Author Archive: Blake J. Bissonette

5 สิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับเว็บไซต์ อันจะนำไปสู่เว็บไซต์ยอดนิยม

การสร้างเว็บไซต์ทำได้สะดวกและรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันมีโปรแกรมในการออกแบบเว็บไซต์สำเร็จรูปจำนวนมาก ขึ้นอยู่กับความถนัดของแต่ละคน เมื่อสร้างเว็บไซต์แล้วทุกองค์กรก็ต้องการให้เว็บไซต์เป็นช่องทางที่สำคัญในการสร้างความน่าเชื่อถือ ความรู้จักขององค์กรต่อคนทั่วไป และเว็บไซต์จะเป็นช่องทางการติดต่อที่สำคัญระหว่างผู้สร้างกับผู้เข้ามาชม แต่ปัญหาที่สำคัญสำหรับทุกองค์กร คือ เว็บไซต์ที่สร้างขึ้นมาไม่สามารถเข้าถึงกลุ่มคนจำนวนมากได้ จนนำไปสู่การเกิดคำถามที่สำคัญว่า ทำอย่างไรให้เว็บไซต์ขององค์กรได้รับความนิยม และมีคนเข้าชมบ่อย ซึ่งจะทำให้มีการขายสินค้า หรือบริการเพิ่มขึ้น มีคนเห็นความสำคัญ และรู้จักองค์กรเพิ่มมากขึ้น หลาย ๆ องค์กรสร้างเว็บไซต์ขึ้นมา แต่ไม่มีคนเข้ามาชม ก็เหมือนสร้างบ้านที่ไม่มีคนอยู่ หรือบริษัทที่ไม่มีพนักงานทำงานนั่นเอง ดังนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้บ้าน หรือบริษัทของเราเป็นสถานที่อบอุ่น คนอยากอยู่ และอยู่โดยไม่รู้สึกอึดอัดนั้น ต้องมีเทคนิคต่าง ๆ ดังนี้

  1. ต้องสามารถใช้งานได้ง่าย มีช่องสำหรับค้นหาที่ชัดเจน เพื่อทำให้คนทุกเพศ ทุกวัยสามารถเข้าชมเว็บไซต์ได้สะดวก ไม่รู้สึกยุ่งยาก หรือซับซ้อน ใช้โทนสีที่ดูแล้วเพลิดเพลิน สบายตา เพื่อให้ผู้เข้าชมรู้สึกสบายตา  หรืออึดอัด จนไม่อยากเข้าชมเว็บไซต์อีก
  2. มีการเชื่อมโยงไปยังลิงค์ของเว็บไซต์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องได้อย่างสะดวก และรวดเร็ว เพราะหลาย ๆ ครั้งผู้เข้ามารับชมเว็บไซต์เมื่อสนใจ หรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติมก็สามารถดูต่อได้ทันที เพียงแค่คลิกลิงค์ที่ได้สร้างไว้ก็จะทำให้ผู้เข้าชมรู้สึกว่าเว็บไซต์ใช้งายได้จริง และยังดูมีความน่าเชื่อถืออีกด้วย
  3. ต้องพัฒนาให้ใช้งานได้ทุกอุปกรณ์ การสร้างเว็บไซต์ที่ใช้งานได้เพียงแค่ในคอมพิวเตอร์ไม่สามารถตอบโจทย์การใช้งานจริงได้ เพราะในปัจจุบันเทคโนโลยีของเครื่องมือสื่อสารมีความทันสมัยอย่างมาก ทุกคนมีโทรศัพท์มือถือแบบ Smart Phone มีแท็บเล็ต คอมพิวเตอร์จะกลายเป็นสิ่งเกินความจำเป็น ดังนั้นการเข้าถึงเว็บไซต์ต้องสามารถเข้าถึงได้จากทุกอุปกรณ์ เพื่อความสะดวกในการใช้งาน
  4. เนื้อหาต้องดึงดูดให้คนสนใจ โดยเลือกเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับองค์กรเป็นหลัก และพัฒนาเนื้อหาให้ตรงกับเทรน หรือยุคสมัยในปัจจุบันเพื่อกระตุ้นให้ผู้อ่านรู้สึกว่าเข้าถึงได้ง่าย ต้องมีการพัฒนาเนื้อหาอย่างสม่ำเสมอ และ ต้องตรวจสอบความถูกต้องของเนื้อหาต่าง ๆ ก่อนที่จะนำมาเขียนลงในเว็บไซต์ เพียงแค่นี้ก็จะทำให้คนเข้ามาชมเว็บไซต์แบบไม่รู้เบื่อ
  5. ต้องสร้างจุดเด่นสำหรับเว็บไซต์ และองค์กร เพราะจุดเด่นจะทำให้คนรู้สึกสนใจ และมองเห็นถึงความจำเป็นว่าถ้าจะเลือกสินค้า หรือบริการด้านนี้ต้องบริษัทนี้เท่านั้น เพราะบริษัทมีจุดเด่นที่น่าสนใจ และเป็นจุดเด่นที่ไม่สามารถหาได้จากที่อื่น

การสร้างเว็บไซต์แต่ละสถาบันต่างก็ให้ความสนใจประเด็นที่แตกต่างกัน แต่ถ้าสร้างได้ครบทั้ง 5 ข้อที่กล่าวมาแล้วรับรองว่าเว็บไซต์จะได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นอย่างแน่นอน


เว็บ 4.0 เว็บไซต์ยุคดิจิตอล เพื่อประโยชน์สำหรับคนยุคใหม่

การเขียนเว็บไซต์ได้พัฒนามาถึงยุคที่เรียกว่าเว็บ 4.0 พัฒนาการของเว็บไซต์เริ่มตั้งแต่ยุคเว็บ 1.0 เป็นยุคเริ่มต้นสำหรับเว็บไซต์ เริ่มให้ความสำคัญในเรื่องของอินเทอร์เน็ต ยังไม่ค่อยได้รับความนิยมเท่าที่ควร เน้นการสื่อสารทางเดียว นั่นคือ ผู้สร้างเว็บไซต์สร้างข้อมูลเพื่อให้ผู้สนใจเข้ามาอ่าน ระยะต่อมาเข้าสู่ยุคเว็บ 2.0 เป็นยุคที่เริ่มใช้เครือข่ายในการสร้างความสัมพันธ์ทางสังคม มีการใช้อินเทอร์เน็ตเพิ่มมากขึ้น เรียกได้ว่าเป็นยุคที่เว็บไซต์ได้รับความนิยมอย่างมาก มีการสื่อสารสองทาง เพราะผู้สร้างเว็บไซต์และผู้สนใจสามารถติดต่อสื่อสารกันได้ในทันที ทุกที่ทุกเวลา เมื่อเข้าสู่ยุค เว็บ 3.0 สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้อย่างแพร่หลายด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย คือ โทรศัพท์มือถือแบบ Smart Phone เว็บไซต์ในยุคนี้เน้นการจัดระบบของข้อมูลเพื่อให้สะดวกต่อการเข้าถึง และการติดต่อระหว่างผู้สร้างเว็บไซต์กับผู้สนใจสามารถทำได้แบบรวดเร็วฉับไว ทุกที่ และทุกเวลา

                ในปัจจุบันเข้าสู่ยุคเว็บ 4.0 เป็นเว็บไซต์ที่ฉลาดกว่าเว็บรูปแบบเดิม ๆ อย่างมาก เพราะมีการนำ AI (Artificial Intelligence) มาใช้ในการสร้างเว็บไซต์ เทคโนโลยี AI นี้เป็นเทคโนโลยีที่ใช้ในการสร้างหุ่นยนต์ จึงมีความฉลาดมาก เว็บไซต์ในยุคนี้ สามารถเข้าใจเนื้อหา รูปภาพ และวีดีโอต่าง ๆ ได้เอง และยังสามารถจดจำได้ว่า อะไรคือสิ่งที่มีการใช้บ่อยที่สุด เช่น จำคำค้นหาต่าง ๆ ได้ สามารถแสดงรูปที่เคยค้นหาได้ และยังสามารถแสดงวีดีโอที่ใกล้เคียงกับที่ค้นหาได้ เป็นต้น ดังนั้นเว็บ 4.0 นี้สามารถเลือกที่จะตัดสินใจทำงานภายในเว็บไซต์ได้ด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการนำเข้าข้อมูลต่าง ๆ หรือการแสดงข้อมูลต่าง ๆ โดยเลือกสิ่งที่มีการประมวลผลแล้วว่ามีประโยชน์ในการทำงานมากที่สุด ทั้งในเรื่องของความรวดเร็ว และการใช้งานเว็บไซต์ เทคโนโลยีนี้ถูกใช้ในการสร้างประโยชน์ด้านต่าง ๆ ดังนี้

  1. ใช้สำหรับการสร้างชุมชนในการขายสินค้าขึ้นมา ทำให้ผู้ขาย และผู้ซื้อมีความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น เว็บไซต์สามารถค้นหาสินค้าได้ง่ายขึ้น รวมทั้งมีการเปรียบเทียบสินค้าในทุก ๆ ด้านให้กับผู้ซื้อ เพื่อให้สามารถทำการซื้อขายได้สะดวก รวดเร็วขึ้น
  2. ใช้สำหรับการสร้างความสัมพันธ์ในรูปแบบใหม่ ทำให้คนสามารถติดต่อสื่อสารกันได้สะดวกมากยิ่งขึ้นด้วยเครือข่ายที่เชื่อมโยงกันมากยิ่งขึ้น เว็บไซต์ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อทำให้คนเกิดความสัมพันธ์กันได้ง่าย และรวดเร็วขึ้น ลดข้อจำกัดในเรื่องของสถานที่ เวลา รวมถึงภาษาลง
  3. เว็บไซต์มีการจัดเก็บข้อมูล และประมวลผลข้อมูลรวดเร็วขึ้น ด้วยเทคโนโลยี AI ทำให้ลดขั้นตอนในการทำงานของมนุษย์ลง แต่สามารถเก็บข้อมูลจำนวนมหาศาลได้ แล้วยังช่วยประมวลผลสิ่งที่ต้องการได้อย่างรวดเร็วมากกว่าเว็บแบบเดิม
  4. ใช้สำหรับการสร้างแบบจำลอง เพื่อให้ผู้เข้าชมเว็บไซต์สามารถทดลองกระทำเพื่อตอบสนองต่อแบบจำลองต่าง ๆ ได้เหมือนเป็นการฝึกวางแผนตามสถานการณ์ที่เว็บไซต์ได้สร้างขึ้น เหมาะสำหรับเว็บไซต์การศึกษา หรือเว็บไซต์เกมส์ หรือ กีฬา

เว็บ 4.0 ถือได้ว่าเข้ามามีบทบาทกับมนุษย์ในปัจจุบันอย่างมาก ดังนั้นควรนำเว็บรูปแบบนี้มาใช้งานมากขึ้น เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสำหรับองค์กรสูงสุด และยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการจ้างคนในองค์กรลดลงด้วย


5 สิ่งที่จำเป็นสำหรับการออกแบบเว็บไซต์ให้น่าสนใจ

เว็บไซต์ถือได้ว่ามีความจำเป็นอย่างมากสำหรับทุกองค์กร เพราะในปัจจุบันเทคโนโลยีที่มีความทันสมัยส่งผลให้รูปแบบของความสัมพันธ์ของคนเปลี่ยนแปลงไป เมื่อคนในสังคมต้องการซื้อสนใจสินค้าหรือบริการ ไม่จำเป็นที่จะต้องเดินทางไปเลือกซื้อถึงบริษัท หรือสถานที่ขายโดยตรง เว็บไซต์กลายมาเป็นช่องทางที่มีความสำคัญอย่างมาก ที่ทำให้ผู้สนใจสินค้าหรือบริการรู้จักผู้ขายสินค้า หรือให้บริการได้ดีที่สุด เว็บไซต์ที่ดี ที่มีความน่าเชื่อถือจะทำให้ผู้ที่ซื้อสนใจ และรู้สึกอยากซื้อสินค้า หรือบริการ ดังนั้นการให้ความสำคัญในเรื่องของการสร้างเว็บไซต์จึงกลายมาเป็นสิ่งที่ทุกองค์กรควรให้ความสนใจ เพื่อสร้างจุดเด่นให้กับองค์กร สินค้า หรือบริการที่ต้องการนำเสนอขายด้วย

                การออกแบบเว็บไซต์ต้องมีความน่าสนใจ และแสดงถึงจุดเด่นต่าง ๆ ขององค์กร รวมไปถึงสินค้า หรือบริการอย่างชัดเจน การออกแบบควรมีลักษณะดังนี้

  1. มีข้อมูลที่ครบถ้วน และชัดเจน ตั้งแต่ข้อมูลของสินค้าหรือบริการ เพื่อให้ผู้ซื้อสามารถเข้าใจถึงลักษณะของสินค้า หรือบริการได้ง่าย ว่าสินค้ามีจุดเด่นอะไร ใช้งานอย่างไร หรือประโยชน์ต่าง ๆ ที่ผู้ซื้อจะได้รับเมื่อซื้อสินค้า หรือบริการ นอกจากนี้ยังต้องให้ข้อมูลของผู้ขายอย่างครบถ้วน เพื่อให้ผู้ซื้อติดต่อได้ง่าย โดยถ้ามีข้อมูลการจดทะเบียนบริษัท หรือทะเบียนพาณิชย์ ก็ควรใส่ข้อมูลให้เห็นชัดเจน
  2. ไม่ควรมุ่นเน้นขายสินค้า หรือบริการมากจนเกินไป เพราะเหมือนเป็นการบีบบังคับ หรือยัดเยียดให้ผู้เข้ามาดูซื้อสินค้าหรือบริการ เป็นสาเหตุให้ผู้เข้ามาชมเว็บไซต์รู้สึกเบื่อ และไม่อยากเข้ามาชมเว็บไซต์อีก การออกแบบเว็บไซต์ควรเน้นที่การให้ข้อมูล เพิ่มเติม เช่น เกร็ดความรู้เพิ่มเติม หรือบทความที่เกี่ยวกับสินค้า และบริการ เป็นต้น เพื่อทำให้ผู้เข้าชมรู้สึกสนใจ เห็นความจำเป็น และอยากซื้อสินค้า หรือบริการเพิ่มมากขึ้น
  3. ควรอัพเดตเว็บไซต์ให้มีความน่าสนใจ และทันสมัยตลอดเวลา โดยใช้ตัวอักษร รูปแบบ คลิปวีดีโอต่าง ๆ เพื่อสร้างความโดดเด่นให้กับเว็บไซต์ ปรับรูปแบบของเว็บไซต์ ในเรื่องของข้อมูลให้มีความทันสมัย โดยอัพเดตบ่อย ๆ เพื่อให้ผู้อ่านรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลง เพื่อกระตุ้นให้ผู้สนใจเข้ามาอ่าน และรู้สึกว่าเมื่อมีคำถามบริษัทก็สามารถตอบได้ในทันที
  4. ควรเน้นที่ความถูกต้องเป็นหลัก เริ่มตั้งแต่การสะกดคำ หรือข้อมูลที่ให้ก็ควรเป็นข้อมูลจริง เพราะจะทำให้ผู้อ่านเว็บไซต์มีความรู้สึกสนใจ และเชื่อถือสินค้า หรือบริการเพิ่มมากขึ้น
  5. ถ้ามีรางวัลของสินค้า หรือบริการก็ควรนำมาประกอบภายในเว็บไซต์ด้วย เพราะสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ผู้เข้ามาชมเว็บไซต์รู้สึกสนใจสินค้าหรือบริการเพิ่มมากขึ้น เพราะมีสิ่งที่เป็นเครื่องการันตีว่าองค์กรมีความน่าเชื่อถือ นอกจากนี้ถ้ามีการรีวิวสินค้า หรือบริการจากผู้ที่เคยซื้อสินค้าหรือใช้บริการแล้วก็จะยิ่งเพิ่มความน่าสนใจของเว็บไซต์

การออกแบบเว็บไซต์มีความสำคัญอย่างมากสำหรับสินค้า หรือบริการ ดังนั้นองค์กรควรให้ความสำคัญในการที่จะพัฒนาเว็บไซต์ของตนเองให้มีรูปแบบที่น่าสนใจเพิ่มมากขึ้น รับรองว่ายอดขายก็จะเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วยอย่างแน่นอน

Mobile Site ทางเลือกใหม่สำหรับการท่องโลกอินเทอร์เน็ต

เว็บไซต์ในอดีตนั้นสามารถเข้าถึงด้วยคอมพิวเตอร์เพียงอย่างเดียว ซึ่งถือได้ว่าเป็นอุปกรณ์ที่มีความจำเป็นอย่างมากสำหรับทุกคนและทุกหน่วยงาน แต่ในปัจจุบันการเข้าถึงเว็บไซต์ของคนส่วนใหญ่ใช้โทรศัพท์มือถือแบบ Smart Phone เป็นหลัก ปัญหาที่สำคัญของการออกแบบเว็บไซต์จากคอมพิวเตอร์ เมื่อนำมาใช้กับเว็บไซต์บนโทรศัพท์มือถือ คือการเข้าถึงค่อนข้างช้า การใช้งานยุ่งยาก หรือการแสดงผลของหน้าจอไม่ครบถ้วน เพราะเว็บไซต์ที่สร้างสำหรับคอมพิวเตอร์มีขนาดค่อนข้างใหญ่ แต่หน้าจอ Smart Phone หรืออุปกรณ์พกพารูปแบบอื่น ๆ มีขนาดเล็ก และความละเอียดของหน้าจอน้อยกว่า ดังนั้นรูปแบบการออกแบบเว็บไซต์ในปัจจุบันมีลักษณะที่เปลี่ยนแปลงไป เน้นที่การออกแบบเว็บไซต์ให้สามารถเข้าถึงได้ทุกอุปกรณ์เป็นหลักสำคัญ

                Mobile Site คือ การออกแบบเว็บไซต์ที่สามารถใช้งานได้บนโทรศัพท์มือถือแบบ Smart Phone เป็นเว็บไซต์อีกเว็บที่ถูกแยกออกจากเว็บไซต์หลัก เหมาะสำหรับการใช้งานสำหรับคนในปัจจุบันที่ใช้งานอินเทอร์เน็ตด้วย Smart Phone หรืออุปกรณ์พกพาอื่น ๆ ข้อดีของ Mobile Site มีดังนี้คือ

  1. Mobile Site ถูกออกแบบให้สามารถใช้งานได้กับทุกอุปกรณ์ แม้จะมีขนาดหน้าจอที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต และ Smart Phone เพราะถูกออกแบบมาให้รองรับสำหรับหน้าจอทุกประเภท
  2. ประหยัดเวลา และค่าใช้จ่าย เพราะเป็นการต่อยอดการสร้างเว็บไซต์จากเว็บไซต์หลักที่มีอยู่แล้ว จึงใช้เวลาน้อยกว่า และค่าใช้จ่ายค่อนข้างถูกกว่า เพราะ Mobile Site ถูกออกแบบมาให้ใช้ได้กับทุกอุปกรณ์จึงไม่ต้องปรับแต่งการใช้งานมากนัก
  3. การใช้งานเว็บไซต์รวดเร็วกว่า เพราะประเภทของไฟล์ของ Mobile Site มีขนาดเล็กกว่า รายละเอียดของเนื้อหาน้อยกว่า ทำให้สามารถเข้าถึงเว็บไซต์ได้รวดเร็วมากกว่า
  4. การใช้งาน Smart Phone มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ การออกแบบ Mobile Site จึงกลายมาเป็นสิ่งจำเป็นที่ตอบโจทย์การใช้งานเว็บไซต์ของคนในยุคปัจจุบันมากกว่า ทำให้คนรู้สึกเชื่อถือเว็บไซต์เพิ่มมากขึ้น เพราะสามารถเข้าถึงได้ทุกแหล่ง ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์พกพาอื่น ๆ ทำให้ Mobile Site สามารถเข้าถึงกลุ่มคนทั่วไปได้ดีกว่า และคนให้ความสนใจมากกว่า
  5. มีรูปแบบ และสีสันที่น่าสนใจ เพราะสามารถปรับแต่งได้ง่ายกว่า ทำให้สามารถดึงดูดผู้ใช้ได้ดีกว่า
  6. รูปแบบมีความทันสมัยเหมาะกับยุคสมัยมากกว่า เนื่องจาก Mobile Site ทำได้ง่าย จึงสามารถปรับเปลี่ยนได้ง่าย นั่นคือ เมื่อเว็บไซต์ล้าสมัยก็ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาในการแก้ไข แต่สามารถสร้างได้ใหม่เพื่อให้ตอบสนองต่อ Lifestyle ของคนรุ่นใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไปได้ตลอดเวลา
  7. ไม่ต้องเสียเวลาในการทำ SEO (Search Engine Optimization) ใหม่ และ SEO สั้นกระชับ เพราะการระบุ SEO ที่ครบถ้วน และมีขนาดยาวต้องอยู่ในเว็บไซต์หลักที่ถูกสร้างด้วยคอมพิวเตอร์แล้ว ดังนั้น การใส่ SEO ใน Mobile Site จึงยกแค่คำสั้น ๆ มาใช้งานได้ทันที

Mobile Site เป็นเว็บไซต์รูปแบบใหม่ที่เหมาะสำหรับคนในยุคปัจจุบันอย่างมาก เพราะ Lifestyle ของคนในยุคปัจจุบันที่ให้ความสำคัญกับการท่องโลกอินเทอร์เน็ตด้วย Smart Phone และอุปกรณ์พกพาอื่น ๆ มากกว่าคอมพิวเตอร์ ดังนั้น Mobile Site จึงกลายเป็นทางเลือกใหม่ของการใช้งานเว็บไซต์ที่ทุกหน่วยงานจำเป็นต้องให้ความสำคัญ และพัฒนาให้สร้าง Mobile Site สำหรับใช้ภายในหน่วยงาน

โทนสีสิ่งจำเป็นที่ส่งผลต่อความน่าสนใจของเว็บไซต์

สิ่งที่จำเป็นสำหรับเว็บไซต์คือเนื้อหาภายในเว็บไซต์ที่ครบถ้วน ต้องประกอบด้วยข้อมูลของสินค้า หรือบริการที่ต้องการนำเสนอ เป็นข้อมูลจริง ห้ามหลอกลวงหรือโฆษณาเกินจริง ข้อมูลของสำนักงานหรือบริษัท ข้อมูลช่องทางการติดต่อที่ครบถ้วน ที่ตั้ง เบอร์โทรศัพท์ อีเมล์ อาจจะมีช่องทางการติดต่อผ่านเว็บไซต์โดยตรง ถ้าจะให้น่าสนใจเพิ่มเติมอาจจะมีส่วนของการอัพเดตข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการ หรืออาจจะมีกระทู้สำหรับถาม ตอบ ของคนที่สนใจสินค้า หรือบริการ นอกจากข้อมูลที่ครบถ้วนแล้วการทำเว็บไซต์ควรให้ความสำคัญกับรูปแบบที่สวยงาม เพื่อทำให้ผู้เข้าชมรู้สึกสนใจ และอยากกลับเข้ามาชมอีกครั้ง และสิ่งที่เป็นปัจจัยสำคัญที่จะดึงดูดคนได้ก็คือเรื่องของ “โทนสี”

                โทนสีที่แตกต่างกันให้ความรู้สึกที่แตกต่างกัน ดังนั้นการใช้สีภายในเว็บไซต์เป็นสิ่งที่มีความจำเป็นอย่างมากในการดึงดูดผู้คนให้สนใจและเข้ามารับชม

1.สีโทนร้อน คือสีสันที่มีความจัดจ้านเห็นแล้วรู้สึกสดใส ไม่ว่าจะเป็น สีแดง สีส้ม สีเหลือง สีเหล่านี้จะช่วยกระตุ้นให้ผู้พบเห็นรู้สึกสดใส มีความสุข และสนใจเนื้อหาในส่วนนี้

2.สีโทนเย็น คือ สีที่เห็นแล้วรู้สึกสบายตา เพลิดเพลิน มองนาน ๆ แล้วรู้สึกสบายตาเพราะสีไม่จัดจ้านเกินไป นั่นคือ สีเขียว สีน้ำเงิน สีโทนนี้เมื่อนำมาใช้จะทำให้คนที่เข้าชมเว็บไซต์ชมได้นาน ๆ ไม่รู้สึกล้าสายตา

3.สีบางสีเป็นได้ทั้งสีโทนร้อน และสีโทนเย็น นั่นคือ สีเหลือง สีม่วง อยู่ที่สีแวดล้อม ถ้าวางไว้บริเวณสีโทนร้อนก็จะรู้สึกร้อนตามไปด้วย

4.สีกลาง เกิดจากผสมของสีสองสีที่เท่ากัน ได้แก่ สีม่วง สีน้ำตาล สีเทา สีเหล่านี้สามารถนำไปผสมได้กับทุกสี เมื่อนำไปใช้จะให้ความรู้สึกกลมกลืน เหมาะสำหรับใช้คั่นระหว่างสีโทนร้อน และสีโทนเย็น เพื่อเบรกความร้อนทำให้มองแล้วไม่รู้สึกจัดจ้านเกินไปจนล้าสายตา และกระตุ้นสีโทนเย็นเพื่อให้รู้สึกสดใส และน่าสนใจมากขึ้น

การใช้โทนสีที่ดี และเหมาะสมมีประโยชน์ ดังนี้

  1. เพิ่มความน่าสนใจในเว็บไซต์ ทำให้เว็บไซต์มีความสวยงามทำให้ผู้อ่านไม่รู้สึกเบื่อ หรือรู้สึกมาสบายตา เช่นเลือกกระตุ้นให้ผู้อ่านสนใจด้วยสีโทนร้อน และทำให้ผู้อ่านรู้สึกสบายตาด้วยสีโทนเย็น ในขณะเดียวกันทำให้ผู้อ่านอยากกลับเข้ามาอ่านซ้ำด้วยสีโทนกลาง เป็นต้น
  2. ทำให้เกิดสัดส่วนที่ชัดเจนในเรื่องของเนื้อหา สีที่ต่างกันก็ควรให้ข้อมูลที่มีความแตกต่างกัน เช่น เนื้อหาที่เป็นสินค้าหรือบริการของบริษัท ใช้สีโทนร้อนเพื่อกระตุ้นความสนใจ ในขณะเดียวกันส่วนที่เป็นข้อมูลทั่วไปของบริษัทควรใช้สีโทนเย็น และช่องทางการติดต่อควรใช้สีโทนกลาง เป็นต้น

สีสันที่ต่างกันส่งผลต่อความรู้สึกที่แตกต่างกัน ดังนั้นการใช้สีที่เหมาะสมก็จะช่วยดึงดูดให้คนเข้ามาชมเว็บไซต์เพิ่มมากขึ้น และยังส่งผลต่อการกลับเข้ามาชมเว็บไซต์ในครั้งต่อไป

Cryptocurrency ปี 2018 เหมืองขุดสุดง่าย แสนสบายแค่เปิดเว็บไซต์

                หลายคนที่เป็นนักลงทุน หรือจะเป็นคนที่ติดตามเรื่องราวต่าง ๆ เกี่ยวกับไอที คงจะไม่มีใครไม่รู้จักกับ Cryptocurrency หรือเงินสกุลดิจิตอลนั่นเอง ซึ่งเป็นค่าเงินที่ถูกสร้างขึ้นมาจาก algorithm ต่าง ๆ หรือที่เรียกกว่าการขุดนั่นเอง  หลังจากที่ขุดได้โดยการใช้ algorithm ต่าง ๆ แล้ว ก็นำมาแลกเปลี่ยนกันให้กลายเป็นเงินจริง ซึ่งในช่วงอีกไม่กี่ปีข้างหน้า โลกเราอาจจะมีการใช้เงินจริง ๆ ลดลง และจะหันมาใช้เจ้า Cryptocurrency แทน เนื่องจากมันไม่มีรูปร่างหน้าตา ไม่ต้องมีทรัพยากรในการผลิต และสะดวกสบายใจการใช้จ่ายต่าง ๆ แต่ในอีกมุมหนึ่ง ก็ยังถือเป็นสิ่งที่ไม่แน่ไม่นอน และหลายคนยังมีความเชื่อว่ามันยังไม่ปลอดภัยเท่าที่ควร

ถึงแม้จะเป็นอย่างนั้น แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านก็มีผู้คนมากมายให้ความสนใจในการขุดเจ้าค่าเงินสกุลดิจิตอลเหล่านี้เป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะขุดโดยใช้กำลังการคำนวณ algorithm จากการ์ดจอ หรือ CPU แม้กระทั่งการซื้อเครื่องขุดโดยเฉพาะที่มีราคาหลายแสนบาทมาขุดเลยก็มี ถือว่าเป็นการลงทุนอีกหนึ่งประเภทที่น่าสนใจ แต่ในปี 2018 นี้ มีทางเลือกใหม่สำหรับคนที่สนใจในเรื่องของการขุด Cryptocurrency นี้ นั่นก็คือการใช้บริการ cloud mining หรือขุดผ่านเว็บไซต์นั่นเอง

เว็บไซต์รูปแบบต่าง ๆ กับการขุดเงินสกุลดิจิตอลที่แสนจะมีความหวัง

                แน่นอนว่าการแลกเปลี่ยนหรือซื้อขายเงินสกุลดิจิตอลเหล่านี้นั้น จะทำธุรกรรมกันผ่านเว็บไซต์ที่เป็นกระเป๋าเงิน ที่ไว้ใช้เก็บเจ้า Cryptocurrency เหล่านี้ที่เรามาได้ ซึ่งส่วนใหญ่นั้นจะอยู่ใน platform ของเว็บไซต์ แต่ตอนนี้ มีหลายเว็บไซต์มากมายที่เริ่มให้ความสนใจกับการลงทุนเกี่ยวกับค่าเงินเหล่านี้ จึงเปิดบริการในลักษณะของ cloud mining หรือการซื้อกำลังขุดนั่นเอง ในช่วงแรก ๆ นั้น การขุดสกุลเงินดิจิตอลนั้นต้องใช้ algorithm ในการคิดสมการเพื่อที่จะผลิตเจ้าตัวเหรียญดิจิตอลสกุลต่าง ๆ ออกมา ซึ่งจำเป็นต้องซื้อเครื่องขุดที่มีราคาแพงอย่างมาก หรือซื้อ การ์ดจอและ CPU ที่แรง ๆ มาทำการขุดหาเหรียญสกุลดิจิตอลต่าง ๆ เหล่านี้ ซึ่งแน่นอนว่ามีต้นทุนที่สูง และเปลืองไฟเป็นอย่างมาก แต่การที่เราเลือกใช้ cloud mining นั่น เราแค่จ่ายเงินและทำสัญญากับเว็บไซต์ที่เปิดให้บริการ เพื่อที่จะทำการซื้อกำลังขุด และให้ทางผู้ขายกำลังขุดนั้น ขุดให้เราแทน วิธีการขุดแบบนี้ค่อนข้างเป็นที่นิยมอยู่ในช่วงหนึ่ง

หลังจากนั้นก็มีอีกหลายเว็บไซต์ที่ออกมาแจกตัว Cryptocurrency สกุลต่าง ๆ มีทั้งจริงบ้างหลอกบ้างแตกต่างกันไป ตัวอย่างเช่น ให้เรากดเข้าไปดูโฆษณาของเว็บ และเราจะได้สิ่งตอบแทนมาเป็นเงินสกุลดิจิตอล ซึ่งการที่เรากดเข้าไปดูโฆษณาของเว็บนั้น ก็จะช่วยในเรื่องของยอดผู้เข้าชมเว็บไซต์ รวมไปถึงเรื่อง pay per click อีกด้วย ส่วนใหญ่เว็บไซต์ในลักษณะนี้ จะมีให้เราสะสมไว้สกุลเงินดิจิตอลพวกนี้ไว้ ไม่ให้ถอนตามใจชอบ จะมีการตั้งขั้นต่ำของการถอนไว้สูง ๆ เพื่อที่จะให้คนเข้ามากดกันเยอะ ๆ แต่เมื่อถึงเวลาถอนออกไปจริง ๆ ก็ไม่มีเงินเข้ากระเป๋าดิจิตอลของเราเลย อีกรูปแบบนึงคือการเปิดเว็บไซต์ให้คนเข้าไปขุดกันเป็น pool หรือเป็นกลุ่ม เพื่อช่วยกันหาเจ้า Cryptocurrency นี้กัน และนำที่ได้มาหักเปอร์เซ็นต์กัน

จริงอยู่ว่าเจ้าสกุลเงินดิจิตอลนี้เป็นสิ่งใหม่ และค่อนข้างน่าสนใจ แต่มันก็มีความเสี่ยงสูง และอยู่ในความไม่คงที่อยู่ ใครที่สนใจควรจะศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนที่จะตัดสินใจลงทุนไปกับมัน

 

UX และ UI ดีมีชัยไปกว่าครึ่ง การทดสอบสุดสำคัญก่อนการเปิดใช้จริง

                UX และ UI ถือเป็นอีกหนึ่งขั้นตอนในการออกแบบเว็บไซต์ที่สำคัญอย่างมาก UI หรือ User Interface คือหน้าตาและการใช้งานต่าง ๆ ที่ผู้ใช้งานใช้ และ UX คือ User Experience หรือก็คือประสบการณ์การใช้งานของผู้ใช้ ข้อมูลที่ได้จากการเก็บ Persona หรือทดลองใช้งานระบบของเรา หลังจากที่เราพัฒนาถึงขั้น Prototype หรือมีตัวต้นแบบออกมาแล้ว เราต้องทำการทดสอบการใช้งานจากผู้ใช้งานจริง เพื่อดูว่าผลลัพธ์ที่ได้นั้นตรงกันกับความคิดที่เราคาดการณ์ไว้หรือไม่

หลายคนอาจจะมีคำถามขึ้นมาในใจว่า นี่คือขั้นตอนที่เป็นหน้าที่ของ Tester หรือไม่ ความเป็นจริงแล้วจะพูดแบบนั้นก็ได้ แต่ก็ไม่ใช่ร้อยเปอร์เซ็นต์ เนื่องจากคำว่า Tester นั้น เราสามารถมองในความของฝั่งผู้พัฒนาได้ว่าเป็นคนทดสอบระบบ เพื่อที่ตั้งใจจะหาจุดบกพร่องให้ได้มากที่สุด ก่อนที่จะนำไปให้กลุ่มตัวอย่างของผู้ใช้งานได้ทดลองใช้จริง พูดง่าย ๆ ก็คือถ้า Tester จะเป็นการทดสอบเพื่อหา Bug โดยเฉพาะ แต่ถ้าเป็นการ UX คือการเก็บข้อมูลเพิ่มเติม รวมไปถึงคำแนะนำต่าง ๆ จากมุมมองของผู้ใช้งาน เพื่อที่จะนำมาปรับปรุงแก้ไข

ในรายละเอียดของการสร้าง UI จริง ๆ แล้วมันคือหน้าตาของตัวเว็บไซต์เท่านั้น หรือที่เราเรียกกันว่า Font-EN นั่นเอง ซึ่งเรามารถที่จะออกแบบในรูปแบบไหนก็ได้ บางคนอาจจะเริ่มจากการออกแบบหน้าตาบน Adobe Photoshop หรือ Web Design อย่าง Wix.com เพื่อที่จะให้เห็นหน้าตาคร่าว ๆ ที่พอใจก่อน แต่แน่นอนว่าเรายังไม่สามารถเอาไปทำ UX ได้ เนื่องจากยังไม่มีฟังก์ชัน หรือการทำระบบของ Back-EN ที่เป็นฝั่งของตัวระบบการใช้งานของเว็บไซต์เลย ในส่วนนี้เราอาจจะจำเป็นที่จะต้องหาคนที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับเรื่องของคอมพิวเตอร์พอสมควร เช่นเรื่องของ PHP, Node.js หรือ Angular.js เป็นต้น หลังจากที่เราได้ UI ที่พอใจ และจัดการวางระบบการใช้งานในฝั่งของ Back-EN ได้แล้ว ก็จะออกมาเป็น Prototype หรือตัวต้นแบบนั่นเอง ไม่ควรจะมีการสลับขั้นตอน หรือข้ามขั้นตอนใด ๆ เพราะเราจะไม่ได้ผลลัพธ์ที่แท้ที่เสถียรและเป็นจริงเท่าที่ควร เมื่อถึงจุดนี้ เราจึงจะสามารถนำเจ้าตัวต้นแบบนี้ไปให้กลุ่มตัวอย่างของผู้ใช้งานทดสอบได้ ในการทำ UX นั้น ไม่ใช่แค่ให้ผู้ใช้งานลองเล่นตัวต้นแบบของเรา และรอเก็บคอมเม้นต์จากเขาเท่านั้น แต่สิ่งสำคัญมากที่ต้องคำนึงเลยคือเราควรจะมีการตั้งคำถามที่ดี และเหมาะสมกับการทดสอบระบบ เนื่องจากกลุ่มตัวอย่างไม่รู้รายละเอียดย่อยของตัวเว็บไซต์ รวมไปถึงฟังก์ชันการทำงานทั้งหมด ดังนั้นถ้าเราปล่อยให้เขาลองเล่นเอง แน่นอนว่าเราจะไม่ได้ผลทดสอบของทุกฟังก์ชันอย่างแน่นอน เราจึงต้องทำ Satisfaction Test และ Usability Test ขึ้นมาเพื่อเป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับการใช้งานในด้านความพึงพอใจและด้านการใช้งาน

ทุกขั้นตอนในกระบวนการพัฒนาหรือออกแบบเว็บไซต์นั้นถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และสำคัญพอสมควร นอกจากเราควรจะทำให้ครบ ทำอย่างละเอียด เรายังควรที่จะต้องทำทุกอย่างตามขั้นต่อ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ได้ผลดีมากที่สุดอีกด้วย

 

จากเว็บไซต์สู่แอปพลิเคชัน ยุคสมัยแห่งสมาร์ทโฟนที่รุ่งเรืองที่สุด

                ในยุคนี้ น้อยคนนักที่จะใช้โทรศัพท์ที่ไม่มีอินเตอร์เน็ต หรือเป็นโทรศัพท์แบบธรรมดาทั่วไปที่ยังมีปุ่มกดอยู่ แม้กระทั่งเด็กเล็ก ๆ เดี๋ยวนี้ก็ใช้สมาร์ทโฟนกันทั้งนั้น เนื่องจากยุคนี้เป็นยุคของอินเตอร์เน็ต และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ทำให้ผู้คนมากมายต่างให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้ หนึ่งประเด็นที่น่าสนใจเลยคือการสร้างแอปพลิเคชันจากเว็บไซต์หรือโปรแกรมต่าง ๆ ที่เป็นที่นิยมมาก เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายในการเข้าถึงของผู้ใช้งาน

ปัจจุบันเราเห็นแอปพลิเคชันมากมายที่ถูกพัฒนามาจากเว็บไซต์ชื่อดัง ไม่ว่าจะเป็นเฟสบุ๊ค ยูทูป หรือ ทวิตเตอร์ เนื่องจากมีผู้คนจำนวนมากใช้งานสมาร์ทโฟนมากขึ้น จึงจำเป็นต้องมีการพัฒนาเว็บไซต์เหล่านี้ให้ผู้ใช้งานสามารถใช้ได้ง่ายที่สุด หลายสิ่งหลายอย่างในตอนนี้เริ่มถูกพัฒนาขึ้นมาให้ใช้งานในรูปของแอปพลิเคชันเกือบทั้งหมดแล้ว ภาพในสมัยก่อน ในยุคแรก ๆ ที่เริ่มมีการใช้คอมพิวเตอร์ สิ่งที่เราคุ้นเคยและใช้งานเป็นประจำก็คือเว็บไซต์ เข้าไปตามเว็บต่าง ๆ เพื่อหาข้อมูล เล่นเกม หรือดูคลิปวิดีโอ ซึ่งไม่ค่อยสะดวกสบายสักเท่าไร แต่แอปพลิเคชันนั้นสะดวกสบายกว่า รวดเร็วกว่า และง่ายดายกว่า

แต่ก็ไม่ใช่ว่าเว็บไซต์จะหมดประโยชน์ไป หรือมีการใช้งานที่ลดน้อยลง ถ้าเป็นแบบนั้นจริง เราคงจะไม่เห็นระบบใหม่ หรือภาษาใหม่ที่เข้ามาช่วยในเรื่องของการพัฒนาเว็บไซต์อย่างแน่นอน แสดงว่าเว็บไซต์ก็ยังคงเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่มีผู้คนใช้งานอยู่ แต่จริง ๆ แล้วก็พัฒนาแอปพลิเคชันมาเพี่อความสะดวกสบายของผู้ใช้งาน และเพิ่มช่องทางในการใช้งานให้มากขึ้น ตัวอย่างเช่น เมื่อเราทำงานบนคอมพิวเตอร์ด้วย Google Drive อาจจะเป็นการแก้ไขเอกสารอะไรบางอย่าง แต่ยังทำไม่เสร็จเรียบร้อยดี เราก็สามารถเข้าแอปพลิเคชัน Google Drive บนสมาร์ทโฟนของเราได้ และทำการ Login เข้า Account นั้นและแก้ไขงานได้เหมือนกับบนเว็บไซต์ปกติเลย แต่แน่นอนว่าก็มีข้อเสียอยู่ นั่นก็คือหน้าตาหรือ interface ของการใช้งานบนเว็บไซต์ กับแอปพลิเคชัน แน่นอนว่าหน้าตาของทั้งสองนั้นยากที่จะเหมือนกัน เนื่องจากขนาดของหน้าจอ และระบบการทำงานต่าง ๆ เว็บไซต์บนคอมพิวเตอร์สามารถคลิกซ้ายคลิกขวาได้ แต่บนสมาร์ทโฟนเราคลิกซ้ายคลิกขวาไม่ได้ หน้าจอเล็กลง เลือกใช้งานเมนูต่าง ๆ ก็ยากมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตามนี่ถือเป็นการพัฒนาอีกหนึ่งเรื่องที่น่าสนใจ ถึงแม้ว่าปัญหาจะยังเล็ก ๆ น้อย ๆ อยู่ แต่เชื่อได้แน่นอนว่าในอนาคตมันจะถูกแก้ไขได้ไม่ยาก และอยากแนะนำสำหรับคนที่มีเว็บไซต์ที่ค้าขายสินค้า หรือบริการต่าง ๆ เพียงอย่างเดียว อยากจะแนะนำให้เพิ่มช่องทางต่าง ๆ ให้มากขึ้น แอปพลิเคชันก็เป็นอีกหนึ่งทางที่น่าสนใจ สำหรับบริษัทไหนหรือ product ไหนที่พอจะมีทุนในการพัฒนา แน่นอนว่ามันสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น สะดวกขึ้น และอาจจะเพิ่มจำนวนผู้ใช้งานได้มากขึ้นอีกด้วย และจะดีขึ้นไปอีกถ้าสามารถแก้ไขปัญหาเรื่องของ Interface ของแอปพลิเคชันและเว็บไซต์ที่กล่าวมาได้

 

เว็บไซต์ในอนาคตกำลังจะเป็นอย่างไร รูปแบบ WEB 4.0 แห่งโลกอนาคต

                เว็บไซต์นั้นได้มีการพัฒนาขึ้นมาอย่างมากในแต่ละช่วงเวลา เริ่มต้นตั้งแต่เว็บไซต์ยังเป็นแค่การให้ข้อมูลทางเดียว หรือที่เรียกว่า One Way Communication ผู้คนที่เข้ามาในเว็บไซต์ประเภทนี้จะเจอข้อมูลที่เจ้าของเว็บเป็นคนกำหนดขึ้นเองทั้งหมด และไม่สามารถที่จะทำการสื่อสารอะไรกันได้ ซึ่งจะถูกเรียกว่า WEB 1.0 ซึ่งอยู่ในช่วงปีระหว่าง 1990-2000 และค่อยพัฒนาขึ้นมาเรื่อย ๆ เป็น WEB 2.0 และ WEB 3.0 ตามลำดับ ซึ่ง WEB 2.0 นั้นอยู่ในช่วง 2000-2010 เป็นยุคที่เริ่มเป็นการสื่อสารแบบสองทาง และเริ่มที่จะมีโซเชียลมีเดีย ทุกคนสามารถที่จะแสดงความคิดเห็นได้ โพสต์ข้อมูลต่าง ๆ ที่ตนเองต้องการจะแชร์ ในช่องทางต่าง ๆ ได้ พูดง่าย ๆ ก็คือผู้เข้าชมเว็บไซต์สามารถที่จะใส่ข้อมูลลงไปในเว็บไซต์ได้เช่นกันนั่นเอง

จนมาถึงยุคของ WEB 3.0 ที่อยู่ในช่วง 2010-2020 ถือเป็นยุคที่เว็บไซต์เริ่มมีความฉลาดมากขึ้น และสามารถเรียนรู้ได้จากการคาดเดาพฤติกรรมต่าง ๆ และสามารถที่จะรู้ความต้องการของผู้ฝใช้งานได้มากขึ้น รวมไปถึงมีการสร้างความสัมพันธ์กับแหล่งข้อมูลอื่น ๆ ให้มาเป็นเครือข่ายเดียวกันได้อีกด้วย ถือว่าเป็นยุคที่เราอาศัยกันอยู่ ทีนี้ลองมาดู WEB 4.0 ที่กำลังใกล้เข้ามาแล้วในช่วงปี 2020-2030 ว่าจะมีอะไรที่น่าสนใจบ้าง

แนวทางเว็บไซต์ในอนาคต กับความอัจฉริยะที่คาดไม่ถึง

                เราอาจจะเคยเห็นในข่าวมาบ้างแล้วเกี่ยวกับเรื่องของโครงการการสร้างอุปกรณ์อัจฉริยะต่าง ๆ หรือหุ่นยนต์ที่มีความสามารถคล้ายกับคน นั่นเป็นสัญญาณที่กำลังจะบอกว่าเรากำลังจะเข้าสู่ยุคของ WEB 4.0 อย่างเต็มตัวในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า โดยจะมีการนำ AI หรือ Artificial Intelligence เรียกง่าย ๆ ว่าสมองกลในการเข้ามาช่วยในเรื่องต่าง ๆ นอกจากจะเรียนรู้พฤติกรรมแล้ว ยังสามารถที่จะเอาข้อมูลเหล่านั้นมาคำนวณและหาผลลัพธ์ต่าง ๆ ที่ผู้ใช้งานต้องการ และเลือกที่จะแสดงข้อมูลเหล่านั้นให้กับผู้ใช้งานนั้น ๆ ได้อย่างอัตโนมัติ รวมไปถึงการใช้งานใน platform ที่หลากหลายมากขึ้นในเกือบทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์บนโทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต หรือแม้กระทั่งโทรทัศน์ที่เป็น Smart TV ก็สามารถที่จะเข้าถึงตัวเว็บไซต์ได้

ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เราจะได้พบกับเว็บไซต์ที่มีการประมวลผลอย่างอัจฉริยะ และแม่นยำมากขึ้น รวมไปถึงการอำนวยความสะดวกสบายต่าง ๆ ในการใช้งาน เราจะอยู่ในยุคของข้อมูลอย่างเต็มรูปแบบ ใครที่มีข้อมูลและการประมวลที่แม่นยำและตรงกับลูกค้า หรือผู้ใช้งานมากกว่าจะเป็นฝ่ายชนะ ถือเป็นอีกหนึ่งความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญอีกหนึ่งจุดเลยทีเดียว ซึ่งตอนนี้ก็เริ่มมีเว็บไซต์ที่มีคุณสมบัติเหล่านี้ออกมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็น Chabot บนเว็บไซต์ การทำ Data analytic ของเว็บไซต์

เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมันส่งผลมากต่อด้านของธุรกิจ และการแข่งขันต่าง ๆ ยิ่งเราปรับตัวและใช้งานเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงนี้มากเท่าไร เราก็ยิ่งจะได้เปรียบมากกว่าคนอื่นเท่านั้น เราต้องเตรียมพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลง และก้าวนำคนอื่นให้ได้ก่อน เพื่อให้เราได้ก้าวต่อไปได้ในโลกอนาคต

 

เรื่องราวน่าสนใจเกี่ยวกับการจด Domain Name และ รายละเอียดเรื่อง Web Server

                ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ส่วนตัวไปจนถึงเว็บไซต์สำหรับองค์กรหรือบริษัทใหญ่ ๆ ที่ต้องการจะให้มีคนเข้าถึงได้จริง ๆ จำเป็นที่จะต้องมีการจด Domain Name เป็นของตัวเอง ความหมายคร่าว ๆ ของ Domain Name มันก็เปรียบเสมือนชื่อของเว็บไซต์ของคุณ หรือของบริษัทที่คนจะไว้ใช้ในการเข้าถึง ซึ่งไม่สามารถที่จำซ้ำกับคนอื่นได้ เนื่องจากจะมีปัญหาในตอนที่ผู้เข้าทำการค้นหาเพื่อเข้าถึง อาจจะเกิดการสับสนได้ เราสามารถเห็นเจ้าตัว Domain Name ได้จากตัวชื่อของเว็บไซต์ ที่จะลงท้ายด้วย .com .co.th หรือ .io เป็นต้น

ไม่ว่าจะเป็นใครก็สามารถที่จด Domain Name เป็นของตัวเองได้ อย่างที่ได้กล่าวข้างต้นว่าใคร ๆ ก็เป็นเจ้าของเว็บไซต์ของตัวเองได้ทั้งนั้น โดยการจด Domain นั้นมีค่าใช้จ่ายเพียงแค่ไม่เกิน 20 เหรียญต่อปี หรือแปลงเป็นเงินบาทไม่เกิน 300 บาทต่อปีเท่านั้น แต่สิ่งที่น่ากังวลมันอยู่ที่การเลือกชื่อที่จะใช้มาเป็น Domain Name มากกว่าว่าจะใช้ชื่ออะไรที่จำง่าย เชื่อมโยงกับตัวเนื้อหาด้านในเว็บไซต์ของเรา และต้องไม่ซ้ำกับผู้อื่น ถือเป็นเรื่องยากพอสมควร ณ ตอนนี้มีเว็บไซต์มากมายนับไม่ถ้วน และครอบคลุมทุกสิ่งไปหมดแล้ว ดังนั้นนี่เป็นอีกโจทย์ที่เราต้องคิดและทำการบ้านให้ดี ถ้าตั้งใจว่าจะใช้เว็บไซต์นี้ในระยะยาว วิธีการจด Domain Name มีดังนี้

  • ทำการหาบริษัทที่เปิดรับให้จด Domain Name (อาจจะเข้าไปที่เว็บไซต์ของเขา หรือจะติดต่อสอบถามเรื่องรายละเอียดวิธีการในการจด)
  • ทำการใส่ชื่อ Domain Name ที่เราคิดไว้ และทำการค้นหาเพื่อเช็คว่าซ้ำกับของใครหรือไม่
  • เมื่อได้ชื่อ Domain Name ที่ใช้งานได้แล้ว ก็ทำการตรวจสอบอีกครั้ง
  • ดำเนินการชำระเงินตามกระบวนการของเว็บไซต์ที่เราจดด้วย

Web server แต่ละประเภทที่ควรจะรู้ไว้ เพื่อการใช้งานที่เหมาะสม

                เมื่อเรามีชื่อเว็บไซต์เรียบร้อย ก็จำเป็นที่จะต้องมีพื้นที่สำหรับเว็บไซต์ของเรานั่นก็คือ Web Server หรือหลายคนอาจจะคุ้นกับชื่อ Web Hosting นั่นเอง ซึ่งเราสามารถที่ซื้อพื้นที่ของในการใช้งานเว็บไซต์ของเราก็ได้ หรือจะทำการเช่าก็ได้ จากนั้นก็มาทำการเลือกประเภทของ Web Hosting ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับเว็บไซต์ของเรา โดย Web hosting นั้นจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ

  • Shared Hosting เป็นพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับเว็บไซต์ที่ไม่ได้ต้องการความเสถียรอะไรมาก ไม่มีข้อมูลสำคัญ หรือมีผู้ใช้งานจำนวนมาก เนื่องจาก Shared Hosting เป็นพื้นที่สำหรับเว็บไซต์ที่มีราคาที่ถูกมาก แต่สิ่งที่มากับความถูกนั้นก็คือการใช้งานรวมกับเว็บไซต์อื่น ๆ ที่เป็น Shared Hosting เหมือนกัน ดังนั้นถ้าเกิดปัญหา เรามีสิทธิ์ที่จะได้รับผลกระทบไปด้วยอย่างแน่นอน เนื่องจากมีการแชร์พื้นที่การใช้งานกันอยู่ หรือใช้พื้นที่เดียวกันนั่นเอง
  • Could Hosting หรือเราจะเรียกว่า Private Hosting ก็ได้ เหมาะสำหรับเว็บไซต์ที่ต้องการความปลอดภัยที่มากกว่า Shared Hosting ไม่ต้องการแชร์พื้นที่กับใคร มีการ customize หรือดัดแปลงที่ง่าย แต่ก็ตามมาด้วยราคาที่ค่อนข้างสูง และการใช้งานที่ค่อนข้างซับซ้อนกว่าตัว Shared Hosting

ลองสังเกต และประเมินเว็บไซต์ของคุณดูว่าต้องการจะให้มีลักษณะอย่างไร หรือจุดมุ่งหมายจริง ๆ คืออะไร การเลือกชื่อในการจด Domain ควรจะเป็นอย่างไร และมีทุนมากน้อยแค่ไหน เพื่อที่จะสามารถเลือกใช้งานรายละเอียดต่าง ๆ เหล่านี้ได้ถูกต้อง และเหมาะสมกับเว็บไซต์ของคุณที่สุด