ความรู้ทั่วไป

จากเว็บไซต์สู่แอปพลิเคชัน ยุคสมัยแห่งสมาร์ทโฟนที่รุ่งเรืองที่สุด

                ในยุคนี้ น้อยคนนักที่จะใช้โทรศัพท์ที่ไม่มีอินเตอร์เน็ต หรือเป็นโทรศัพท์แบบธรรมดาทั่วไปที่ยังมีปุ่มกดอยู่ แม้กระทั่งเด็กเล็ก ๆ เดี๋ยวนี้ก็ใช้สมาร์ทโฟนกันทั้งนั้น เนื่องจากยุคนี้เป็นยุคของอินเตอร์เน็ต และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ทำให้ผู้คนมากมายต่างให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้ หนึ่งประเด็นที่น่าสนใจเลยคือการสร้างแอปพลิเคชันจากเว็บไซต์หรือโปรแกรมต่าง ๆ ที่เป็นที่นิยมมาก เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายในการเข้าถึงของผู้ใช้งาน

ปัจจุบันเราเห็นแอปพลิเคชันมากมายที่ถูกพัฒนามาจากเว็บไซต์ชื่อดัง ไม่ว่าจะเป็นเฟสบุ๊ค ยูทูป หรือ ทวิตเตอร์ เนื่องจากมีผู้คนจำนวนมากใช้งานสมาร์ทโฟนมากขึ้น จึงจำเป็นต้องมีการพัฒนาเว็บไซต์เหล่านี้ให้ผู้ใช้งานสามารถใช้ได้ง่ายที่สุด หลายสิ่งหลายอย่างในตอนนี้เริ่มถูกพัฒนาขึ้นมาให้ใช้งานในรูปของแอปพลิเคชันเกือบทั้งหมดแล้ว ภาพในสมัยก่อน ในยุคแรก ๆ ที่เริ่มมีการใช้คอมพิวเตอร์ สิ่งที่เราคุ้นเคยและใช้งานเป็นประจำก็คือเว็บไซต์ เข้าไปตามเว็บต่าง ๆ เพื่อหาข้อมูล เล่นเกม หรือดูคลิปวิดีโอ ซึ่งไม่ค่อยสะดวกสบายสักเท่าไร แต่แอปพลิเคชันนั้นสะดวกสบายกว่า รวดเร็วกว่า และง่ายดายกว่า

แต่ก็ไม่ใช่ว่าเว็บไซต์จะหมดประโยชน์ไป หรือมีการใช้งานที่ลดน้อยลง ถ้าเป็นแบบนั้นจริง เราคงจะไม่เห็นระบบใหม่ หรือภาษาใหม่ที่เข้ามาช่วยในเรื่องของการพัฒนาเว็บไซต์อย่างแน่นอน แสดงว่าเว็บไซต์ก็ยังคงเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่มีผู้คนใช้งานอยู่ แต่จริง ๆ แล้วก็พัฒนาแอปพลิเคชันมาเพี่อความสะดวกสบายของผู้ใช้งาน และเพิ่มช่องทางในการใช้งานให้มากขึ้น ตัวอย่างเช่น เมื่อเราทำงานบนคอมพิวเตอร์ด้วย Google Drive อาจจะเป็นการแก้ไขเอกสารอะไรบางอย่าง แต่ยังทำไม่เสร็จเรียบร้อยดี เราก็สามารถเข้าแอปพลิเคชัน Google Drive บนสมาร์ทโฟนของเราได้ และทำการ Login เข้า Account นั้นและแก้ไขงานได้เหมือนกับบนเว็บไซต์ปกติเลย แต่แน่นอนว่าก็มีข้อเสียอยู่ นั่นก็คือหน้าตาหรือ interface ของการใช้งานบนเว็บไซต์ กับแอปพลิเคชัน แน่นอนว่าหน้าตาของทั้งสองนั้นยากที่จะเหมือนกัน เนื่องจากขนาดของหน้าจอ และระบบการทำงานต่าง ๆ เว็บไซต์บนคอมพิวเตอร์สามารถคลิกซ้ายคลิกขวาได้ แต่บนสมาร์ทโฟนเราคลิกซ้ายคลิกขวาไม่ได้ หน้าจอเล็กลง เลือกใช้งานเมนูต่าง ๆ ก็ยากมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตามนี่ถือเป็นการพัฒนาอีกหนึ่งเรื่องที่น่าสนใจ ถึงแม้ว่าปัญหาจะยังเล็ก ๆ น้อย ๆ อยู่ แต่เชื่อได้แน่นอนว่าในอนาคตมันจะถูกแก้ไขได้ไม่ยาก และอยากแนะนำสำหรับคนที่มีเว็บไซต์ที่ค้าขายสินค้า หรือบริการต่าง ๆ เพียงอย่างเดียว อยากจะแนะนำให้เพิ่มช่องทางต่าง ๆ ให้มากขึ้น แอปพลิเคชันก็เป็นอีกหนึ่งทางที่น่าสนใจ สำหรับบริษัทไหนหรือ product ไหนที่พอจะมีทุนในการพัฒนา แน่นอนว่ามันสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น สะดวกขึ้น และอาจจะเพิ่มจำนวนผู้ใช้งานได้มากขึ้นอีกด้วย และจะดีขึ้นไปอีกถ้าสามารถแก้ไขปัญหาเรื่องของ Interface ของแอปพลิเคชันและเว็บไซต์ที่กล่าวมาได้

 

เรื่องราวน่าสนใจเกี่ยวกับการจด Domain Name และ รายละเอียดเรื่อง Web Server

                ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ส่วนตัวไปจนถึงเว็บไซต์สำหรับองค์กรหรือบริษัทใหญ่ ๆ ที่ต้องการจะให้มีคนเข้าถึงได้จริง ๆ จำเป็นที่จะต้องมีการจด Domain Name เป็นของตัวเอง ความหมายคร่าว ๆ ของ Domain Name มันก็เปรียบเสมือนชื่อของเว็บไซต์ของคุณ หรือของบริษัทที่คนจะไว้ใช้ในการเข้าถึง ซึ่งไม่สามารถที่จำซ้ำกับคนอื่นได้ เนื่องจากจะมีปัญหาในตอนที่ผู้เข้าทำการค้นหาเพื่อเข้าถึง อาจจะเกิดการสับสนได้ เราสามารถเห็นเจ้าตัว Domain Name ได้จากตัวชื่อของเว็บไซต์ ที่จะลงท้ายด้วย .com .co.th หรือ .io เป็นต้น

ไม่ว่าจะเป็นใครก็สามารถที่จด Domain Name เป็นของตัวเองได้ อย่างที่ได้กล่าวข้างต้นว่าใคร ๆ ก็เป็นเจ้าของเว็บไซต์ของตัวเองได้ทั้งนั้น โดยการจด Domain นั้นมีค่าใช้จ่ายเพียงแค่ไม่เกิน 20 เหรียญต่อปี หรือแปลงเป็นเงินบาทไม่เกิน 300 บาทต่อปีเท่านั้น แต่สิ่งที่น่ากังวลมันอยู่ที่การเลือกชื่อที่จะใช้มาเป็น Domain Name มากกว่าว่าจะใช้ชื่ออะไรที่จำง่าย เชื่อมโยงกับตัวเนื้อหาด้านในเว็บไซต์ของเรา และต้องไม่ซ้ำกับผู้อื่น ถือเป็นเรื่องยากพอสมควร ณ ตอนนี้มีเว็บไซต์มากมายนับไม่ถ้วน และครอบคลุมทุกสิ่งไปหมดแล้ว ดังนั้นนี่เป็นอีกโจทย์ที่เราต้องคิดและทำการบ้านให้ดี ถ้าตั้งใจว่าจะใช้เว็บไซต์นี้ในระยะยาว วิธีการจด Domain Name มีดังนี้

  • ทำการหาบริษัทที่เปิดรับให้จด Domain Name (อาจจะเข้าไปที่เว็บไซต์ของเขา หรือจะติดต่อสอบถามเรื่องรายละเอียดวิธีการในการจด)
  • ทำการใส่ชื่อ Domain Name ที่เราคิดไว้ และทำการค้นหาเพื่อเช็คว่าซ้ำกับของใครหรือไม่
  • เมื่อได้ชื่อ Domain Name ที่ใช้งานได้แล้ว ก็ทำการตรวจสอบอีกครั้ง
  • ดำเนินการชำระเงินตามกระบวนการของเว็บไซต์ที่เราจดด้วย

Web server แต่ละประเภทที่ควรจะรู้ไว้ เพื่อการใช้งานที่เหมาะสม

                เมื่อเรามีชื่อเว็บไซต์เรียบร้อย ก็จำเป็นที่จะต้องมีพื้นที่สำหรับเว็บไซต์ของเรานั่นก็คือ Web Server หรือหลายคนอาจจะคุ้นกับชื่อ Web Hosting นั่นเอง ซึ่งเราสามารถที่ซื้อพื้นที่ของในการใช้งานเว็บไซต์ของเราก็ได้ หรือจะทำการเช่าก็ได้ จากนั้นก็มาทำการเลือกประเภทของ Web Hosting ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับเว็บไซต์ของเรา โดย Web hosting นั้นจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ

  • Shared Hosting เป็นพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับเว็บไซต์ที่ไม่ได้ต้องการความเสถียรอะไรมาก ไม่มีข้อมูลสำคัญ หรือมีผู้ใช้งานจำนวนมาก เนื่องจาก Shared Hosting เป็นพื้นที่สำหรับเว็บไซต์ที่มีราคาที่ถูกมาก แต่สิ่งที่มากับความถูกนั้นก็คือการใช้งานรวมกับเว็บไซต์อื่น ๆ ที่เป็น Shared Hosting เหมือนกัน ดังนั้นถ้าเกิดปัญหา เรามีสิทธิ์ที่จะได้รับผลกระทบไปด้วยอย่างแน่นอน เนื่องจากมีการแชร์พื้นที่การใช้งานกันอยู่ หรือใช้พื้นที่เดียวกันนั่นเอง
  • Could Hosting หรือเราจะเรียกว่า Private Hosting ก็ได้ เหมาะสำหรับเว็บไซต์ที่ต้องการความปลอดภัยที่มากกว่า Shared Hosting ไม่ต้องการแชร์พื้นที่กับใคร มีการ customize หรือดัดแปลงที่ง่าย แต่ก็ตามมาด้วยราคาที่ค่อนข้างสูง และการใช้งานที่ค่อนข้างซับซ้อนกว่าตัว Shared Hosting

ลองสังเกต และประเมินเว็บไซต์ของคุณดูว่าต้องการจะให้มีลักษณะอย่างไร หรือจุดมุ่งหมายจริง ๆ คืออะไร การเลือกชื่อในการจด Domain ควรจะเป็นอย่างไร และมีทุนมากน้อยแค่ไหน เพื่อที่จะสามารถเลือกใช้งานรายละเอียดต่าง ๆ เหล่านี้ได้ถูกต้อง และเหมาะสมกับเว็บไซต์ของคุณที่สุด

 

4 ข้อเปรียบเทียบ ความแตกต่างระหว่างแอปพลิเคชัน และเว็บไซต์ในยุคแห่งดิจิตอล

ในโลกปัจจุบันซึ่งเทคโนโลยีเข้ามามีผลกระทบต่อมนุษย์เราในทุก ๆ ด้าน อีกทั้งยังเป็นโลกที่เรียกได้ว่าไร้พรหมแดนใดมาขวางกั้น เนื่องจากการติดต่อสื่อสารข้ามประเทศ กลายมาเป็นเรื่องง่ายแสนง่าย และข้อมูลข่าวสารรวมไปถึงวัฒนธรรมยังถูกส่งต่อกันอย่างรวดเร็วอีกด้วย ด้วยเหตุต่าง ๆ นี้ นักพัฒนาได้ออกแบบระบบเพื่อช่วยในการเข้าถึงเทคโนโลยีต่าง ๆ มากมาย ซึ่งที่เราจะพูดถึงกันในวันนี้ก็คือ แอปพลิเคชันในโทรศัพท์มือถือ และ เว็บไซต์ที่สามารถใช้ได้ทั้งในโทรศัพท์และเครื่องคอมพิวเตอร์ ไปจนถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิคอีกมากมาย อาทิ smart watch และ smart TV

โดยในบทความนี้จะมาไข้ข้อสงสัยถึงความแตกต่างระหว่างแอปพลิเคชันและเว็บไซต์ ซึ่งมีบางฟังก์ชั่นไม่ต่างกันมาก แต่กลับต้องมีทั้งสองสิ่ง แทนที่จะมีเพียงแอปพลิเคชันหรือเว็บไซต์เพียงอย่างเดียว ดังนั้นสำหรับนักออกแบบและนักพัมนาจึงต้องมีความเข้าใจถึงความแตกต่างนี้และเลือกใช้ให้เหมาะสมกับงานมากที่สุด

  1. การเข้าถึงและการสั่งการระบบปฏิบัติการพื้นฐานในอุปกรณ์ ข้อนี้ถือเป็นข้อที่สำคัญที่สุด และนักออกแบบทุกคนควรให้ความสำคัญมาเป็นอันดับหนึ่ง โดยที่เราจะเห็นว่าแอปพลิเคชันนั้น คือสิ่งที่เราจะต้องติดตั้งลงไปในตัวอุปกรณ์โดยตรง เช่น ติดตั้งแอปพลิเคชันโซเชียลเน็ตเวิร์คในแอนดรอย และในการติดตั้งนี้เองจะพ่วงไฟล์คำสั่งในการขอเข้าถึงอุปกรณ์อื่น ๆ ในเครื่อง อาทิ การขออนุญาตเปิดกล้องเพื่อถ่ายรูป แล้วส่งลงในแอปพลิเคชัน แต่ในขณะที่เว็บไซต์จะมีข้อจำกัดในเชิงคำสั่งพวกนี้มากกว่านั้นเอง
  2. ขนาดและความยืดหยุ่นของหน้าจอ ปุ่ม และสัญลักษณ์ ต่าง ๆ จะเห็นได้ว่าหากเราเปิดเว็บไซต์บางเว็บไซต์ในโทรศัพท์มือถือจะมีขนาดไม่พอดี อาจใหญ่เกินไปทำให้เลื่อนดูลำบาก กรณีนี้อาจใช้การยืดหยุ่นของเว็บไซต์หรือใช้แอปพลิเคชันแทนก็จะเหมาะสมกว่ามาก
  3. การติดตั้งของระบบลงในอุปกรณ์ การใช้งานเว็บไซต์ต่าง ๆ นั้นไม่จำเป็นที่จะต้องติดตั้งลงในเครื่องจึงไม่กินพื้นที่และยังสามารถใช้งานได้ทุกระบบปฏิบัติการ แต่หากเป็นแอปพลิเคชันจะต้องคำนึงถึงประเภทอุปกรณ์ที่จะติดตั้ง และขนาดของแอปพลิเคชันอีกด้วย เช่น ในประเทศไทยมีผู้ใช้งานแอนดรอยมากกว่า IOS ดังนั้นถึงควรออกแบบให้รองรับแอนดรอยเป็นอันดับแรก
  4. การออกแบบโดยยึดพื้นฐานความเข้าใจและประสบการณ์ใช้งานของผู้ใช้ ผู้ใช้งานของคุณนั้นมีหลากหลายประเภทและก็ยังมีความเข้าใจและประสบการณ์ใช้งานที่แตกต่างกันอีกด้วย ฉะนั้นคุณจะต้องระบุกลุ่มผู้ใช้งานให้ได้ก่อนที่จะเริ่มออกแบบงานใดก็ตาม อาทิ หากกลุ่มผู้ใช้งานคือผู้สูงอายุก็จะต้องออกแบบตัวหนังสือ และปุ่มให้มีขนาดใหญ่และอ่านออกได้ง่ายนั่นเอง

จะเห็นได้ว่าการออกแบบและพัฒนาไม่ได้เป็นเรื่องยากเกินไป หากแต่ต้องใช้ความเข้าใจในหลาย ๆ ด้าน และต้องใช้การฝึกฝนในการทำสิ่งนั้นจนประสบความสำเร็จได้ในที่สุด