้นถือว่าเป็นปัญหาอย่างมาก จึงต้องลดทอนลงมาให้อยู่ในจุดที่เหมาะสม และสามารถทำได้จริงนั้นเอง
ส่วนที่สองนั้น ก็คือมุมมองของผู้ออกแบบ โดยที่จะมองว่าลูกค้าเป็นพระเจ้านั้นคงไม่ผิด แต่ควรจะต้องอยู่ในจุดที่เหมาะสม หากจุดไหนผิดจริงและจะเกิดปัญหาตามมาภายหลัง ควรอธิบายลูกค้าไปตามจริง และปัญหาสำคัญของทีมออกแบบคือ ออกแบบไปแล้วลูกค้าไม่พอใจ ในส่วนนี้ควรเผื่อเวลาสำหรับขั้นตอนนี้ให้มากกว่าเวลาจริง และต้องถามคำถามซึ่งกระตุ้นให้ลูกค้าบอกสิ่งที่ต้องการออกมาให้หมดในคราวแรก เพื่อลดปัญหาการแก้งานในภายหลัง อาทิ เมื่อประชุมครั้งแรกลูกค้าแจ้งว่า ต้องการเว็บไซต์สำหรับร้านขายเครื่องสำอางแบรนด์ไทย ที่ดูไทย และมีลวดลายอย่างไทย เมื่อนำกลับมาออกแบบแล้วไปเสนอลูกค้ากลับไม่ชอบเพราะเว็บไซต์ดูเชย ในจุดนี้การแก้ปัญหาที่ดี คือ มองตามที่ลูกค้าแจ้งว่าเราออกแบบมาดีพอหรือไม่ หากเราทำดีพอแล้วปัญหาที่เกิดคือเราเก็บข้อมูลจากลูกค้ามาไม่ดีพอ ดังนั้นเราต้องถามลูกค้าให้ชัดเจนว่าเว็บไซต์แบบไทย นี้ต้องมีความไทยแค่ไหน หรือจะเป็นไทยประยุกต์เพื่อให้ดูทันยุคสมัยมากยิ่งขึ้น หรือโทนสีของเว็บไซต์ที่ลูกค้าต้องการ ไปจนถึงปริมาณหน้าย่อยของเว็บไซต์ที่ลูกค้าต้องการ เพื่อให้การทำงานร่วมกันเป็นไปได้อย่างราบรื่นและได้ผลงานที่ดีมีคุณภาพนั้นเอง
จะเห็นได้ว่าแค่เราเข้าใจเขา และทำให้เขาเข้าใจตัวเขาเองมากขึ้นไปอีก ก็จะช่วยให้การทำงานราบรื่น ไม่ต้องแก้งานกันหลายครั้ง งานก็เสร็จตามเวลา ไม่มีข้อขัดแจ้งระหว่างสองฝ่าย และนักออกแบบต้องเข้าใจว่า ลูกค้ามีภาพในความคิด แต่เราเป็นผู้ทำให้เป็นจริงขึ้น ซึ่งอาจจะไม่ตรงในทีเดียวนั่นเอง

 

เจาะลึกการออกแบบเว็บไซต์แบบโมเดิร์น เทรนด์ใหม่มาแรงที่ทุกคนควรนำไปใช้

คอนเซ็ปต์ในการออกแบบเว็บไซต์เป็นหนึ่งในสิ่งสำคัญ เมื่อคุณต้องการจะมีเว็บไซต์เป็นของตนเองหรือต้องการจะปรับปรุงเว็บไซต์ที่มีอยู่เดิม ในเรื่องการออกแบบนั้นแบ่งออกเป็นหลายส่วน อาทิ การแบ่งหัวข้อตามลำดับความสำคัญและความครอบคลุม การเลือกโทนสีให้เหมาะสมกับภาพลักษณ์บริษัท และเทศกาลที่กำลังจะมาถึง การเลือกการจัดวางไอคอน รูปภาพ หรือตัวหนังสือ ให้มีความเหมาะสมไม่น้อยหรือมากเกินไป และการยืดหยุ่นของขนาดหน้าจอ เพื่อรองรับการใช้งานบนอุปกรณ์ที่หลากหลาย เพิ่มโอกาสการเข้าถึงเว็บไซต์ได้มากขึ้น
ในบทความนี้จะมุ่งเน้นไปที่ความสำคัญของคอนเซ็ปในการออกแบบเว็บไซต์เป็นหลัก โดยที่การเลือกคอนเซ็ปนี้ ก็ควรสอดคล้องกับภาพลักษณ์บริษัทเช่นกัน และนี่คือ 4 ข้อดีที่บ่งบอกถึงการเป็นเว็บไซต์สไตล์โมเดิร์น

  1. เน้นโทนสีเดียวกันทั้งเว็บไซต์ ข้อดีคือดูง่ายสบายตา และยังดูสอดคล้องต่อเนื่องกันทั้งเว็บไซต์อีกด้วย การเลือกโทนสีในแบบโมเดิร์นนั้นไม่ได้จำกัดแค่สีดำ ขาว เทา น้ำตาล แต่ทุก ๆ สีนั้นสามารถนำมาใช้ได้ตามความเหมาะสม แต่ควรเลือกให้สีภายในหน้าเว็บไซต์ให้สอดคล้องกัน อาทิ ใช้สีเหลืองหม่น น้ำตาลเข้ม และสีแดงอิฐเข้าชุดกันในหนึ่งหน้า
  2. ใช้ภาพที่มีสีเข้มสดและคมชัด ข้อดีคือทำให้ดูเป็นเทคโนโลยีใหม่ และยังแสดงถึงคุณภาพของเว็บไซต์ โดยปกติผู้ใช้งานจะมองรูปภาพเป็นอันดับต้น ๆ เมื่อเข้ามาในหน้าเว็บไซต์ ดังนั้นการเลือกรูปภาพจึงเป็นเรื่องสำคัญอันดับแรก ๆ โดยการเลือกใช้ภาพที่คมชัดและมีสีเข้มสด จะทำให้ดูออกว่าใช้กล้องที่มีคุณภาพ และยังส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีให้กับสินค้าอีกด้วย
  3. ไอคอนแนวกราฟิกดีไซน์ ข้อดีคือ มีความเป็นตัวเองและแสดงถึงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ไอคอนต่าง ๆ นั้น สามารถออกแบบเองได้ง่ายมากในปัจจุบัน ซึ่งโปรแกรมที่ใช้งานได้ง่ายสำหรับมือใหม่ก็อย่างเช่น Adobe Photoshop ทางด้านการออกแบบนั้นควรคำนึงถึงภาครวมของเว็บไซต์ ว่าต้องการสื่อออกไปอย่างไร สีที่ใช้ไม่ควรโดดไปจากโทนของเว็บไซต์ และการเน้นการออกแบบเชิงเส้นจะทำให้น่าสนใจมากขึ้น
  4. ใช้รูปแบบตัวอักษรสากล อย่าเลือกแบบตวัดหางหรือทำตัวเอียง ข้อดีคือทำให้ผู้ใช้งานอ่านทำความเข้าใจได้ง่าย และยังมีความเป็นกลาง ข้อนี้นั้นถึงไม่ใช้เว็บไซต์แบบโมเดิร์นก็ควรคำนึงถึงเสมอ เนื่องจากตัวอักษรไทยนั้นมีการตวัดหาง และการเอียงอยู่บางในบางรูปแบบการเขียน ซึ่งก็ทำให้ดูสวยงาม แต่อีกมุมหนึ่งก็ยากในการอ่านเช่นกัน หากต้องการใช้จริง ๆ ควรเลือกใช้แค่บางจุดเท่านั้น

การออกแบบนั้นแท้จริงแล้วไม่มีข้อตายตัว และเปลี่ยนไปตามยุคสมัยกระแสสังคม ดังนั้นการเรียนรู้ที่จะปรับตัวและนำข้อดีของการออกแบบแต่ละรูปแบบมาประยุกต์ใช้จึงเป็นเรื่องที่ดี

 

5 กลยุทธ์ ออกแบบเว็บไซต์อย่างไร ให้ตอบโจทย์การใช้งานของผู้ใช้อย่างครอบคลุม

ปัจจุบันมนุษย์เรามีตัวเลือกและข้อเปรียบเทียบมากมาย สำหรับสินค้าหรือบริการต่าง ๆ เว็บไซต์เองก็เป็นหนึ่งในการบริการที่มีตัวเลือกมากมาย อย่างที่เห็นได้ชัดก็คือร้านขายของออนไลน์ ที่ต่างพยายามแข่งขันกันดึงดูดลูกค้า ดังนั้นผู้ออกแบบเองก็ควรใส่ใจในการหาวิธีการที่จะทำให้เว็บไซต์ที่ออกแบบดูดี และตอบโจทย์การใช้งานอยู่เสมอ อีกทั้งยังต้องออกมาดีกว่าคู่แข่งให้ได้อีกด้วย
บทความนี้จึงจะมาแนะนำกลยุทธ์ที่จะทำให้การออกแบบเว็บไซต์เป็นไปตามความต้องการของผู้ใช้และครอบคลุมทุกการใช้ง่าย ที่เข้าใจง่ายใน 6 ข้อ พร้อมกับยกตัวอย่างประกอบ

  • เว็บไซต์จะต้องถูกเข้าใจได้ง่าย ว่าต้องการจะสื่อสารถึงเนื้อหาอะไรบ้าง ในส่วนแรกนี้คือการจัดเรียงหัวข้อของเรื่องต่าง ๆ ทั้งหัวข้อใหญ่และหัวข้อย่อย ซึ่งควรถูกจัดวางอย่างมีระบบอีกทั้งควรใช้คำที่สื่อความหมายได้ชัดเจน ไม่ว่าผู้ใช้งานจะเป็นใครก็ควรจะอ่านเข้าใจได้ง่าย
  • ควรมีระบบจัดการปัญหาที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการใช้งาน อาทิ เว็บไซต์ล่มหรือโหลดรูปภาพไม่ขึ้น ในหลายเว็บไซต์นั้นไม่ได้มีการจัดการปัญหาทางด้านนี้ เมื่อเกิดเหตุขัดคล่องขึ้นเมื่อลูกค้าเข้ามาใช้งานจึงแก้ไขเบื้องต้นไม่ได้ และส่วนนี้จะก่อให้เกิดประสบการณ์ในการใช้งานที่ไม่ดีในใจลูกค้า แล้วยังส่งผลเสียตามมาถึงภาพลักษณ์ของบริษัทอีกด้วย ให้มองว่าการมีฟังก์ชั่นนี้ให้กับลูกค้าก็เหมือนบริการหลังการขายนั้นเอง หากสินค้าดีมาก แต่บริการหลังการขายแย่ลูกค้าก็ย่อมไม่พอใจแน่นอน
  • ผู้ใช้งานจะต้องเข้าใจการใช้งานเว็บไซต์ได้ง่าย ตั้งแต่ครั้งแรกที่ใช้งาน ตามหลักของคอมพิวเตอร์เรามีการใช้งานสิ่งต่าง ๆ ที่หลากหลายและมีผลต่อตัวผู้ใช้งาน เนื่องจากผู้ใช้แต่ละคนมีประสบการณ์ใช้งานที่หลากหลายต่างกัน อีกทั้งยังมีความสามารถในการเข้าใจและเรียนรู้เว็บไซต์ที่ไม่เหมือนกัน หากคิดว่าการออกแบบนี้ดีสำหรับคนกลุ่มหนึ่ง แต่อีกกลุ่มหนึ่งอาจไม่สามารถเข้าใจก็เป็นได้
  • องค์ประกอบของเว็บไซต์ควรไม่มากหรือน้อยจนเกินไป การออกแบบเว็บไซต์ที่ดีนั้น ต้องเข้าใจมุมมองผู้เข้ามาใช้งานได้ดี อีกทั้งความเข้าใจในเชิงศิลปะก็เป็นสิ่งที่จำเป็นไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เราต้องใช้มุมมองมองดูว่าเนื้อหาคับแน่นเกินไปจนดูยากหรือไม่ เช่น มีตัวอักษรและรูปภาพเต็มพื้นที่แทบไม่เหลือช่องว่าให้พักสายตา หรือโล่งจนเกินไปก็จะทำให้ผู้ใช้รู้สึกเบื่อ
  • การยืดหยุ่นของขนาดหน้าจอและไอคอนต่าง ๆ หัวข้อสุดท้ายนี้เริ่มถูกคำนึงถึงในการออกแบบบริษัทใหญ่ ๆ แล้ว นั้นคือการที่อุปกรณ์ที่ใช้เปิดเว็บไซต์มีขนาดหน้าจอไม่เท่ากัน ดังนั้นขนาดหน้าจอและไอคอนต่าง ๆ ควรออกแบบให้ยืดหยุ่นได้ตามขนาดอุปกรณ์ ซึ่งจะทำให้ไม่เหลือพื้นที่ด้านข้างของขอบจอนั้นเอง

แน่นอนว่าเราคงไม่สามารถทำอะไรได้ถูกต้อง ถูกใจให้กับทุกคนได้ แต่การทำอะไรให้สามารถเรียนรู้และเข้าใจได้ง่ายกับทุกคน เป็นเรื่องที่สามารถทำและปรับได้ ซึ่งหากทำได้แล้ว ไม่ว่าใครก็ตามที่เข้ามาเว็บไซต์ของคุณ ย่อมได้ประโยชน์และเปลี่ยนเป็นลูกค้าได้ในที่สุด

 

5 ข้อดี ของการเขียนเว็บไซต์ตามรูปแบบ SEO ที่กำลังมาแรงในปี 2018

ผ่านปี 2018 มากันเกือบครึ่งปีกันแล้ว เทรนด์ต่าง ๆ ก็เริ่มมีให้เห็นอย่างชัดเจน และเทรนด์ที่มาเร็วไปเร็วอย่างกระแสด้านเทคโนโลยี กลับมีหนึ่งอย่างที่มาแรงมากและคาดว่าจะคงอยู่ไปอีกนาน นั้นคือเทรนด์ด้านการทำเว็บไซต์ตามรูปแบบ SEO ซึ่งนักออกแบบทุกคนในปีนี้ไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงได้อย่างแน่นอน ดังนั้นเราจึงหยิบยก SEO มาพูดกันในบทความนี้กันอย่างละเอียดและเข้าใจง่าย เพื่อที่ให้ลูกค้าที่สนใจจ้างงานในด้านการออกแบบเว็บไซต์ ก็สามารถเข้าใจได้เช่นกัน

ก่อนอื่นนั้นอยากให้ทุกคนได้รู้จัก SEO กันก่อน เพื่อให้เข้าใจตรงกันจึงอยากหยิบยกเว็บไซต์หนึ่งซึ่งรวมรวบข้อมูลเว็บไซต์ต่าง ๆ ไว้มากมายอย่าง google โดยการทำงานของ google นั้น คือการที่ผู้ใช้งานมีความสนใจทางด้านหนึ่ง ๆ แล้วต้องการหาข้อมูล ซึ่งการหาข้อมูลดังกล่าวอาจใช้ Keyword หรือ รูปภาพ ที่ต้องการใช้มาช่วยในการหาก็ได้ เมื่อเข้าใจมาถึงจุดนี้แล้วจะเห็นได้ว่า เมื่อผู้ใช้งานกรอก คำใด ๆ ลงไป ก็จะมีเว็บไซต์ขึ้นมาให้เลือกมากมาย และจุดนี้เองจึงมีการทำ SEO  เพื่อที่จะดันให้เว็บไซต์ของเราขึ้นมาอยู่ในอันดับต้น ๆ ที่จะช่วยเพิ่มโอกาสในการถูกคลิกเข้าไปชมเว็บไซต์มากขึ้น

เมื่อทราบถึงการทำงานของ SEO กันแล้ว ถัดจากนี้คือ 5 ข้อดี ที่จะช่วยให้คุณตัดสินใจเลือกใช้ SEO กับเว็บไซต์ของคุณดีหรือไม่

  1. เพิ่มโอกาสการเข้าชมเว็บไซต์จากผู้ใช้งาน จะเห็นได้ว่าการทำ SEO นั้นล้วนเป็นไปเพื่อการดันเว็บไซต์ของเราให้ขึ้นมาในลำดับการแนะนำที่สูงขึ้น และจากผลการสำรวจผู้ใช้งานมักจะมีความพึงพอใจหากพบเว็บไซต์ที่ต้องการในอันดับแรก ๆ ของการค้นหา
  2. สะดวกต่อการค้นหาของลูกค้า เว็บไซต์ส่วนมากบนโลกออนไลน์ล้วนเป็นเว็บไซต์ในด้านการตลาดของบริษัท อาทิ เว็บไซต์ขายของ หน้าร้านออนไลน์ ดังนั้นหากลูกค้าต้องการซื้อของสักชิ้น แล้วค้นหาด้วยคำใด ๆ หากเว็บไซต์ของเราอยู่อันดับต้น ๆ ก็จะสะดวกต่อลูกค้าในการค้นหานั้นเอง
  3. เข้าใจง่ายกว่าการเขียนในรูปแบบปกติ การเขียนแบบ SEO นั้นจะมีลำดับขั้นตอนเพื่อให้เข้าใจโดยคนและคอมพิวเตอร์ได้โดยง่าย แตกต่างการรูปแบบปกติซึ่งอาจวกวนและส่งผลต่อการเข้าใจเนื้อหาของผู้อ่าน
  4. เพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับเว็บไซต์ การทำ SEO นั้นจะมีการลิงค์ไปยังเว็บไซต์อื่น ๆ เพื่อเชื่อมโยงการค้นหาซึ่งกันและกัน และเมื่อมีการเชื่อมโยงจึงมีแหล่งอ้างอิงข้อมูลทำให้ความน่าเชื่อถือเพิ่มขึ้นนั้นเอง
  5. ดีต่อการตลาดบนโลกออนไลน์ สังคมออนไลน์ในปัจจุบันเปิดกว้างและมีการแข่งขันที่สูงมาก ดังนั้นลำดับในการค้นหาจึงจำเป็นต่อการตัดสินใจเลือกซื้อของลูกค้าเป็นอย่างมาก และเนื้อหาที่ดีอีกทั้งยังมีความน่าเชื่อถือจะได้รับความไว้ใจจากลูกค้ามากกว่าแบบธรรมดาหลายเท่าตัว

ทั้งหมดนี้ จึงเป็นเหตุผลดี ๆ ที่ช่วยสนับสนุนว่าทำไมจึงควรเลือกใช้ SEO เข้ามาจัดการรูปแบบและเนื้อหาของเว็บไซต์นั้นเอง หากวันนี้เว็บไซต์ของคุณยังไม่ได้จัดการเรื่องนี้ ก็รอช้าไม่ได้แล้ว