Author Archive: Blake J. Bissonette

เว็บไซต์ดูหนังออนไลน์ ดูหนังฟรีง่าย ๆ ที่บ้านคุณ

                ในยุคสมัยนี้ทุกคนมีทางเลือกมากมายในการดูหนัง หลายคนยังซื้อตั๋วเข้าไปดูหนังในโรง หลายคนรอหนังออกโรง แล้วทำแผ่นเป็น Master ออกมาขาย หรือหลายคนรอโหลดหนังหรือดูหนังจากเว็บไซต์ต่าง ๆ ในปัจจุบันมีเว็บไซต์ดูหนังออนไลน์มากมายออกมา ซึ่งจะมีทั้งหนังที่เข้าที่ยังไม่เข้าในประเทศไทย หนังที่กำลังฉายอยู่ในโรง หรือหนังที่ออกโรงไปแล้วครบหมดทุกประเภท ซึ่งก็จะมีคุณภาพภาพและเสียงในหนังที่ต่างกัน ถ้าเป็นหนังที่ยังไม่เข้าประเทศไทย หรือหนังที่กำลังฉายอยู่ในโรง ก็จะมีคุณภาพภาพและเสียงที่ไม่ค่อยจะดีหนัก หรืออาจจะมีภาพที่ชัด แต่ใช้เสียงที่ไปอัดมาจากโรง แต่ถ้าหนังนั้นออกมาเป็นแผ่นแบบ Master แล้ว ภาพและเสียงก็จะคมชัดเหมือนในแผ่น ซึ่งเว็บไซต์เหล่านี้กำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในประเทศไทย

หลายคนไม่ได้ให้ความสำคัญกับการดูหนังในโรง หรือหนังที่มีคุณภาพภาพและเสียงที่ดี แต่ต้องการที่จะดูเรื่องราวของหนังเท่านั้น หรืออีกประเภทนึงคือรอให้หนังออกมาเป็นแผ่น Master ก่อน และค่อยเข้ามาดูแบบออนไลน์ด้วยภาพและเสียงที่คมชัด แถมไม่เสียเงินอีกด้วย

ไม่ใช่แค่การดูหนังผ่านเว็บไซต์ในคอมพิวเตอร์เท่านั้น แต่หลายเว็บไซต์ในปัจจุบันมีการเพิ่ม Media player ไว้สำหรับให้ใช้งานได้มือถือแล้ว ขอแค่มือถือเป็นสมาร์ทโฟน ต่ออินเตอร์เน็ตได้ และมี Web Browser ก็สามารถเข้าไปดูได้แล้ว แต่หลายคนมีคำถามว่านี่คือสิ่งที่ดีและถูกต้องแล้วหรือไม่

เว็บไซต์ดูหนังออนไลน์มันดีจริง ๆ หรือ

คนส่วนมากคิดว่าการได้ดูหนังแบบออนไลน์บนเว็บไซต์แบบนี้ เป็นทางออกและข้อได้เปรียบต่าง ๆ นอกจากจะสะดวกสบายแล้ว ยังไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายอีกด้วย แต่ในความจริงแล้ว เว็บไซต์เหล่านี้กำลังทำผิดกฎหมาย เนื่องจากการนำเข้าหนังที่ยังไม่มีกำหนดฉายในไทย การนำกล้องเข้าไปบันทึกภาพในโรง หรือการนำไฟล์หนัง master มาอัพโหลดลงเว็บไซต์ของตัวเองโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้น ถือว่าเป็นเรื่องที่ผิด แม้หลายเว็บที่ถูกตามไล่ปิดไป แต่ก็ยังมีเหลืออยู่

นอกจากจะเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมายเรื่องของลิขสิทธิ์ภาพยนตร์แล้ว ยังเป็นการไม่ให้เกียรติกับคนที่สร้างหนังอีกด้วย การทำหนังขึ้นมาหนึ่งเรื่องใช้ทุนเป็นหลายล้านบาท เพื่อให้หนังที่ทำออกมามีคุณภาพและถูกใจคนดูมากที่สุด แต่ถ้ายังมีการกระทำแบบนี้อยู่ เหมือนเป็นการทำร้ายวงการภาพยนตร์ไปทุกที ยิ่งทุกคนดูหนังออนไลน์มากเท่าไร ภาพยนตร์ก็ขาดทุนไปมากเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น สำหรับคอมพิวเตอร์ที่ไม่ได้มีระบบรักษาความปลอดภัยที่ดีเท่าที่ควร หรือสมาร์ทโฟนที่ใช้ระบบปฎิบัติการแบบเปิด อาจจะโดนไวรัสที่ติดมากับเว็บไซต์เหล่านี้ได้ เนื่องจากเว็บเหล่านี้เป็นเว็บที่ผิดกฎหมายและแอบทำกันลับ ๆ แน่นอนว่าไม่มีการยืนยันความปลอดภัยใด ๆ ได้แน่นอน ทำให้มีความเสี่ยงที่ระบบภายในของคอมพิวเตอร์จะผิดปกติอีกด้วย

ทางที่ดีที่สุดคือใช้บริการหรืออุดหนุนของที่ถูกลิขสิทธิ์ ไม่ต้องกังวลเรื่องความปลอดภัยหรือผิดกฎหมาย ถึงแม้ว่าอาจจะมีค่าใช้จ่ายอยู่ แต่ถือสะว่าเป็นต้นทุนที่จะสนับสนุนให้มีการผลิตผลงานคุณภาพออกมาสู่สังคมต่อไป

 

Web Browser หนึ่งสิ่งที่ขาดไม่ได้ ตัวกลางระหว่างผู้ใช้งานกับเว็บไซต์

ถ้าพูดถึงอินเตอร์เน็ต สิ่งที่นึกถึงเป็นอันดับแรก ๆ ก็คือการเข้าถึงเว็บไซต์ต่าง ๆ โดยมีอินเตอร์เน็ตเป็นตัวเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์เรากับเว็บไซต์ต่าง ๆ ให้เข้าถึงกันได้ แต่มีแค่อินเตอร์เน็ตกับเครื่องคอมก็ไม่สามารถที่จะเข้าสู่เว็บไซต์ต่าง ๆ ได้ หากไม่มีสิ่งที่เรียกว่า Web Browser หรือโปรแกรมที่จะช่วยให้เราสามารถเข้าสู่หน้าต่างของเว็บไซต์ต่าง ๆ ได้ ทุกครั้งเวลาเราจะเปิดเว็บไซต์อะไรก็ตาม เราจำเป็นจะต้องเข้ามาที่ Web Browser และพิมพ์ URL ของเว็บที่ต้องการ จึงจะเข้าถึงเว็บไซต์นั้น ๆ ได้

แน่นอนว่าประโยชน์ที่ใหญ่ที่สุดคือสามารถทำให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงตัวเว็บไซต์ได้ ต่อมา

คือฟังก์ชันเสริมต่าง ๆ ที่้ตัว Web Browser มีให้ ที่เราคุ้นเคยกันดีก็จะเป็นการดู history หรือประวัติการเข้าถึงเว็บไซต์ต่าง ๆ โดยจะถูกเก็บเป็นวัน หรือเป็นเดือน ฟังก์ชันการดาวน์โหลดต่าง ๆ และ การบันทึกหน้าโปรด หรือ Favorite

นี่เป็นฟังก์ชันการทำงานพื้นฐานที่คนส่วนใหญ่รู้เกี่ยวกับการใช้งาน Web Browser ซึ่ง Web browser นั้นก็มีมากมายหลายตัวให้ได้เลือกใช้งาน แต่ละตัวก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันออกไป

เลือก Web Browser ให้เหมาะกับตัวคุณ

                อย่างที่ทราบกันดีว่า Web Browser เป็นสิ่งสำคัญที่สามารถสร้างประโยชน์ได้มากมาย แต่ส่วนใหญ่มองข้าม และคิดว่าใช้อันไหนก็ได้ มันก็สามารถเข้าถึงเว็บไซต์บนอินเตอร์เน็ตได้เหมือนกันหมด แต่น้อยคนนักที่จะรู้ข้อดีข้อเสียของแต่ละอัน และเลือกอันที่เหมาะสมที่สุดมาใช้งาน ตัวอย่างเช่น

  • Internet Explorer เป็นอีกหนึ่ง Web Browser ในตำนานที่หลายคนใช้กันมากที่สุด ตั้งแต่คอมพิวเตอร์เริ่มเป็นที่นิยม แต่ตอนนี้ความนิยมก็ค่อย ๆ ลดลง ถึงแม้ว่าจะถูกพัฒนาขึ้นมาถึงปัจจุบัน แต่หลายคนก็ยังพบปัญหาในการใช้งานต่าง ๆ เช่น Responsive ที่ช้า อาจจะเพราะเป็นระบบปฎิบัติการที่ค่อนข้างเก่า และใช้ความสามารถของเครื่องมาก จึงทำให้การเข้าถึงต่าง ๆ ช้าลง สำหรับคนที่ไม่ชอบการวุ่นวายกับการลง Web Browser เพิ่ม และไม่กังวลถึงเรื่องความช้าเร็ว ก็สามารถใช้ Internet Explorer ที่มากับเครื่องที่มีระบบ ปฎิบัติการ Windows ได้เลย แต่ใครที่ต้องการความเร็วรวดในการเข้าถึง ไม่เหมาะที่จะใช้
  • Firefox Web Browser ที่ดีที่สุดในอดีต ด้วยระบบความปลอดภัยที่ค่อนข้างดี มี extension ให้

เลือกมากมาย และรองรับทุกระบบปฏิบัติการ แต่ข้อเสียคือการที่สามารถ Add extension เข้าไปได้เยอะ ทำให้ Ram และ CPU ถูกใช้งานอย่างหนัก รวมไปถึงการที่มีสระและวรรณยุกต์ที่ทับซ้อนกันในบางครั้งทำให้อ่านยากอีกด้วย นอกจานั้นยังมีปัญหาเล็ก ๆ น้อย ๆ เรื่องการฟังเพลงออนไลน์ ผู้ใช้งานไม่สามารถฟังเพลงออนไลน์ได้จาก Web Browser นี้ เนื่องจากบางเว็บไซต์เพลงบางเว็บเป็นระบบการทำงานแบบเก่า ซึ่ง Firefox จะไม่รองรับ แน่นอนว่าไม่เหมาะสำหรับคนที่ชอบฟังเพลงออนไลน์ หรือต้องทำงานที่เกี่ยวกับการใช้ภาษา และคนที่ต้องทำงานกับเว็บไซต์ที่ใช้ระบบที่ค่อนข้างเก่า

  • Opera หลายคนไม่คุ้นชื่อ Web Browser นี้เลย เพราะไม่ค่อยได้รับความนิยมในประเทศไทยสักเท่าไร แต่ก็ถูกหลายคนจับตามอง ด้วยความสามารถในการประหยัดแบตเตอร์รี่ได้ถึง 50 เปอร์เซ็น และยังช่วยป้องกันโฆษณนาต่าง ๆ โดยไม่จำเป็นต้องลอง Extension อะไรเพิ่ม แต่ข้อเสียที่มีก็คือ เรื่องของรูปภาพที่แสดงในหน้าเว็บไม่ค่อยมีความคมชัด และเปลือง Ram พอ ๆ กับ Firefox ไม่เหมาะสำหรับคนที่ทำงานเกี่ยวกับด้านการใช้ภาพ ตัดต่อ หรือต้องการความเร็วในการเข้าถึง
  • Safari Web Browser จากฝั่งของ OSX ที่มีการเข้าถึงที่รวดเร็ว รองรับ CSS มากมายที่อันอื่นไม่มีการรองรับ ระบบรักษาความปลอดภัยที่ดี และการแสกนข้อมูลที่เร็วรวด แต่ปัญหาคือเรื่องของ Extension ต่าง ๆ ที่แทบจะไม่มี การ Streaming ที่ไม่ได้คุณภาพ รวมไปถึงการใช้ของงาน Ram และ CPU ที่หนักพอสมควร เหมาะสำหรับคนทำงานที่ต้องการความรวดเร็ว และรูปแบบการแสดงผลต่าง ๆ ที่สวยงาม ไม่เหมาะกับคนที่ต้องการจะทำการ Add extension เข้าไป
  • Google Chrome ถือเป็น Web Browser ที่ได้รับความนิยมและเป็นสากลที่สุดในตอนนี้ การจากการกินพื้นที่ต่าง ๆ น้อย interface ที่สวยงาม และ Features ใหม่ ๆ ที่ทาง Google ได้พัฒนาขึ้น ทำให้ลบข้อเสียต่าง ๆ ของ Web Browser อื่นไปได้มากมาย แต่ก็ยังมีการติดปัญหาเล็กน้อยคือการรองรับภาษาไทยยังไม่ดีเท่าที่ควร แต่ถือได้ว่าดีที่สุด และเหมาะสมกับความต้องการต่าง ๆ ในตอนนี้มากที่สุด

แม้จะมี Web Browser ให้เลือกใช้กันมากมาย สิ่งหนึ่งที่เรามองข้ามไม่ได้เลย นอกจากความสวยงามและความเร็ว นั่นคือ ความปลอดภัยต่อการใช้งานนั่นเอง เพราะบางคนนั้นใช้ทำธุรกรรมทางการเงิน ดังนั้นการป้องกันตัวเองด้วยสแกนไวรัส และไม่เข้าเว็บแปลก ๆ ก็เป็นอีกกำแพงป้องกันได้อย่างดี

 

เว็บต้องห้ามที่ยั่วยวนชวนให้กด มีแต่เสียกับเสีย

                ปฎิเสธไม่ได้ว่ามีการกระทำผิดทางโลกอินเตอร์เน็ตมากมายหลายรูปแบบ เพื่อให้ได้รับผลประโยชน์มาแบบรวดเร็วโดยที่ไม่เสียเงิน ซึ่งแน่นอนว่านั่นถือเป็นสิ่งที่ผิดอย่างมาก ถึงทุกคนจะรู้แต่ก็มีคนที่กำลังทำอยู่มากมาย เนื่องจากการที่จะจับตัวผู้ที่กระทำผิดในโลกอินเตอร์เน็ตนั้น ถือเป็นเรื่องที่ยากและใช้เวลาอย่างมาก ในอินเตอร์เน็ตนั้นอาจจะไม่มีข้อมูลจริงของคนที่กระทำผิดอยู่เลยก็เป็นได้ ซึ่งการกระทำผิดรูปแบบหนึ่งนั้นก็คือการทำเว็บไซต์ที่หลอกลวง คนที่ไม่มีความรู้ความเข้าใจมากพอเกี่ยวกับอินเตอร์เน็ตให้เข้าไปในเว็บไซต์และทำให้เกิดความเสียหาย ถือว่าเป็นเว็บต้องห้ามที่เป็นภัยร้ายที่น่ากลัวในยุคนี้

ถ้าให้แยกเว็บไซต์ต้องห้ามเหล่านี้คงมีมากมายนับไม่ถ้วน แต่ที่เห็นกันชัด ๆ จะเป็นจำพวกเว็บโฆษณาต่าง ๆ ที่เด้งมาข้าง ๆ จอ เชิญชวนให้เรากดเข้าไปดู ซึ่งอาจจะมีเว็บไซต์ที่ได้ทำการซื้อพื้นที่โฆษณามาจริง ๆ แต่ส่วนใหญ่เป็นเว็บอันตรายเหล่านี้มากกว่า เว็บเหล่านี้จะทำการเข้าเครื่องของเราเพื่อดึงข้อมูล หรือ เข้ารหัสข้อมูลของเราในรูปแบบต่าง ๆ  ไม่ใช่แค่เว็บโฆษณาเท่านั้น ที่อันตรายยิ่งกว่าคือมีการให้โหลดโปรแกรม Crack แบบฟรี ๆ ซึ่งตัวโปรแกรมจริงมีราคาที่สูง หรือจะเป็นซอฟแวร์ ตัวช่วยทางลัดต่าง ๆ ที่เอาไว้กระทำผิดโดยเฉพาะ การโหลดหรือเข้าเว็บเหล่านี้ สิ่งที่จะได้ไม่ใช่ซอฟแวร์หรือ crack ที่คุณต้องการ แต่สิ่งที่จะได้คือ ไวรัสชนิดต่าง ๆ มากมาย โดยหลอกให้คุณ Run package ที่มีไว้ให้ จากนั้นเครื่องคอมของคุณก็จะตกเป็นเหยื่อไป

ไวรัส ส่วนใหญ่ที่จะเจอกันจากการเข้าเว็บไซต์หรือโหลดสิ่งต่าง ๆ จากเว็บไซต์เหล่านี้คือ Trojan ที่เป็น ไวรัส ที่หลายคนคุ้นเคย ภายนอกอาจจะดูธรรมดา แต่ความจริงแล้วมันสามารถสร้างความเสียหายมากมายให้กับเครื่องของคุณได้ โดยอาการที่อาจจะเกิดขึ้นมีดังนี้

  • การมี search engine แปลก ๆ ขึ้นมาเป็น default ในเว็บ browser
  • การเกิดจอฟ้า หรือเรียกกันว่า Blue Screen of Death ซึ่งจะทำให้เครื่องปิดตัวลงกระทันหัน
  • Safe mode บางตัวจะถูกปิดตัวลงอย่างอัตโนมัติ
  • มีการแจ้งเตือนจาก anti-ไวรัส แต่ไม่สามารถลบทิ้งได้
  • CPU ทำงานผิดปกติ

เหล่านี้เป็นอาการตัวอย่างที่เกิดจากไวรัสในเว็บไซต์เหล่านี้ แต่ก็มีคำถามเข้ามาว่าถ้าเราไม่ได้ดาวน์โหลดอะไร แค่เข้าไปดูในเว็บไซต์จะเป็นอะไรหรือเปล่า คำตอบคือมีสิทธิ์เป็นได้เช่นกัน บางเว็บไซต์ถูกตั้งค่าและเตรียมระบบไว้ เมื่อมีคนกดเข้าใช้งาน จะทำการส่ง ไวรัส เข้าเครื่องนั้น ๆ ได้เลย ยิ่งไปกว่านั้น เวลาผ่านไป เทคโนโลยีล้ำสมัยเกิดขึ้น การรับมือกับไวรัส เหล่านี้ก็เป็นเรื่องที่ยากขึ้นด้วยเช่นกัน เพราะฉะนั้นควรจะแน่ใจว่าเว็บไซต์ที่เราเข้า ปลอดภัยและไม่มีการส่งไวรัสเพื่อมาทำลายเครื่องหรือนำข้อมูลของเราออกไป

 

Online Working Website การทำงานบนเว็บไซต์ที่ไม่ต้องลงโปรแกรมให้รกเครื่อง

                เมื่อทุกอย่างสามารถเข้าถึงและใช้งานได้ผ่านอินเตอร์เน็ต ทำให้การทำงานต่าง ๆ ง่ายขึ้นอย่างมาก โดยปกติแล้วการทำงานส่วนใหญ่จะใช้โปรแกรมเป็นเครื่องมือในการทำงานประเภทต่าง ๆ ตัวอย่างเช่น ถ้าอยากทำเอกสาร ที่เราคุ้นเคยกันแน่นอนก็คือ Microsoft Word ถ้าอยากทำตารางงานต่าง ๆ ก็ใช้ Excel หรือถ้าอยาก slide presentation แน่นอนว่าต้องใช้ PowerPoint รวมไปถึงโปรแกรมเฉพาะอื่น ๆ ที่ใช้กันแค่ในบริษัท เหล่าประเภทนี้โปรแกรมที่ต้องมีการ install ลงในเครื่องก่อนจะใช้งานได้ ถ้าเป็นพวก Microsoft Office ทั้งหลายคงไม่น่าเป็นห่วงสักเท่าไร เพราะทุกเครื่องน่าจะมีอยู่แล้ว แต่บางโปรแกรมที่เป็นโปรแกรมเฉพาะของบริษัทและถูก install ไว้แค่ในเครื่องของบริษัท ทำให้บางครั้งพนักงานไม่สามารถนำไปทำที่อื่นได้นอกจากต้องเข้าออฟฟิศ

แต่ในตอนนี้มีหลายบริษัทเริ่มที่จะทำการปรับเปลี่ยนระบบการทำงานให้เป็นรูปแบบใหม่ นั่นก็คือการใช้ Online Working Website วิธีนี้จะสามารถทำให้พนักทุกคนที่มีสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ และสามารถใช้งานได้ตลอดเวลา อยู่ที่ไหนก็ทำงานได้ โดยเริ่มจากการมี Online website ที่ทุกคนสามารถใช้งานได้กับทุกเครื่อง โดยไม่ต้องมีการ install ใด ๆ

ตัวอย่างที่เห็นกันได้ชัดเลยคือ Google Drive ถือเป็นอีกการเปลี่ยนแปลงครั้งหนึ่งของการทำงานเลยก็ว่าได้ Google ได้ทำการนำโปรแกรมต่าง ๆ ที่บริษัทส่วนมากใช้งานกัน ไม่ว่าจะเป็นการทำเอกสาร ทำตารางงาน และการทำ slide presentation มาอยู่ใน Google Drive ซึ่งไฟล์จากการทำงานใน Google Drive ทั้งหมดจะถูกเซฟไว้ใน Drive ซึ่งมีพื้นที่เริ่มต้นให้ถึง 15 GB ทำไมไม่เปลืองที่ในเครื่อง และสามารถเข้าถึงไฟล์นี้ได้โดยใช้คอมพิวเตอร์เรื่องไหนก็ได้ ยิ่งไปกว่านั้นยังสามารถที่จะแชร์ไฟล์ให้กับใครก็ได้ที่เราต้องการ รวมไปถึงสามารถแก้ไขข้อมูลในไฟล์ได้ หลายบริษัทเริ่มที่จะทำงานผ่าน Google Drive กันแล้ว

นอกจากนี้ยังมีโปรแกรมหรือระบบต่าง ๆ ที่เข้าถึงได้โดยใช้เว็บไซต์เป็นตัวกลาง มีบริษัทยักษ์ใหญ่มากมายที่เริ่มจะใช้ระบบนี้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นระบบการจัดการเอกสาร หรือ Document Management ทำให้เอกสารของบริษัททั้งหมดถูกรวมไว้ในที่เดียวกัน เพื่อให้ทุกฝ่ายเข้าถึงกันได้ โดยใช้งานผ่านเว็บไซต์ หรือจะเป็นระบบการทำแบบสำรวจหรือ template ในการทำงานต่าง ๆ ที่ทางบริษัทบังคับให้ใช้กัน โดยการใช้งานผ่านเว็บไซต์เช่นกัน ถือเป็นสิ่งที่สะดวกสบายและทำงานร่วมกันได้แม้จะอยู่กันคนละที่ ยิ่งไปกว่านั้นซอฟแวร์บางชนิดเปิดให้ใช้โปรดักส์ของเขาผ่านเว็บไซต์ได้เลย เช่นการแต่งภาพบนเว็บไซต์ แก้คำผิด ทำโลโก้แบรนด์ หรือ การตัดต่อวีดีโอ

 

รับออกแบบเว็บไซต์ อาชีพสำหรับเด็กยุคใหม่ที่ต้นทุนใช้แค่ความรู้

ณ ตอนนี้พูดได้เลยว่า มีหลายบริษัทที่รับออกแบบเว็บไซต์ จะสามารถเห็นได้มากมายตามเว็บไซต์ หรือประกาศตามสื่อออนไลน์ต่าง ๆ เป็นอาชีพเทรนด์ใหม่ที่สามารถสร้างรายได้ดี โดยที่ไม่ต้องใช้ต้นทุนมากมาย ขอแค่มีความรู้ความเข้าใจในการออกแบบเว็บไซต์ ความรู้คอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการเขียนเว็บไซต์ หน้าตาของเว็บไซต์ ซึ่งต้องใช้ความรู้ด้านการเลือกใช้สีและด้านการออกแบบอื่น ๆ และตำแหน่งการวางส่วนประกอบต่าง ๆ ให้เหมาะสมกับประเภทเว็บไซต์ที่จะทำ ไม่ใช่แค่บริษัทที่เปิดรับทำเว็บไซต์เท่านั้นที่จะรับงานได้ เพราะในยุคนี้ความรู้เรื่องของการทำเว็บ มีหลักสูตรการสอนมากมายทั้งที่โรงเรียน คณะคอมพิวเตอร์ที่มหาวิทยาลัย หรือสื่อโซเชียลต่าง ๆ จึงมีหลายคนที่สนใจ และศึกษาด้านนี้เพื่อนำมาใช้งานสร้างรายได้

เด็กสมัยนี้ต่างจากเด็กสมัยก่อน เพราะเด็กสมัยนี้มีโอกาสเข้าถึงความรู้ต่าง ๆ ด้วยเทคโนโลยีได้เร็วกว่าเด็กสมัยก่อน ทำให้ทั้งความรู้และความคิดต่าง ๆ พัฒนาไปเร็วและมีประสิทธิภาพที่ดีกว่าอีกด้วย ดังนั้นไม่แปลกที่เราจะเห็นกลุ่มเด็กนักศึกษาที่เรียนไปด้วย รับทำเว็บไซต์ไปด้วย เพื่อเป็นการหารายได้เสริม ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งคู่แข่งสำคัญสำหรับบริษัทรับทำเว็บนั้น เนื่องจากด้วยความที่เป็นเด็กนักศึกษารับทำ ค่าบริการต่าง ๆ นั้นถูกกว่า แต่ผลงานที่ได้นั้นใกล้เคียงหรือดีกว่าบริษัทที่รับทำบางแห่งเสียอีก ทำให้หลายคนสนใจที่จะติดต่อให้กลุ่มวัยรุ่นพวกนี้ทำงานให้

แน่นอนว่าถ้าพูดเรื่่องของค่าตอบแทนนั้น มีแต่ได้กับได้ เนื่องจากไม่ต้องมีเงินทุนที่จะเสียอยู่แล้ว ต่อให้ได้เงินค่าตอบแทนมาเท่าไร นั่นถือเป็นกำไรของเราทั้งนั้น นอกจากจะได้รับเงินค่าตอบแทนแล้ว ยังสามารถนำผลงานเหล่านี้ไปทำเป็น portfolio เพื่อเก็บไว้ใช้ในเวลาที่ต้องสมัครงาน ถือว่าเป็นข้อได้เปรียบอย่างมาก

แต่ก็ไม่ใช่แค่บริษัท หรือกลุ่มนักเรียนเท่านั้นที่มีการรับออกแบบทำเว็บไซต์ ยังมีบริษัทที่ได้พัฒนาโปรแกรมที่ช่วยในการออกแบบเว็บไซต์ได้ด้วยตัวเองออกมาในรูปแบบของ drag and drop หรือการลากวางนั่นเอง นอกจาก component ต่าง ๆ จะถูกออกแบบโดยตัวผู้ใช้เองแล้ว ยังสามารถคัดลอกโค้ดที่เป็นฟังก์ชันต่าง ๆ มาผสมผสานในตัวงานที่กำลังออกแบบอยู่ได้เช่น นำโค้ด HTML ที่ทำให้ตัวหนังสือวิ่งจากทางขวาของจอไปทางซ้ายของจอได้ เป็นการผสมผสานระหว่าง template ของตัวโปรแกรมกับการ customize ของผู้ใช้งานเอง

นอกจากนี้ ก็มีแค่ค่าใช้จ่ายแค่ในการทำงาน Back-EN ของเว็บไซต์เท่านั้น ซึ่งตอนนี้มีหลายแบรนด์ที่เปิดตัวโปรแกรมประเภทนี้ออกมา เป็นคู่แข่งอีกหนึ่งคนที่น่ากลัวมากในวงการธุรกิจรับบออกแบบเว็บไซต์ในยุคนี้ และมีแววว่าจะโตขึ้นเรื่อย ๆ ในอนาคตอีกด้วย

 

การออกแบบเว็บไซต์แบบเบื้องลึกที่น่ารู้ ประโยชน์สำหรับคนเขียนเว็บทั้งหลาย

                หนึ่งสิ่งสำคัญที่ต้องมีในการออกแบบอย่างละเอียดนั้น ก็คือลักษณะการทำงานของระบบเว็บไซต์ ซึ่งได้มีการพัฒนาระบบการทำงานมามากมาย ถือเป็นทางเลือกให้นักออกแบบทั้งหลายได้ใช้กัน เริ่มจากยุคแรกของการออกแบบเว็บไซต์ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้น และนิยมใช้กันอย่างมาก นั่นคือการใช้งาน HTML, CSS, หรือ PHP ในการทำงานเว็บไซต์ โดยที่ระบบการทำงานทั้งหมดจะอยู่ที่ Server

ผู้ใช้งานจะเข้ามาใช้งานเว็บไซต์เรา จากนั้นเว็บไซต์เราจะทำการขอคำร้องต่าง ๆ ไปที่ server เพื่อให้ server ส่งข้อมูลกลับมา ซึ่งข้อมูลจะถูกส่งมาและนำไปไว้ในรูปแบบของ HTML บนเว็บไซต์ที่เราเห็นกัน โครงสร้างการทำงานแบบนี้มีข้อดีคือมีระบบดี ๆ ให้เลือกใช้มากมาย และราคาค่าใช้จ่ายต่าง ๆ มีราคาถูก แต่แน่นอนว่า Server จะถูกใช้งานอย่างหนัก

เมื่อเวลาผ่านไป ก็ได้มีการพัฒนาอีกรูปแบบหนึ่งขึ้นมา คือการใช้ JavaScript เป็นตัวกลางระหว่าง Server กับ Web browser มีหน้าที่ทำให้จัดการการดังข้อมูลต่าง ๆ และแสดงผลข้อมูลให้ง่ายขึ้น โดยเริ่มจากการที่ผู้ใช้งานส่ง request ไปที่ web browser จากนั้น web browser จะส่งข้อมูลไปที่ server และถูกเก็บใน Database จากนั้นก็จะทำการส่งกลับมาจาก Database กลับมาถึง Web browser เป็นทอด ๆ ไป วิธีนี้ทำให้มีการโหลดเว็บเพื่อแสดงผลมีความเร็วมาก และลดจำนวนภาษาที่จำเป็นลง เพราะ JavaScript นั้นสามารถเป็น Server ได้แล้ว โดยการใช้ NodeJS แต่มันจะใช้งานลำบากสำหรับคนที่ต้องการที่ไม่ค่อยต้องการที่จะศึกษาระบบการทำงานแบบใหม่ ๆ ซึ่งในระบบโครงสร้างการทำงานรูปแบบนี้มีหนึ่งสิ่งใหม่ที่น่าสนใจ นั่นคือ React

React การทำเว็บไซต์รูปแบบใหม่ สำหรับคนยุคใหม่

React ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาใช้กับโครงสร้างการทำงานแบบนี้โดยเฉพาะ ถือเป็น JavaScript Library ซึ่งตอนนี้ถูก

พัฒนาออกมาใช้งานได้ในการทำแอปพลิเคชันที่เรียก React Native อีกด้วย เป็นที่นิยมอย่างมากในตอนนี้ ซึ่ง React นั้นมี concept ที่สามารถเข้าใจได้ง่าย และจะมีประโยชน์มากสำหรับคนที่มีความเข้าใจเรื่องในการเขียน JavaScript ตอนนี้มีมหาวิทยาลัยหลายที่เริ่มสอนวิธีการออกแบบโครงสร้างเว็บไซต์แบบใหม่นี้ แทนการทำโดยใช้ HTML ที่เชื่อมต่อกับ Server โดยตรง

แต่ไม่ใช่ว่าการออกแบบการทำงานของเว็บไซต์แบบแรกนั้นผิด ปัจจจุบันก็ยังมีคนที่ใช้งานแบบนี้อยู่ แต่การทำเว็บไซต์แบบใหม่โดยใช้ React นั้นเป็นแค่อีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคนที่ต้องการให้มีการทำงานเว็บไซต์ที่ง่ายขึ้น รวมไปถึงเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ให้ทันโลก ที่สำคัญคือเลือกรูปแบบที่เหมาะที่สุดและสามารถใช้งานมันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด ถ้าเราไม่เชี่ยวชาญกับสิ่งใหม่ และไม่ทำการศึกษาก่อน แน่นอนว่าผลลัพธ์ที่ออกมานั้นมีแค่เสีย แต่ถ้าเราชำนาญกับระบบแบบเดิมมากกว่า และยังใช้มันต่อไป แน่นอนว่าสิ่งที่ได้มานั้นมีคุณภาพมากกว่าแน่นอน

 

ใช้งานได้ดีจริงหรือ Template เว็บไซต์ หน้าเว็บสำเร็จรูปที่ไม่จำเป็นต้องออกแบบ

                หลาย ๆ ครั้งที่เรามีความรู้เรื่องของการเขียนเว็บ และออกแบบฟังก์ชันต่าง ๆ เราสามารถทำได้ด้วยตัวเอง แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าเราไม่ได้เชี่ยวชาญหรือมีความรู้ด้านการออกแบบเลย ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมากของเว็บไซต์ เราก็ไม่สามารถทำเว็บไซต์ให้สมบูรณ์ได้ เป็นอีกหนึ่งข้อจำกัดสำหรับคนที่ต้องการจะเขียนเว็บเอง แต่ไม่มีความรู้ในด้านการออกแบบ UI (User Interface)

ในตอนนี้มี source หลายแห่งที่เริ่มมีการปล่อย template ต่าง ๆ ออกมาให้ดาวน์โหลดกัน ไม่ว่าจะเป็น template สไลด์ของ Microsoft PowerPoint รูปแบบเอกสารของ Word Template ของแอปพลิเคชัน หรือ Template ของเว็บไซต์รูปแบบต่าง ๆ ซึ่งการใช้ Template เว็บไซต์ต่าง ๆ ก็มีมีข้อดีอยู่มากมาเช่น

  • ผู้ใช้งานจะได้ UI ที่ดีดู เหมาะสม และลงตัวอย่างมาก เนื่องจาก template ที่ได้มีการออกแบบไว้ให้เราได้เอาไปใช้งานนั้น ส่วนใหญ่ถูกออกแบบมากจากคนที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในการออกแบบ ซึ่งทั้งเรื่องของสี Header หรือ Footer ต่าง ๆ จะถูกออกแบบมาให้สอดคล้องกันอย่างลงตัว
  • มี Template ให้เลือกมากมายหลากหลายแบบ ขึ้นอยู่กับประเภทของเว็บไซต์ที่เราต้องการจะสร้าง ซึ่งในแต่ละประเภทก็จะมีการแบ่งแยกย่อยเป็นสไตล์ไปอีก ทั้งเรื่องของสี ฟอนต์ และจากจัดวางต่าง ๆ
  • มีการปล่อยให้โหลด template ได้ฟรี รวมไปถึงบางเว็บไซต์สามารถนำมา customize ต่อได้
  • ส่วนใหญ่สามารถ preview template ก่อนที่โหลดได้ เพื่อช่วยผู้ใช้งานในการตัดสินใจก่อนจะนำไปใช้
  • มีการอัพเดทตัว template ใหม่ ๆ อยู่ตลอดทุกปีให้ทันสมัยและน่าใช้งานอยู่ตลอดเวลา

นับกันจริง ๆ แล้ว ถือว่าเป็นสิ่งที่ช่วยอำนวยความสะดวก และมีประโยชน์ต่อนักพัฒนาเว็บไซต์อย่างมาก แต่ไม่มีสิ่งใดที่จะมีข้อดีเสมอไป และไม่มีอะไรที่ได้มาฟรี ๆ จริงอยู่ที่ template ขนิดต่าง ๆ มีให้โหลดอยู่ทั่วไปในเว็บไซต์ แต่ก็มีขั้นตอน หรือความยุ่งยากอยู่ ถือว่าเป็นข้อเสียของการโหลด template ตามเว็บไซต์ ตัวอย่างเช่น

  • การที่จะโหลด template แบบฟรี ๆ ตามที่หน้าเว็บบอกไว้นั้น มีอยู่น้อยมากที่จะปล่อยให้โหลดฟรี จริง ๆ มันเป็นการโฆษณาให้คนสนใจและเข้ามาชมเว็บ จุดประสงค์คือการขาย template ซึ่งอาจจะมีให้เลือกดู หรือ preview ดูได้ก่อน หลังจากนั้นก็ให้ดาวน์โหลด แต่มีเงื่อนไขคือต้องจ่ายเงินเท่านี้ ๆ ก่อน จึงจะโหลดได้
  • ถ้าเป็นเว็บที่มีการปล่อยให้ผู้ใช้งานดาวน์โหลดได้ ก็จะเป็นลักษณะของตัวทดลอง หรือเป็น template ขั้นพื้นฐาน ที่จะไม่มีรายละเอียดอะไร มีแค่สีกับ ตำแหน่ง Header Footer ของเว็บที่ให้มาเท่านั้น ถ้าอยากได้แบบที่ดูใน preview ก็ต้องจ่างเงินเช่นกัน
  • ถึงแม้จะดาวน์โหลดได้ แต่อาจจะมีการติดลายน้ำของชื่อเว็บไซต์นั้นไว้ เพื่อไม่ให้สามารถเอาไปใช้งานจริงได้

อย่างที่กล่าวไปว่าข้างต้นว่าการใช้ template ที่ถูกออกแบบมาแล้วนั้นย่อมดีกว่าการออกแบบหน้าเว็บที่ต้องนำไปใช้งานจริงด้วยตัวเอง แต่ถึงอย่างไร ถ้าอยากที่จะได้หน้าเว็บดี ๆ สวย ๆ แต่อาจจะไม่ต้องจ้างคนออกแบบที่มีค่าใช้จ่ายพอสมควร เราสามารถซื้อ template เหล่านี้มาใช้ได้ แน่นอนว่ามีค่าใช้จ่ายในการซื้อ แต่ส่วนใหญ่ถูกกว่าการจ้างคนมาออกแบบ หรือถ้าใครที่ไม่ได้ซีเรียสอะไร แค่ใช้ในการศึกษาหรือลองฝึกทำ ก็สามารถโหลดจากเว็บที่มีให้โหลดฟรีได้ แต่อาจจะไม่สวยและขาดรายละเอียดต่าง ๆ ไป รวมไปถึงลายน้ำของเว็บไซต์ที่ให้ ก็ขึ้นอยู่กับการใช้งานของแต่ละคน

 

Bootstrap Framework ตัวช่วยชั้นดีของคนทำเว็บไซต์สมัยใหม่

คนที่เป็น website developer (ผู้พัฒนาเว็บไซต์) ไม่มีใครไม่รู้จัก HTML ภาษาที่ใช้สร้างเว็บไซต์ที่ใช้กับทั่วโลก รวมไปถึง CSS Component ที่ใช้ในการตกแต่งหน้าเว็บให้ดูมีสีสันและออกมาเป็นสไตล์ที่ต้องการได้ หรือบางฟังก์ชันอาจจะมีการใช้ JavaScript เขียนฟังก์ชันออกมา เรื่องเหล่านี้คนทำเว็บคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เป็นสิ่งที่ฝึกทำกันตั้งแต่เริ่มต้น ไปจนถึงการทำเว็บขายเป็นอาชีพ แต่ยุคที่เทคโนโลยีถูกพัฒนาไปไกลแบบปัจจุบันนี้ สมาร์ทโฟนเข้ามามีบทบาทอย่างมากในสังคมและวงการธุรกิจ เนื่องจากผู้คนเลือกใช้สมาร์ทโฟนในการทำทุกอย่าง แม้กระทั่งการเข้าเว็บไซต์ ซึ่งปัญหาของการเขียนแบบเก่าเกิดขึ้นตรงที่ Font-EN (หน้าตาของเว็บไซต์) ไม่ตอบสนองต่อหน้าจอขนาดต่าง ๆ ของสมาร์ทโฟนหรือสมาร์ทดีไวซ์ต่าง ๆ

ผลที่ได้ก็คือ format ต่าง ๆ ที่ถูกออกแบบมาให้อยู่ในตำแหน่งที่สวยงาม เวลาเปิดเว็บไซต์เคลื่อนที่จนเสียรูปแบบ

หรือถูกบีบจนไม่เป็นทรง เมื่ออยู่บนสมาร์ทโฟน นอกจากผู้ใช้งานจะเห็นหน้าตาที่ประหลาดของเว็บไซต์แล้ว ปุ่มการใช้งานต่าง ๆ ก็ยากที่จะหาเจอได้ เป็นข้อเสียที่น่าเป็นห่วงพอสมควร ด้วยเหตุนี้ Bootstrap จึงถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเป็น framework ทางเลือกอีกอัน ที่จะสามารถแก้ไขปัญหา Web Responsive Design (การออกแบบหน้าตาของเว็บให้ตอบสนองเข้ากับทุกอุปกรณ์) ได้

Bootstrap ถูกพัฒนาขึ้นโดยบริษัทที่หลายคนในโลกใช้งานโซเชียลมีเดียที่บริษัทนี้เป็นคนสร้างอยู่ นั่นคือ Twitter นั่นเอง และยังถูกพัฒนาต่อเรื่อย ๆ จากทั่วทุกมุมโลก โดย Twitter เล็งเห็นถึงปัญหาในด้านการแสดงผลหน้าตาของเว็บไซต์ รวมไปถึงเทรนของการใช้สมาร์ทโฟนที่มากขึ้นเรื่อย ๆ จึงตัดสินใจทำ Bootstrap ที่เป็น framework ที่รวม HTML CSS และ JavaScript รวมอยู่ด้วยกัน โดยตามหลักแล้วการทำงานในลักษณะ coding หรือการ design ต่าง ๆ นั้นจะมีแนวทางการทำและการออกแบบที่ต่างกัน เพราะฉะนั้นอาจจะทำให้เกิดความสับสนขึ้นเวลาทำงานร่วมกัน Bootstrap จึงเป็นอีกตัวที่ช่วยให้ทุกคนทำตาม framework ที่กำหนดไว้ และให้งานออกมาไปในทิศทางเดียวกัน

หลายคนอาจจะสงสัยหรือมีความคิดว่า นี่เป็นเทรนใหม่ที่เข้ามา มันต้องยากหรือซับซ้อนมากแน่ ๆ แต่ความจริงแล้วไม่ได้มีอะไรที่ยากเลย ถ้าเขียนแบบใช้ HTML แบบปกติได้ ก็สามารถที่จะเขียน Bootstrap ได้ เนื่องจากหลักการทำงานหรือ component ต่าง ๆ แทบที่จะไม่ต่างกับการเขียนเว็บแบบเดิมเลย แต่สามารถทำให้เว็บที่เขียนนั้นออกมามี format ที่ถูกต้องและเป็น Responsive Website ได้ ที่สำคัญคือเป็น framework ที่ไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ สามารถโหลดตัว Bootstrap มาใช้ได้จากเว็บไซต์แบบฟรี ๆ ได้เลย รวมไปถึงการ install หรือส่วน extension ต่าง ๆ ก็ไม่มีค่าใช้จ่าย และมีวิธีการที่ไม่ซับซ้อน เป็นอีกหนึ่ง framework ที่มาแรงแซงทางโค้งอย่างมาก ที่นักพัฒนาเว็บไซต์ทั้งหลายควรนำไปใช้ เพื่อให้เว็บไซต์มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น

 

Algorithm ที่ใช้ในการเข้ารหัสเพื่อความปลอดภัยของเว็บไซต์คุณ

                ในยุคมีการกระทำผิดทางโลกอินเตอร์เน็ตและมีกฎหมายพ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ขึ้นมา เรื่องความปลอดภัยของข้อมูลต่าง ๆ ในเว็บไซต์นั้น เป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามเป็นอย่างยิ่ง ทุกข้อมูลที่เวียนอยู่ในเว็บไซต์ของเราจึงจำเป็นต้องมีระบบป้องกันข้อมูลรั่วไหล หรือต่อให้สามารถแทรกแทรงเข้าไปเอาข้อมูลออกมาได้ ก็ไม่สามารถใช้งานได้ เนื่องจากต้องทำการเข้ารหัสก่อน จึงจะสามารถเห็นข้อมูลที่แท้จริงได้ เรียกว่าการเข้ารหัสเพื่อความปลอดภัยของเว็บไซต์ การเข้ารหัสข้อมูลนั้นมีอยู่หลายแบบตัวอย่างเช่น Symmetric Encryption การเข้ารหัสข้อมูลแบบดั้งเดิมและถูกพัฒนาขึ้นมาเป็น Asymmetric Encryption ซึ่งในกลุ่มของ Asymmetric Encryption นั้นจะมี Algorithm ในการถอดรหัสอยู่สามกลุ่มคือ DES 3DES และ AES ซึ่งเป็นระบบการถอดรหัสแบบ Secret Key หมายถึงการใช้ Secret Key เป็นเหมือนกุญแจในกระบวนการ Decryption และ Encryption ข้อมูล

เนื่องจากข้อมูลที่เราต้องการจะทำให้มีความปลอดภัยนั้น จำเป็นต้องมีการ Decrypt Encrypt ก่อน การ Decrypt ข้อมูลคือการนำเอาข้อมูลดิบมาแปลงให้กลายเป็นรหัสเฉพาะที่ไม่สามารถอ่านได้ เมื่อข้อมูลถูกส่งถึงปลายทาง ข้อมูลที่ได้รับการ Encrypt แล้วจะถูกนำเข้าไปในการ Decryption เพื่อแปลงข้อมูลที่อ่านไม่ออกนั้นออกมาเป็นผลลัพธ์ ซึ่ง algorithm แบบนี้นั้นมีความปลอดภัยและแน่นหนาอยู่พอสมควร นี่เป็นระบบการเข้ารหัสแบบ DES เรียกได้เลยว่าเป็น algorithm ที่ยังหาจุดอ่อนไม่ได้เลย แต่มีปัญหาตรงที่ความยาวของบิตในการใช้งานที่มีน้อยเกินไป สุดท้ายก็จึงถูกเลิกใช้งานไป หลังจากนั้นก็มีการพัฒนา algorithm นี้ออกมาอีกครั้ง นั่นคือ Triple DES ซึ่งใช้ระบบการทำงานแบบเดียวกับ DES แต่ข้อแตกต่างอยู่ที่มีการใช้ algorithm แบบ DES ถึงสาม Key และทำระบบ DES สามครั้ง จึงทำให้ความยาวของบิตนั้นยาวขึ้น

นอกจาก Triple DES แล้ว ก็ยังมีการการพัฒนาต่อจนได้ออกมาเป็น AES หรือเรียกอีกอย่างว่า (Advanced Encryption Standard) เป็น Algorithm รูปแบบใหม่ที่ดีกว่า DES หรือ Triple DES  algorithm ที่ผ่านมา โดยมีความเร็วในการทำงานที่ดี และใช้พื้นที่หน่วยความจำน้อย ซึ่งตอนนี้เป็นที่นิยมใช้งานกันอย่างมาก แต่ไม่ได้มีแค่การถอดรหัสแบบ Secret Key แบบนี้เท่านั้น ยังมีอีกมากมายหลายแบบไม่ว่าจะเป็น IDEA ที่ทำงานต่างกับ DES ตรงที่มีการสร้างคีย์ย่อย ๆ และตัวฟังก์ชั่นการทำงานต่าง ๆ หรือ blowfish ที่เป็น algorithm ที่ใช้พื้นที่ในการทำงานน้อยมาก รวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงค่าความยาวของคีย์ได้ ซึ่ง algorithm เหล่านี้มีให้ศึกษาและเลือกใช้งานกันได้ตามความเหมาะสมของแต่ละคน

ไม่ใช่แค่เรื่องการออกแบบหน้าเว็บไซต์ที่สวยงาม หรือทำให้ผู้ใช้งานสามารถใช้ได้ง่ายขึ้นเท่านั้น เรื่องความปลอดภัยก็จำเป็นต้องมีการออกแบบระบบความปลอดภัยของระบบและข้อมูลเป็นสิ่งสำคัญ นักออกเว็บไซต์ทั้งหลายควรให้ความสนใจ เพื่อไม่ให้ข้อมูลนั้นรั่วไหลได้

 

อธิบายหมดเปลือก อะไรคือข้อแตกต่างระหว่างการออกแบบเว็บไซต์ด้วยตัวเอง และการจ้างผู้เชี่ยวชาญ

สำหรับบริษัทหรือร้านค้าที่ไม่ใหญ่มาก แต่อยากมีเว็บไซต์เป็นของตัวเอง ต่างก็คงกังวลเรื่องการออกแบบเว็บไซต์ ว่าควรจ้างผู้เชี่ยวชาญหรือออกแบบด้วยตนเองดี เนื่องจากปัจจุบันก็มีเครื่องมือช่วยออกแบบเว็บไซต์อยู่หลายตัว ซึ่งมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่าการจ้างผู้เชี่ยวชาญมากออกแบบเว็บไซต์ แต่หากมองในเชิงคุณภาพนั้นก็คงไม่สามารถรับประกันได้ว่าสิ่งที่เราคิดว่าดีนั้นดีจริงหรือไม่ในมุมมองผู้ที่เข้นมาใช้งานเว็บไซต์
ดังนั้นในเมื่อหลาย ๆ คนก็ต่างสงสัย เราจึงได้เตรียมข้อมูล 5 ข้อแตกต่างระหว่างการออกแบบเว็บไซต์ด้วยตัวเองและจ้างผู้เชี่ยวชาญออกแบบ ที่จะมาช่วยไขข้อสงสัยให้กับทุกคน รวมถึงทำให้คุณตัดสินใจได้ง่ายขึ้นว่าควรลงทุนกับการจ้างออกแบบหรือไม่

  1. การออกแบบเว็บไซต์ด้วยตนเองมีราคาต่ำกว่าการจ้างออกแบบมากกว่าสามเท่าโดยประมาณ ในการออกแบบด้วยตนเองนั้น จะเสียค่าใช้จ่ายในการของใช้เครื่องมือออกแบบแบบจับวางหรือ Drag and Drop เท่านั้น ซึ่งก็จะเป็นแบบเลือกฟังก์ชันต่าง ๆ แล้วลากมาวางได้เลย การจ้างผู้เชี่ยวชาญมากออกแบบนั้นจะใช้งบประมาณมาก อาจจะอยู่ที่หลักพันถึงหลักหมื่นแล้วแต่ความยากง่ายซับซ้อน ไปจนถึงชื่อเสียงและความสามารถของผู้ออกแบบก็จะทำให้ราคาต่างกันได้
  2. การออกแบบเว็บไซต์เองนั้นจะตรงตามที่ต้องการมากกว่า อีกทั้งยังปรับปรุงได้ง่าย ประโยคที่ว่าไม่มีใครเข้าใจเราได้ดีเท่าที่เราเข้าใจ และลงมือทำด้วยตัวเองนั้นเป็นเรื่องจริง บางครั้งการที่เรากำหนดคอนเซ็ปต์งานไป คนที่รับงานอาจไม่เข้าใจหรือเข้าใจแต่สื่อออกมาได้ไม่ตรงตามที่เราต้องการเท่าที่ควร อีกทั้งเว็บไซต์นั้นจะต้องมีการปรับปรุงอัพเดตเรื่อย ๆ หากเราออกแบบด้วยตนเองก็จะแก้ไขได้ง่ายกว่า
  3. การจ้างออกแบบ จะได้เว็บไซต์ที่เข้าใจผู้ใช้งานมากกว่า สำหรับการจ้างออกแบบนั้นที่ต้องจ่ายเงินมากกว่าเนื่องจากผู้ออกแบบต้องใช้เวลาศึกษาหาความรู้ในด้านต่าง ๆ ก่อนมารับออกแบบ และยังต้องทำความเข้าใจถึงพฤติกรรม และความรู้สึกของผู้ใช้งาน ทำให้ผู้เชี่ยวชาญจะมีประสบการณ์และทำออกมาได้ดีกว่า
  4. การจ้างออกแบบจะมีการวางแผนตามหลักการ และมีคุณภาพเชิงการตลาดมากกว่า หากมองในเชิงการเข้าใจและความรู้ก่อนที่จะออกแบบนั้น อย่างไรผู้ที่ศึกษามาโดยตรงก็ต้องเก่งกว่า นี่ก็เช่นกัน นักออกแบบจะสามารถเข้าใจแผนการใช้งานเว็บไซต์หรือ Website flow ได้ดีกว่า และเข้าใจการออกแบบเพื่อการสื่อเชิงการตลาดได้อีกด้วย
  5. การออกแบบเว็บไซต์เอง ไม่สามารถเขียนฟังก์ชันเพิ่มเติมจากที่มีอยู่เดิมของเครื่องมือได้ เนื่องจากต้องอาศัยความรู้ทางคอมพิวเตอร์โปรแกรมมิ่ง แน่นอนอยู่แล้วว่าผู้ออกแบบเว็บไซต์นั้นก็คือโปรแกรมเมอร์แขนงหนึ่ง ซึ่งใช้ความรู้ทางด้านภาษาคอมพิวเตอร์ และการออกแบบผสมกัน แต่เจ้าของธุรกิจโดยส่วนมากไม่อาจเข้าใจภาษาต่าง ๆ นี้ได้ แม้จะใช้โปรแกรมออกแบบสำเร็จรูป แต่ฟังก์ชันนั้นจำเป็นต้องเขียนขึ้นมาเอง และอาจจะต้องเชื่อมโยงกับฐานข้อมูล ซึ่งต้องใช้ความรู้ของโปรแกรมเมอร์จัดการนั้นเอง

ไม่ว่าคุณจะจ้างออกแบบหรือทำด้วยตัวเอง สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้ก็คือ การดึงจุดเด่น ข้อดีของธุรกิจของคุณออกมาแสดงให้ได้ และหากคุณไม่เชียวชาญเรื่องเว็บไซต์มากพอ การเสียเงินจ้างก็คุ้มค่ามากกว่า กับเวลาที่ต้องมานั่งงมแก้ปัญหา แต่หากคุณไม่รู้อะไรเลย การเรียนรู้เรื่องพื้นฐานบ้าง ก็จะทำให้คุณถ่ายทอดและเข้าใจในสิ่งที่นักออกแบบพูดได้มากขึ้นนั่นเอง