Author Archive: Blake J. Bissonette

อธิบายหมดเปลือก อะไรคือข้อแตกต่างระหว่างการออกแบบเว็บไซต์ด้วยตัวเอง และการจ้างผู้เชี่ยวชาญ

สำหรับบริษัทหรือร้านค้าที่ไม่ใหญ่มาก แต่อยากมีเว็บไซต์เป็นของตัวเอง ต่างก็คงกังวลเรื่องการออกแบบเว็บไซต์ ว่าควรจ้างผู้เชี่ยวชาญหรือออกแบบด้วยตนเองดี เนื่องจากปัจจุบันก็มีเครื่องมือช่วยออกแบบเว็บไซต์อยู่หลายตัว ซึ่งมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่าการจ้างผู้เชี่ยวชาญมากออกแบบเว็บไซต์ แต่หากมองในเชิงคุณภาพนั้นก็คงไม่สามารถรับประกันได้ว่าสิ่งที่เราคิดว่าดีนั้นดีจริงหรือไม่ในมุมมองผู้ที่เข้นมาใช้งานเว็บไซต์
ดังนั้นในเมื่อหลาย ๆ คนก็ต่างสงสัย เราจึงได้เตรียมข้อมูล 5 ข้อแตกต่างระหว่างการออกแบบเว็บไซต์ด้วยตัวเองและจ้างผู้เชี่ยวชาญออกแบบ ที่จะมาช่วยไขข้อสงสัยให้กับทุกคน รวมถึงทำให้คุณตัดสินใจได้ง่ายขึ้นว่าควรลงทุนกับการจ้างออกแบบหรือไม่

  1. การออกแบบเว็บไซต์ด้วยตนเองมีราคาต่ำกว่าการจ้างออกแบบมากกว่าสามเท่าโดยประมาณ ในการออกแบบด้วยตนเองนั้น จะเสียค่าใช้จ่ายในการของใช้เครื่องมือออกแบบแบบจับวางหรือ Drag and Drop เท่านั้น ซึ่งก็จะเป็นแบบเลือกฟังก์ชันต่าง ๆ แล้วลากมาวางได้เลย การจ้างผู้เชี่ยวชาญมากออกแบบนั้นจะใช้งบประมาณมาก อาจจะอยู่ที่หลักพันถึงหลักหมื่นแล้วแต่ความยากง่ายซับซ้อน ไปจนถึงชื่อเสียงและความสามารถของผู้ออกแบบก็จะทำให้ราคาต่างกันได้
  2. การออกแบบเว็บไซต์เองนั้นจะตรงตามที่ต้องการมากกว่า อีกทั้งยังปรับปรุงได้ง่าย ประโยคที่ว่าไม่มีใครเข้าใจเราได้ดีเท่าที่เราเข้าใจ และลงมือทำด้วยตัวเองนั้นเป็นเรื่องจริง บางครั้งการที่เรากำหนดคอนเซ็ปต์งานไป คนที่รับงานอาจไม่เข้าใจหรือเข้าใจแต่สื่อออกมาได้ไม่ตรงตามที่เราต้องการเท่าที่ควร อีกทั้งเว็บไซต์นั้นจะต้องมีการปรับปรุงอัพเดตเรื่อย ๆ หากเราออกแบบด้วยตนเองก็จะแก้ไขได้ง่ายกว่า
  3. การจ้างออกแบบ จะได้เว็บไซต์ที่เข้าใจผู้ใช้งานมากกว่า สำหรับการจ้างออกแบบนั้นที่ต้องจ่ายเงินมากกว่าเนื่องจากผู้ออกแบบต้องใช้เวลาศึกษาหาความรู้ในด้านต่าง ๆ ก่อนมารับออกแบบ และยังต้องทำความเข้าใจถึงพฤติกรรม และความรู้สึกของผู้ใช้งาน ทำให้ผู้เชี่ยวชาญจะมีประสบการณ์และทำออกมาได้ดีกว่า
  4. การจ้างออกแบบจะมีการวางแผนตามหลักการ และมีคุณภาพเชิงการตลาดมากกว่า หากมองในเชิงการเข้าใจและความรู้ก่อนที่จะออกแบบนั้น อย่างไรผู้ที่ศึกษามาโดยตรงก็ต้องเก่งกว่า นี่ก็เช่นกัน นักออกแบบจะสามารถเข้าใจแผนการใช้งานเว็บไซต์หรือ Website flow ได้ดีกว่า และเข้าใจการออกแบบเพื่อการสื่อเชิงการตลาดได้อีกด้วย
  5. การออกแบบเว็บไซต์เอง ไม่สามารถเขียนฟังก์ชันเพิ่มเติมจากที่มีอยู่เดิมของเครื่องมือได้ เนื่องจากต้องอาศัยความรู้ทางคอมพิวเตอร์โปรแกรมมิ่ง แน่นอนอยู่แล้วว่าผู้ออกแบบเว็บไซต์นั้นก็คือโปรแกรมเมอร์แขนงหนึ่ง ซึ่งใช้ความรู้ทางด้านภาษาคอมพิวเตอร์ และการออกแบบผสมกัน แต่เจ้าของธุรกิจโดยส่วนมากไม่อาจเข้าใจภาษาต่าง ๆ นี้ได้ แม้จะใช้โปรแกรมออกแบบสำเร็จรูป แต่ฟังก์ชันนั้นจำเป็นต้องเขียนขึ้นมาเอง และอาจจะต้องเชื่อมโยงกับฐานข้อมูล ซึ่งต้องใช้ความรู้ของโปรแกรมเมอร์จัดการนั้นเอง

ไม่ว่าคุณจะจ้างออกแบบหรือทำด้วยตัวเอง สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้ก็คือ การดึงจุดเด่น ข้อดีของธุรกิจของคุณออกมาแสดงให้ได้ และหากคุณไม่เชียวชาญเรื่องเว็บไซต์มากพอ การเสียเงินจ้างก็คุ้มค่ามากกว่า กับเวลาที่ต้องมานั่งงมแก้ปัญหา แต่หากคุณไม่รู้อะไรเลย การเรียนรู้เรื่องพื้นฐานบ้าง ก็จะทำให้คุณถ่ายทอดและเข้าใจในสิ่งที่นักออกแบบพูดได้มากขึ้นนั่นเอง

 

เหตุใดการเลือกสีของเว็บไซต์จึงสำคัญ และ 5 โทนสีน่าใช้ในช่วงนี้

หากเราให้คุณเปิดเข้าเว็บไซต์แบบสุ่มหนึ่งร้อยเว็บไซต์ โทนสีของแต่ละเว็บไซต์จะมีความเหมือนและแตกต่างกันมากแค่ไหน แล้วโทนสีดังกล่าวส่งผลกระทบต่อความน่าสนใจในการเข้าชมเว็บไซต์มากน้อยเพียงใด เมื่อเอ่ยถึงเรื่องโทนสีของเว็บไซต์ หลาย ๆ คนอาจมองเป็นสิ่งที่ไม่น่าสนใจ และมองผ่านความสำคัญของเรื่องนี้ไป แต่การที่ทำเช่นนี้อาจส่งผลกระทบต่อผู้เข้าชมเว็บไซต์ได้อย่างไม่รู้ตัว
เรื่องสีนี้เป็นหนึ่งในองค์ความรู้พื้นฐานที่ผู้ออกแบบเว็บไซต์ควรคำนึงถึง เนื่องจากโทนสีที่ปรากฎแม้ไม่ได้ถูกวิเคราะห์เหมือนเนื้อหา แต่ก็ส่งผลทางจิตใจและอารมณ์ อาทิ สีแดงจะให้ความร้อนแรงและน่าค้นหา สีขาวดูสะอาดและเรียบร้อย อีกทั้งเรื่องสียังเป็นเรื่องที่เกี่ยวพันธ์ไปถึงภาพลักษณ์ของบริษัท ในเชิงความเชื่อมั่นและตัวตนที่องค์กรต้องการนำเสนอ ซึ่งข้อมูลดังกล่าวฝ่ายการตลาดขององค์กร มักจะวางไว้เป็นพื้นฐานอยู่แล้ว ดังนั้นเราจึงควรออกแบบเว็บไซต์ให้สอดคล้องกับแนวทางของบริษัทให้ได้มากที่สุด
แล้วถ้าพูดถึงฤดูร้อนที่กำลังมาถึงนี้ เราจึงได้เลือก 5 โทนสีแสนสดใส ซึ่งน่าสนใจมาก ๆ ในการมาประกอบการออกแบบเว็บไซต์ร่วมกับสีพื้นฐานขององค์กร ดังนี้

  1. สีส้มสว่าง เรียกว่าเป็นสีที่แซ่บมากถึงมากที่สุดเลยก็ว่าได้สำหรับสีส้ม แต่การที่เราเลือกส้มสว่างนั้นก็เพราะการที่เลือกสีเข้มมากเกินไป จะดูแข็งไม่นุ่มนวลเหมือนการใช้โทนสว่าง โดยที่สีส้มสว่างควรใช้ในบางบริเวณของเว็บไซต์เท่านั้นไม่ควรนำไปใช้ทั่วทั้งเว็บไซต์ เพราะจะทำให้ผู้ใช้งานแสบตามากจนเกินไปนั้นเอง อย่างลืมว่าความสดใสต้องมาในขอบเขตของความเหมาะสมด้วย
  2. สีเหลือง สีเหลืองนี้แทนสีของดอกคูณ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งเทศกาลสงกรานต์ของไทย ซึ่งการเลือกใช้สีเหลืองต้องระมัดระวังพอสมควร เนื่องจากหากนำไปใช้กับตัวหนังสือบนพื้นหลังสีขาว อาจทำให้ไม่สามารถมองเห็นตัวหนังสือได้อย่างชัดเจน จนเกิดปัญหากับผู้ใช้งานก็เป็นได้
  3. สีเขียวตองอ่อน เรียกได้ว่าสดใสกันไม่หยุดกับสีเขียวตองอ่อนซึ่งเป็นสีของต้นไม้ใบหญ้า โดยอาจเป็นตัวแทนถึงองค์กรซึ่งมีภาพลักษณ์ด้านการดูแลธรรมชาติ และ สัตว์ป่าก็จะเหมาะสมมากเลยทีเดียว
  4. สีม่วงอมแดง เป็นอีกหนึ่งโทนสีซึ่งดีมีลูกเล่นและน่าค้นหาไปในตัว โดยการนำสีนี้มาใช้จะสามารถดึงดูดความสนใจได้มาก ช่วยเพิ่มความมีตัวตนและโดดเด่น ให้ผู้ใช้งานจำได้แล้วกลับมาใช้งานเว็บไซต์อีกอย่างแน่นอน
  5. สีฟ้าสว่าง สีฟ้านั้นเป็นสีที่แสดงถึงความปลอดโปร่งสบายตา และยังให้ความรู้สึกสดใสราวกับเป็นเด็ก จึงเหมาะกับการใช้ในเว็บไซต์ที่มีกลุ่มผู้ใช้งานเป็นเด็กหรือผู้หญิงเป็นอย่างมาก

เป็นยังไงบ้าง ได้เห็นกันไปแล้วว่าแต่ละสีที่ได้คัดมาสำหรับซัมเมอร์นี้น่าสนใจมากแค่ไหน แต่อยากให้ทุกคนคำนึงถึงสีพื้นฐานของเว็บไซต์ ซึ่งอ้างอิงมากจากสีขององค์กรเป็นสำคัญ แล้วจึงค่อยมาเลือกสีใน 5 โทนที่แนะนำเข้าไปประกอบภายหลัง

 

เว็บไซต์และสังคมออนไลน์ สื่อผสมของการตลาดยุคใหม่

 เทรนด์การตลาดที่เปลี่ยนแปลงเร็วมากในปัจจุบัน ส่งผลให้ภาคธุรกิจต้องปรับตัวตามกระแสตลอดเวลา เพื่อรักษาฐานลูกค้า อีกทั้งยังต้องการวิธีการเพิ่มจำนวนลูกค้าใหม่อีกด้วย โดยที่ต้องแข่งขันกับคู่แข่งมากมาย ทั้งในส่วนที่เป็นบริษัทเก่า และคู่แข่งการตลาดที่เข้ามาใหม่ ภาคธุรกิจจึงต้องมองหาวิธีการใหม่ ๆ ที่จะรองรับการปรับตัวนี้ได้ และหนึ่งในวิธีที่ดีมากและเหมาะกับโลกในปัจจุบัน นั้นก็คือ เว็บไซต์และสังคมออนไลน์นั่นเอง
โดยบทความนี้จะอธิบายถึงความสำคัญและประโยชน์ของเว็บไซต์ และสังคมออนไลน์ต่าง ๆ รวมไปถึงวิธีประยุกต์ใช้สื่อที่หลากหลายในเชิงการตลาดในโลกแห่งดิจิตอล
เมื่อลองหันมองวิถีชีวิตของคนในยุคปัจจุบันแล้ว คงจะต้องยอมรับการที่เน้นการตลาดเชิงออฟไลน์หรือหน้าร้านอย่างเดียวนั้นไม่พออย่างแน่นอน ตัวอย่างเช่น เมื่อคุณต้องการโปรโมทสินค้าที่ออกใหม่สักชิ้น หากเป็นบริษัทที่มีงบเยอะก็คงจะจ้างดาราหรือเน็ตไอดอลมาถ่ายโฆษณาลงทั้งทางโทรทัศน์และโลกออนไลน์ เพราะวัยรุ่นปัจจุบันค่อนข้างใช้โทรศัพท์มากกว่า อีกทั้งยังประหยัดกว่าการลงผ่านโทรศัทน์อีกด้วย แล้วเมื่อมีกระแสคนก็มักแชร์ลงบนโลกโซเชียล เช่น ทวิตเตอร์ เฟซบุ๊ก ซึ่งเป็นแหล่งที่เจ้าของกิจการจะตามดูกระแสตอบรับได้ดี อีกทั้งยังอาจมีเคมเปญต่าง ๆ สนับสนุนให้เป็นที่รู้จักในโลกโซเชียลและเว็บไซต์ก็เป็นได้ และมีอีกหลายภาคธุรกิจที่มีแค่หน้าร้านออนไลน์ เนื่องจากประหยัดและทันสมัยมากกว่า จากตรงนี้จะเห็นได้เลยว่าโลกโซเชียลมีประโยชน์มาก ถ้าหากเราเลือกใช้ได้อย่างถูกต้อง
ถัดจากนี้จะนำเสนอ 3 ตัวอย่าง การรวมสื่อผสมของ เว็บไซต์ สังคมออนไลน์ และออฟไลน์ไว้ด้วยกัน

  • ไลน์สติ๊กเกอร์สุดเก๋ โหลดฟรีแค่เพิ่มเป็นเพื่อน นี่เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ได้ผลอย่างน่าตกใจ ซึ่งวิธีการก็คือการที่แจกสติ๊กเกอร์ไลน์แบบไม่คิดเงิน แลกเปลี่ยนด้วยการเพิ่มเป็นเพื่อนในไลน์ออฟฟิเชียลของร้านค้านั้น ๆ ซึ่งภายในจะมีบอทตอบคำถาม อีกทั้งยังมีทีมงานคอยโปรโมทแบรนด์ และเชิญชวนให้ซื้อสินค้าต่าง ๆ
  • ครบทุกช่องทางติดต่อ บนเว็บไซต์ของร้าน บนหน้าเว็บไซต์นั้นสามารถเพิ่มช่องทางการติดต่ออื่น ๆ ลงไปได้ ประเภทสื่อสังคมออนไลน์ อาทิ เพิ่มชื่อเฟซบุ๊ก อีเมล ไว้ด้านขวาบนของหน้าเว็บไซต์
  • แชร์ปั๊ป รับเลย เดี๋ยวนี้จะมีกลยุทธ์ที่ให้แชร์คลิปหรือเนื้อหาต่าง ๆ สำหรับการโฆษณาให้ร้านเป็นที่รู้จัก โดยจะมีการสุ่มมอบของรางวัลให้จากกิจกรรมนี้

เมื่อมาย้อนดูทั้งสามกลยุทธ์ จะเห็นได้ว่าล้วนอาศัยสื่อผสมเข้ามากระตุ้น ให้ผู้ใช้งานกระทำบางอย่างตามจุดประสงค์ หรือสร้างการจดจำแบรนด์ขึ้น หากเรารู้ทันและพร้อมเข้าใจโลกแห่งดิจิตอลนี้ ก็จะมีประโยชน์กับภาคธุรกิจมากเลยทีเดียว

 

มาทำความรู้จักกับความสำคัญของเว็บไซต์บริษัท จบครบในที่เดียว

ในสังคมที่ผู้คนให้ความสนใจกับเทคโนโลยีกันมากขึ้นในทุก ๆ วัน กระทบไปถึงหลายภาคส่วนทั้งมากและน้อย ซึ่งทางภาคธุรกิจเองก็จะต้องปรับตัวไปตามกระแสสังคมเช่นกัน หลาย ๆ องค์กรและบริษัท ต่างเริ่มหันมาให้ความสนใจในการลงทุนกับการทำเว็บไซต์เป็นของตัวเองมากขึ้น
แต่ในทางกลับกัน บางคนก็ยังคงมองว่าเว็บไซต์นั้นไม่ได้สำคัญ เนื่องจากการมีหน้าร้านหรือออฟฟิศ ก็สามารถทำให้ลูกค้าเข้ามาติดต่องานได้แล้ว หรือการติดต่อทางไกลก็ใช้แอปพลิเคชันชื่อดังอย่างไลน์ หรือการโทรศัพท์ได้ แต่แท้จริงแล้วการมีเว็บไซต์นั้นมีความสำคัญมากกว่าที่ทุกคนคาดคิดไว้ บทความนี้จึงได้นำเสนอความสำคัญของเว็บไซต์ที่หลายคนคิดไม่ถึง

  1. เพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับองค์กรและบริษัท โดยพื้นฐานแล้วการมีเว็บไซต์หลักเป็นของตนเองนั้น ต้องมีการวางแผนดีและต้องมีความครอบคลุม ในส่วนนี้เองจึงส่งผลให้บริษัทใดที่มีเว็บไซต์เป็นของตนเอง จึงได้รับความไว้ใจจากลูกค้ามากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังอาจมีความจงรักภักดีต่อแบรนด์ตามมา ทำให้ผู้ใช้งานกลับมาใช้งานเว็บไซต์ในครั้งต่อไป
  2. แสดงถึงภาพลักษณ์ของบริษัท ผ่านทางเนื้อหาและการตกแต่งเว็บไซต์ การออกแบบเว็บไซต์นั้นต้องคำนึงถึงภาพลักษณ์ขององค์กร ซึ่งจะต้องสอดคล้องและแสดงถึงความเป็นองค์กรให้มากที่สุด อีกทั้งเว็บไซต์ยังสามารถโปรโมทภาพลักษณ์ของบริษัทให้เป็นที่จดจำกับผู้ใช้งานได้ อาทิ ต้องการสื่อว่าบริษัทช่วยเหลือชุมชนก็อาจมีส่วนหนึ่งของเว็บไซต์ ที่จัดแสดงภาพถ่ายกิจกรรมที่บริษัทเคยไปช่วยเหลือมา ก็จะเพิ่มภาพลักษณ์แง่บวกให้กับองค์กรได้มากทีเดียว
  3. เป็นหนึ่งในช่องทางที่เป็นทางการและสามารถเชื่อมโยงหลาย ๆ ช่องทางการติดต่อไว้ด้วยกันได้ เว็บไซต์นั้นสามารถออกแบบให้เชื่อมต่อกับช่องทางการติดต่ออื่นได้ เช่น การส่งอีเมลเข้าอีเมลขององค์กรโดยตรง ซึ่งจะเข้ามาเป็นส่วนที่ตอบสนองแผนกลูกค้าสัมพันธ์ได้ดี อีกทั้งการที่รวมการเชื่อมต่อไว้อย่างเป็นระบบนี้ทำให้ง่ายต่อการเข้าถึงของลูกค้า
  4. สามารถถูกค้นหาและเพิ่มช่องทางการตลาดบนโลกออนไลน์ได้ ปัจจุบันเทรนด์การเลือกซื้อสินค้าได้ก้าวเข้าสู่โลกแห่งดิจิตอล ซึ่งการค้าถูกสั่งซื้อออนไลน์กันมาก ดังนั้นภาคธุรกิจต่าง ๆ ล้วนต้องแข่งขันในการมีหน้าร้านออนไลน์กัน เว็บไซต์ขององค์กรหรือร้านค้านี้จึงเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญ
  5. เตรียมพร้อมรับมือกับการพัฒนาในโลกแห่งดิจิตอล โลกแห่งเทคโนโลยีนั้นก้าวไปข้างหน้ารวดเร็วอยู่เสมอ เมื่อสองวันก่อนอาจกำลังให้ความสนใจกับแฟชั่นฤดูหนาว แต่วันนี้ก็อาจหันมาให้ความสนใจกับการซื้อขายของแฟนซีสำหรับฤดูร้อนก็ย่อมได้

ด้วยเหตุผลดี ๆ ทั้ง 5 ข้อนี้ การที่เราเตรียมตัวด้วยการเปิดเว็บไซต์ไว้แล้ว ก็ย่อมสามารถปรับตัวได้ทัน ดีกว่าการที่ต้องจัดของหน้าร้านอยู่บ่อย ๆ เพราะเว็บไซต์นั้นแก้ไขเพียงปลายนิ้วคลิกเท่านั้น

 

เปิดคัมภีร์เซียน ปรับความเข้าใจระหว่างนักออกแบบและผู้ใช้งานเว็บไซต์

หากลูกค้าคือพระเจ้าฉันท์ใด คัมภีร์เซียนฉบับนี้ก็ช่วยให้นักออกแบบเข้าใจการใช้งานของผู้ใช้งานเว็บไซต์ได้ฉันท์นั้น บทความนี้จะของตั้งตัวเองขึ้นเป็นคัมภีร์ที่ไม่ลับสำหรับนักออกแบบทุกคน โดยจะมาแนะนำแนวทางการเข้าใจผู้ใช้ง่ายให้เข้าใจกันง่าย ๆ เพื่อที่จะได้ออกแบบเว็บไซต์ได้ตามที่ผู้ว่าจ้างและผู้ใช้งานต้องการนั้นเอง อีกทั้งจะมาปรับให้ผู้ใช้งานเข้าใจผู้ออกแบบด้วยกันทั้งสองฝั่งด้วย
อันดับแรกจะขอแบ่งบทความนี้ออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ ๆ โดยที่ส่วนแรกจะปรับมุมมองความเข้าใจทางด้านลูกค้า ให้เข้าใจถึงรูปแบบการทำงานของนักออกแบบ และนักพัฒนาเว็บไซต์ และส่วนที่สองคือเพื่อให้นักพัฒนามีความเข้าใจถึงความต้องการของลูกค้า
ในส่วนแรกนั้น คือมุมมองจากทางลูกค้า ซึ่งเมื่อลูกค้าต้องการจะว่าจ้างงานต่าง ๆ มักจะมีแนวทางที่ต้องการ งบประมาณ ไปจนถึงกำหนดเวลาในการทำงานมาให้ แต่เมื่อเริ่มคุยงานกับทางฝ่ายออกแบบนั้นอาจไม่เป็นไปตามสิ่งที่คิดทั้งหมด อาทิ ช่วงเวลาการทำงานที่กำหนดมานั้นอาจยาวออกไป เนื่องจากการทำงานส่วนแรกคือการคุยกับลูกค้า แล้วนำไปออกแบบมาให้ลูกค้าประเมิน หากผ่านก็สามารถทำต่อได้เลย แต่หากไม่ผ่านจะต้องย้อนไปแก้การออกแบบทำให้ระยะเวลาการดำเนินงานอาจยืดออกไปได้ หรือในส่วนของเรื่องแนวทางของเว็บไซต์ที่ลูกค้าต้องการ อาจมีบางสิ่งซึ่งไม่เหมาะสมตามความเห็นของผู้ออกแบบ อย่างที่จะเห็นได้ว่าลูกค้าอาจต้องการงานที่ดูทันสมัยแตกต่างไปจากความรู้สึกเดิม ๆ แต่ก็ไปขัดกับประสบการณ์ใช้งานของผู้ใช้งาน ซึ่งตามหลักการออกแบบนั้นถือว่าเป็นปัญหาอย่างมาก จึงต้องลดทอนลงมาให้อยู่ในจุดที่เหมาะสม และสามารถทำได้จริงนั้นเอง
ส่วนที่สองนั้น ก็คือมุมมองของผู้ออกแบบ โดยที่จะมองว่าลูกค้าเป็นพระเจ้านั้นคงไม่ผิด แต่ควรจะต้องอยู่ในจุดที่เหมาะสม หากจุดไหนผิดจริงและจะเกิดปัญหาตามมาภายหลัง ควรอธิบายลูกค้าไปตามจริง และปัญหาสำคัญของทีมออกแบบคือ ออกแบบไปแล้วลูกค้าไม่พอใจ ในส่วนนี้ควรเผื่อเวลาสำหรับขั้นตอนนี้ให้มากกว่าเวลาจริง และต้องถามคำถามซึ่งกระตุ้นให้ลูกค้าบอกสิ่งที่ต้องการออกมาให้หมดในคราวแรก เพื่อลดปัญหาการแก้งานในภายหลัง อาทิ เมื่อประชุมครั้งแรกลูกค้าแจ้งว่า ต้องการเว็บไซต์สำหรับร้านขายเครื่องสำอางแบรนด์ไทย ที่ดูไทย และมีลวดลายอย่างไทย เมื่อนำกลับมาออกแบบแล้วไปเสนอลูกค้ากลับไม่ชอบเพราะเว็บไซต์ดูเชย ในจุดนี้การแก้ปัญหาที่ดี คือ มองตามที่ลูกค้าแจ้งว่าเราออกแบบมาดีพอหรือไม่ หากเราทำดีพอแล้วปัญหาที่เกิดคือเราเก็บข้อมูลจากลูกค้ามาไม่ดีพอ ดังนั้นเราต้องถามลูกค้าให้ชัดเจนว่าเว็บไซต์แบบไทย นี้ต้องมีความไทยแค่ไหน หรือจะเป็นไทยประยุกต์เพื่อให้ดูทันยุคสมัยมากยิ่งขึ้น หรือโทนสีของเว็บไซต์ที่ลูกค้าต้องการ ไปจนถึงปริมาณหน้าย่อยของเว็บไซต์ที่ลูกค้าต้องการ เพื่อให้การทำงานร่วมกันเป็นไปได้อย่างราบรื่นและได้ผลงานที่ดีมีคุณภาพนั้นเอง
จะเห็นได้ว่าแค่เราเข้าใจเขา และทำให้เขาเข้าใจตัวเขาเองมากขึ้นไปอีก ก็จะช่วยให้การทำงานราบรื่น ไม่ต้องแก้งานกันหลายครั้ง งานก็เสร็จตามเวลา ไม่มีข้อขัดแจ้งระหว่างสองฝ่าย และนักออกแบบต้องเข้าใจว่า ลูกค้ามีภาพในความคิด แต่เราเป็นผู้ทำให้เป็นจริงขึ้น ซึ่งอาจจะไม่ตรงในทีเดียวนั่นเอง

 

เจาะลึกการออกแบบเว็บไซต์แบบโมเดิร์น เทรนด์ใหม่มาแรงที่ทุกคนควรนำไปใช้

คอนเซ็ปต์ในการออกแบบเว็บไซต์เป็นหนึ่งในสิ่งสำคัญ เมื่อคุณต้องการจะมีเว็บไซต์เป็นของตนเองหรือต้องการจะปรับปรุงเว็บไซต์ที่มีอยู่เดิม ในเรื่องการออกแบบนั้นแบ่งออกเป็นหลายส่วน อาทิ การแบ่งหัวข้อตามลำดับความสำคัญและความครอบคลุม การเลือกโทนสีให้เหมาะสมกับภาพลักษณ์บริษัท และเทศกาลที่กำลังจะมาถึง การเลือกการจัดวางไอคอน รูปภาพ หรือตัวหนังสือ ให้มีความเหมาะสมไม่น้อยหรือมากเกินไป และการยืดหยุ่นของขนาดหน้าจอ เพื่อรองรับการใช้งานบนอุปกรณ์ที่หลากหลาย เพิ่มโอกาสการเข้าถึงเว็บไซต์ได้มากขึ้น
ในบทความนี้จะมุ่งเน้นไปที่ความสำคัญของคอนเซ็ปในการออกแบบเว็บไซต์เป็นหลัก โดยที่การเลือกคอนเซ็ปนี้ ก็ควรสอดคล้องกับภาพลักษณ์บริษัทเช่นกัน และนี่คือ 4 ข้อดีที่บ่งบอกถึงการเป็นเว็บไซต์สไตล์โมเดิร์น

  1. เน้นโทนสีเดียวกันทั้งเว็บไซต์ ข้อดีคือดูง่ายสบายตา และยังดูสอดคล้องต่อเนื่องกันทั้งเว็บไซต์อีกด้วย การเลือกโทนสีในแบบโมเดิร์นนั้นไม่ได้จำกัดแค่สีดำ ขาว เทา น้ำตาล แต่ทุก ๆ สีนั้นสามารถนำมาใช้ได้ตามความเหมาะสม แต่ควรเลือกให้สีภายในหน้าเว็บไซต์ให้สอดคล้องกัน อาทิ ใช้สีเหลืองหม่น น้ำตาลเข้ม และสีแดงอิฐเข้าชุดกันในหนึ่งหน้า
  2. ใช้ภาพที่มีสีเข้มสดและคมชัด ข้อดีคือทำให้ดูเป็นเทคโนโลยีใหม่ และยังแสดงถึงคุณภาพของเว็บไซต์ โดยปกติผู้ใช้งานจะมองรูปภาพเป็นอันดับต้น ๆ เมื่อเข้ามาในหน้าเว็บไซต์ ดังนั้นการเลือกรูปภาพจึงเป็นเรื่องสำคัญอันดับแรก ๆ โดยการเลือกใช้ภาพที่คมชัดและมีสีเข้มสด จะทำให้ดูออกว่าใช้กล้องที่มีคุณภาพ และยังส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีให้กับสินค้าอีกด้วย
  3. ไอคอนแนวกราฟิกดีไซน์ ข้อดีคือ มีความเป็นตัวเองและแสดงถึงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ไอคอนต่าง ๆ นั้น สามารถออกแบบเองได้ง่ายมากในปัจจุบัน ซึ่งโปรแกรมที่ใช้งานได้ง่ายสำหรับมือใหม่ก็อย่างเช่น Adobe Photoshop ทางด้านการออกแบบนั้นควรคำนึงถึงภาครวมของเว็บไซต์ ว่าต้องการสื่อออกไปอย่างไร สีที่ใช้ไม่ควรโดดไปจากโทนของเว็บไซต์ และการเน้นการออกแบบเชิงเส้นจะทำให้น่าสนใจมากขึ้น
  4. ใช้รูปแบบตัวอักษรสากล อย่าเลือกแบบตวัดหางหรือทำตัวเอียง ข้อดีคือทำให้ผู้ใช้งานอ่านทำความเข้าใจได้ง่าย และยังมีความเป็นกลาง ข้อนี้นั้นถึงไม่ใช้เว็บไซต์แบบโมเดิร์นก็ควรคำนึงถึงเสมอ เนื่องจากตัวอักษรไทยนั้นมีการตวัดหาง และการเอียงอยู่บางในบางรูปแบบการเขียน ซึ่งก็ทำให้ดูสวยงาม แต่อีกมุมหนึ่งก็ยากในการอ่านเช่นกัน หากต้องการใช้จริง ๆ ควรเลือกใช้แค่บางจุดเท่านั้น

การออกแบบนั้นแท้จริงแล้วไม่มีข้อตายตัว และเปลี่ยนไปตามยุคสมัยกระแสสังคม ดังนั้นการเรียนรู้ที่จะปรับตัวและนำข้อดีของการออกแบบแต่ละรูปแบบมาประยุกต์ใช้จึงเป็นเรื่องที่ดี

 

5 กลยุทธ์ ออกแบบเว็บไซต์อย่างไร ให้ตอบโจทย์การใช้งานของผู้ใช้อย่างครอบคลุม

ปัจจุบันมนุษย์เรามีตัวเลือกและข้อเปรียบเทียบมากมาย สำหรับสินค้าหรือบริการต่าง ๆ เว็บไซต์เองก็เป็นหนึ่งในการบริการที่มีตัวเลือกมากมาย อย่างที่เห็นได้ชัดก็คือร้านขายของออนไลน์ ที่ต่างพยายามแข่งขันกันดึงดูดลูกค้า ดังนั้นผู้ออกแบบเองก็ควรใส่ใจในการหาวิธีการที่จะทำให้เว็บไซต์ที่ออกแบบดูดี และตอบโจทย์การใช้งานอยู่เสมอ อีกทั้งยังต้องออกมาดีกว่าคู่แข่งให้ได้อีกด้วย
บทความนี้จึงจะมาแนะนำกลยุทธ์ที่จะทำให้การออกแบบเว็บไซต์เป็นไปตามความต้องการของผู้ใช้และครอบคลุมทุกการใช้ง่าย ที่เข้าใจง่ายใน 6 ข้อ พร้อมกับยกตัวอย่างประกอบ

  • เว็บไซต์จะต้องถูกเข้าใจได้ง่าย ว่าต้องการจะสื่อสารถึงเนื้อหาอะไรบ้าง ในส่วนแรกนี้คือการจัดเรียงหัวข้อของเรื่องต่าง ๆ ทั้งหัวข้อใหญ่และหัวข้อย่อย ซึ่งควรถูกจัดวางอย่างมีระบบอีกทั้งควรใช้คำที่สื่อความหมายได้ชัดเจน ไม่ว่าผู้ใช้งานจะเป็นใครก็ควรจะอ่านเข้าใจได้ง่าย
  • ควรมีระบบจัดการปัญหาที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการใช้งาน อาทิ เว็บไซต์ล่มหรือโหลดรูปภาพไม่ขึ้น ในหลายเว็บไซต์นั้นไม่ได้มีการจัดการปัญหาทางด้านนี้ เมื่อเกิดเหตุขัดคล่องขึ้นเมื่อลูกค้าเข้ามาใช้งานจึงแก้ไขเบื้องต้นไม่ได้ และส่วนนี้จะก่อให้เกิดประสบการณ์ในการใช้งานที่ไม่ดีในใจลูกค้า แล้วยังส่งผลเสียตามมาถึงภาพลักษณ์ของบริษัทอีกด้วย ให้มองว่าการมีฟังก์ชั่นนี้ให้กับลูกค้าก็เหมือนบริการหลังการขายนั้นเอง หากสินค้าดีมาก แต่บริการหลังการขายแย่ลูกค้าก็ย่อมไม่พอใจแน่นอน
  • ผู้ใช้งานจะต้องเข้าใจการใช้งานเว็บไซต์ได้ง่าย ตั้งแต่ครั้งแรกที่ใช้งาน ตามหลักของคอมพิวเตอร์เรามีการใช้งานสิ่งต่าง ๆ ที่หลากหลายและมีผลต่อตัวผู้ใช้งาน เนื่องจากผู้ใช้แต่ละคนมีประสบการณ์ใช้งานที่หลากหลายต่างกัน อีกทั้งยังมีความสามารถในการเข้าใจและเรียนรู้เว็บไซต์ที่ไม่เหมือนกัน หากคิดว่าการออกแบบนี้ดีสำหรับคนกลุ่มหนึ่ง แต่อีกกลุ่มหนึ่งอาจไม่สามารถเข้าใจก็เป็นได้
  • องค์ประกอบของเว็บไซต์ควรไม่มากหรือน้อยจนเกินไป การออกแบบเว็บไซต์ที่ดีนั้น ต้องเข้าใจมุมมองผู้เข้ามาใช้งานได้ดี อีกทั้งความเข้าใจในเชิงศิลปะก็เป็นสิ่งที่จำเป็นไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เราต้องใช้มุมมองมองดูว่าเนื้อหาคับแน่นเกินไปจนดูยากหรือไม่ เช่น มีตัวอักษรและรูปภาพเต็มพื้นที่แทบไม่เหลือช่องว่าให้พักสายตา หรือโล่งจนเกินไปก็จะทำให้ผู้ใช้รู้สึกเบื่อ
  • การยืดหยุ่นของขนาดหน้าจอและไอคอนต่าง ๆ หัวข้อสุดท้ายนี้เริ่มถูกคำนึงถึงในการออกแบบบริษัทใหญ่ ๆ แล้ว นั้นคือการที่อุปกรณ์ที่ใช้เปิดเว็บไซต์มีขนาดหน้าจอไม่เท่ากัน ดังนั้นขนาดหน้าจอและไอคอนต่าง ๆ ควรออกแบบให้ยืดหยุ่นได้ตามขนาดอุปกรณ์ ซึ่งจะทำให้ไม่เหลือพื้นที่ด้านข้างของขอบจอนั้นเอง

แน่นอนว่าเราคงไม่สามารถทำอะไรได้ถูกต้อง ถูกใจให้กับทุกคนได้ แต่การทำอะไรให้สามารถเรียนรู้และเข้าใจได้ง่ายกับทุกคน เป็นเรื่องที่สามารถทำและปรับได้ ซึ่งหากทำได้แล้ว ไม่ว่าใครก็ตามที่เข้ามาเว็บไซต์ของคุณ ย่อมได้ประโยชน์และเปลี่ยนเป็นลูกค้าได้ในที่สุด

 

5 ข้อดี ของการเขียนเว็บไซต์ตามรูปแบบ SEO ที่กำลังมาแรงในปี 2018

ผ่านปี 2018 มากันเกือบครึ่งปีกันแล้ว เทรนด์ต่าง ๆ ก็เริ่มมีให้เห็นอย่างชัดเจน และเทรนด์ที่มาเร็วไปเร็วอย่างกระแสด้านเทคโนโลยี กลับมีหนึ่งอย่างที่มาแรงมากและคาดว่าจะคงอยู่ไปอีกนาน นั้นคือเทรนด์ด้านการทำเว็บไซต์ตามรูปแบบ SEO ซึ่งนักออกแบบทุกคนในปีนี้ไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงได้อย่างแน่นอน ดังนั้นเราจึงหยิบยก SEO มาพูดกันในบทความนี้กันอย่างละเอียดและเข้าใจง่าย เพื่อที่ให้ลูกค้าที่สนใจจ้างงานในด้านการออกแบบเว็บไซต์ ก็สามารถเข้าใจได้เช่นกัน

ก่อนอื่นนั้นอยากให้ทุกคนได้รู้จัก SEO กันก่อน เพื่อให้เข้าใจตรงกันจึงอยากหยิบยกเว็บไซต์หนึ่งซึ่งรวมรวบข้อมูลเว็บไซต์ต่าง ๆ ไว้มากมายอย่าง google โดยการทำงานของ google นั้น คือการที่ผู้ใช้งานมีความสนใจทางด้านหนึ่ง ๆ แล้วต้องการหาข้อมูล ซึ่งการหาข้อมูลดังกล่าวอาจใช้ Keyword หรือ รูปภาพ ที่ต้องการใช้มาช่วยในการหาก็ได้ เมื่อเข้าใจมาถึงจุดนี้แล้วจะเห็นได้ว่า เมื่อผู้ใช้งานกรอก คำใด ๆ ลงไป ก็จะมีเว็บไซต์ขึ้นมาให้เลือกมากมาย และจุดนี้เองจึงมีการทำ SEO  เพื่อที่จะดันให้เว็บไซต์ของเราขึ้นมาอยู่ในอันดับต้น ๆ ที่จะช่วยเพิ่มโอกาสในการถูกคลิกเข้าไปชมเว็บไซต์มากขึ้น

เมื่อทราบถึงการทำงานของ SEO กันแล้ว ถัดจากนี้คือ 5 ข้อดี ที่จะช่วยให้คุณตัดสินใจเลือกใช้ SEO กับเว็บไซต์ของคุณดีหรือไม่

  1. เพิ่มโอกาสการเข้าชมเว็บไซต์จากผู้ใช้งาน จะเห็นได้ว่าการทำ SEO นั้นล้วนเป็นไปเพื่อการดันเว็บไซต์ของเราให้ขึ้นมาในลำดับการแนะนำที่สูงขึ้น และจากผลการสำรวจผู้ใช้งานมักจะมีความพึงพอใจหากพบเว็บไซต์ที่ต้องการในอันดับแรก ๆ ของการค้นหา
  2. สะดวกต่อการค้นหาของลูกค้า เว็บไซต์ส่วนมากบนโลกออนไลน์ล้วนเป็นเว็บไซต์ในด้านการตลาดของบริษัท อาทิ เว็บไซต์ขายของ หน้าร้านออนไลน์ ดังนั้นหากลูกค้าต้องการซื้อของสักชิ้น แล้วค้นหาด้วยคำใด ๆ หากเว็บไซต์ของเราอยู่อันดับต้น ๆ ก็จะสะดวกต่อลูกค้าในการค้นหานั้นเอง
  3. เข้าใจง่ายกว่าการเขียนในรูปแบบปกติ การเขียนแบบ SEO นั้นจะมีลำดับขั้นตอนเพื่อให้เข้าใจโดยคนและคอมพิวเตอร์ได้โดยง่าย แตกต่างการรูปแบบปกติซึ่งอาจวกวนและส่งผลต่อการเข้าใจเนื้อหาของผู้อ่าน
  4. เพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับเว็บไซต์ การทำ SEO นั้นจะมีการลิงค์ไปยังเว็บไซต์อื่น ๆ เพื่อเชื่อมโยงการค้นหาซึ่งกันและกัน และเมื่อมีการเชื่อมโยงจึงมีแหล่งอ้างอิงข้อมูลทำให้ความน่าเชื่อถือเพิ่มขึ้นนั้นเอง
  5. ดีต่อการตลาดบนโลกออนไลน์ สังคมออนไลน์ในปัจจุบันเปิดกว้างและมีการแข่งขันที่สูงมาก ดังนั้นลำดับในการค้นหาจึงจำเป็นต่อการตัดสินใจเลือกซื้อของลูกค้าเป็นอย่างมาก และเนื้อหาที่ดีอีกทั้งยังมีความน่าเชื่อถือจะได้รับความไว้ใจจากลูกค้ามากกว่าแบบธรรมดาหลายเท่าตัว

ทั้งหมดนี้ จึงเป็นเหตุผลดี ๆ ที่ช่วยสนับสนุนว่าทำไมจึงควรเลือกใช้ SEO เข้ามาจัดการรูปแบบและเนื้อหาของเว็บไซต์นั้นเอง หากวันนี้เว็บไซต์ของคุณยังไม่ได้จัดการเรื่องนี้ ก็รอช้าไม่ได้แล้ว

 

5 ข้อ ที่พึงระวังเมื่อคุณเริ่มออกแบบเว็บไซต์ด้วยตัวเอง

บทความนี้ขอเอาใจทุกคนที่อยากมีเว็บไซต์เป็นของตัวเอง ทั้งสำหรับคนที่จะเริ่มเขียนเว็บไซต์ด้วยตนเองและใช้เว็บไซต์สำเร็จรูปในการออกแบบเว็บไซต์ โดยที่บทความนี้จะมาตอบข้อสงสัยถึงสิ่งที่ต้องระวังเมื่อคุณเริ่มออกแบบเว็บไซต์เป็นครั้งแรก หรือคนที่ออกแบบมานานแต่ยังไม่มั่นใจก็ตามที ซึ่งข้อพึ่งระวังทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้เว็บไซต์ของคุณน่าใช้งาน และเหมาะสมต่อการใช้งานกันกลุ่มลูกค้ามากยิ่งขึ้นนั้นเอง

  1. เว็บไซต์ที่ถูกออกแบบจะต้องเหมาะสมกับกลุ่มผู้ใช้งาน ในปัจจุบันมีเว็บไซต์ต่าง ๆ มากมายจนนับไม่ถ้วน ซึ่งถูกแบ่งประเภทย่อยออกไปอีกตามความเหมาะสม ซึ่งแน่นอนว่ากลุ่มผู้ใช้งานเว็บไซต์แต่ละประเภทก็ย่อมแตกต่างกันออกไปด้วย ดังนั้นการที่จะออกแบบเว็บไซต์คุณจะต้องทราบก่อนว่ากลุ่มผู้ใช้งานของคุณคือใคร เพศอะไร อายุประมาณเท่าไหร่ มีความสนใจด้านอะไร และมีความสามารถในการเข้าถึงเว็บไซต์มากน้อยเพียงใด อาทิ เว็บไซต์ขายเครื่องสำอาง กลุ่มผู้ใช้งานคือผู้หญิงเป็นส่วนมาก กลุ่มอายุหลากหลาย ดังนั้นการออกแบบเว็บไซต์ ควรเลือกสีโทนหวานและโชว์ผลิตภัณฑ์ให้เด่น
  2. อันดับในการค้นหาเว็บไซต์ตาม Keyword ไม่ควรต่ำกว่า 1 ใน 5 ของการเรียงลำดับในเว็บไซต์ การออกแบบเว็บไซต์นั้นส่งผลต่อลำดับในการค้นหา ซึ่งหากคุณต้องการให้เว็บไซต์อยู่ในลำดับต้น ๆ ของการค้นหา คุณควรออกแบบเว็บไซต์ตามหลัก SEO และมีลิงค์เชื่อมต่อไปยังเว็บไซต์อื่นที่เกี่ยวข้องเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ
  3. เนื้อหาภายในจะต้องไม่วกวนและเข้าใจได้ง่าย ผู้ใช้งานนั้นต้องการความรวดเร็วในการทำความเข้าใจ และเนื้อหาของเว็บไซต์นั้น ควรคำนึงถึงไม่น้อยไปกว่าการออกแบบและตกแต่งเว็บไซต์ เพื่อให้ผู้ใช้งานได้รับสารที่ถูกต้องภายในเวลาจำกัด อีกทั้งต้องดึงดูดให้ผู้อ่านอยากกลับมาใช้งานเว็บไซต์ในครั้งต่อไป โดยการเขียนรูปแบบเฉพาะนี้ หากคุณมีประสบการณ์ก็สามารถเขียนเองได้ หรือว่าจ้างนักเขียนบทความให้มาจัดการงานในส่วนนี้ได้เช่นกัน
  4. การเรียงลำดับหัวข้อและหน้าเว็บไซต์จะต้องไม่เข้าใจยาก ในหนึ่งเว็บไซต์นั้นจะมีหัวข้อต่าง ๆ อยู่มาก อีกทั้งยังมีหน้าย่อยลงไปอีก ซึ่งการเรียงลำดับความสำคัญและความสัมพันธ์ของแต่ละหน้าก็มีความสำคัญเพื่อให้ผู้ใช้งานเข้าใช้เว็บไซต์ได้อย่างลื่นไหล ผู้ออกแบบควรวางแผนโดยเริ่มออกแบบ Flow ของเว็บไซต์ ว่าผู้ใช้งานเข้ามาจะเจอสิ่งใดเป็นสิ่งแรก และเมื่อคลิกไปที่ส่วนนี้จะไปหน้าใดของเว็บไซต์
  5. การออกแบบต้องคำนึงถึงภาพลักษณ์ขององค์กร ข้อนี้เป็นหนึ่งสิ่งที่ไม่ควรหลงลืม เมื่อคุณเริ่มการออกแบบเว็บไซต์ เนื่องจากการที่เว็บไซต์มีภาพลักษณ์ที่ตรงกับองค์กร จะช่วยเสริมความน่าเชื่อถือให้กับเว็บไซต์ได้มาก อาทิ คุณต้องการออกแบบเว็บไซต์ให้องค์กรด้านพลังงานทดแทน เว็บไซต์ที่คุณออกแบบควรแสดงให้เห็นถึงธรรมชาติ โดยการใช้สีเขียวและสีขาวเข้ามาเป็นสีพื้นของเว็บไซต์ และมีหัวข้อเกี่ยวกับการทำประโยชน์เพื่อสังคมบนหน้าเว็บไซต์นั่นเอง

จากห้าข้อด้านบนจะแสดงให้เห็นว่าการออกแบบเว็บไซต์ที่ดีนั้น ไม่ได้ยากจนเกินไปสำหรับมือใหม่เลย แต่ต้องอาศัยการศึกษาข้อมูลให้ครบถ้วน ซึ่งข้อมูลดังกล่าวจะเป็นพื้นฐานมาจากความรู้ทางด้านการตลาด และสิ่งที่เรียกว่าความภักดีต่อแบรนด์

 

4 ข้อเปรียบเทียบ ความแตกต่างระหว่างแอปพลิเคชัน และเว็บไซต์ในยุคแห่งดิจิตอล

ในโลกปัจจุบันซึ่งเทคโนโลยีเข้ามามีผลกระทบต่อมนุษย์เราในทุก ๆ ด้าน อีกทั้งยังเป็นโลกที่เรียกได้ว่าไร้พรหมแดนใดมาขวางกั้น เนื่องจากการติดต่อสื่อสารข้ามประเทศ กลายมาเป็นเรื่องง่ายแสนง่าย และข้อมูลข่าวสารรวมไปถึงวัฒนธรรมยังถูกส่งต่อกันอย่างรวดเร็วอีกด้วย ด้วยเหตุต่าง ๆ นี้ นักพัฒนาได้ออกแบบระบบเพื่อช่วยในการเข้าถึงเทคโนโลยีต่าง ๆ มากมาย ซึ่งที่เราจะพูดถึงกันในวันนี้ก็คือ แอปพลิเคชันในโทรศัพท์มือถือ และ เว็บไซต์ที่สามารถใช้ได้ทั้งในโทรศัพท์และเครื่องคอมพิวเตอร์ ไปจนถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิคอีกมากมาย อาทิ smart watch และ smart TV

โดยในบทความนี้จะมาไข้ข้อสงสัยถึงความแตกต่างระหว่างแอปพลิเคชันและเว็บไซต์ ซึ่งมีบางฟังก์ชั่นไม่ต่างกันมาก แต่กลับต้องมีทั้งสองสิ่ง แทนที่จะมีเพียงแอปพลิเคชันหรือเว็บไซต์เพียงอย่างเดียว ดังนั้นสำหรับนักออกแบบและนักพัมนาจึงต้องมีความเข้าใจถึงความแตกต่างนี้และเลือกใช้ให้เหมาะสมกับงานมากที่สุด

  1. การเข้าถึงและการสั่งการระบบปฏิบัติการพื้นฐานในอุปกรณ์ ข้อนี้ถือเป็นข้อที่สำคัญที่สุด และนักออกแบบทุกคนควรให้ความสำคัญมาเป็นอันดับหนึ่ง โดยที่เราจะเห็นว่าแอปพลิเคชันนั้น คือสิ่งที่เราจะต้องติดตั้งลงไปในตัวอุปกรณ์โดยตรง เช่น ติดตั้งแอปพลิเคชันโซเชียลเน็ตเวิร์คในแอนดรอย และในการติดตั้งนี้เองจะพ่วงไฟล์คำสั่งในการขอเข้าถึงอุปกรณ์อื่น ๆ ในเครื่อง อาทิ การขออนุญาตเปิดกล้องเพื่อถ่ายรูป แล้วส่งลงในแอปพลิเคชัน แต่ในขณะที่เว็บไซต์จะมีข้อจำกัดในเชิงคำสั่งพวกนี้มากกว่านั้นเอง
  2. ขนาดและความยืดหยุ่นของหน้าจอ ปุ่ม และสัญลักษณ์ ต่าง ๆ จะเห็นได้ว่าหากเราเปิดเว็บไซต์บางเว็บไซต์ในโทรศัพท์มือถือจะมีขนาดไม่พอดี อาจใหญ่เกินไปทำให้เลื่อนดูลำบาก กรณีนี้อาจใช้การยืดหยุ่นของเว็บไซต์หรือใช้แอปพลิเคชันแทนก็จะเหมาะสมกว่ามาก
  3. การติดตั้งของระบบลงในอุปกรณ์ การใช้งานเว็บไซต์ต่าง ๆ นั้นไม่จำเป็นที่จะต้องติดตั้งลงในเครื่องจึงไม่กินพื้นที่และยังสามารถใช้งานได้ทุกระบบปฏิบัติการ แต่หากเป็นแอปพลิเคชันจะต้องคำนึงถึงประเภทอุปกรณ์ที่จะติดตั้ง และขนาดของแอปพลิเคชันอีกด้วย เช่น ในประเทศไทยมีผู้ใช้งานแอนดรอยมากกว่า IOS ดังนั้นถึงควรออกแบบให้รองรับแอนดรอยเป็นอันดับแรก
  4. การออกแบบโดยยึดพื้นฐานความเข้าใจและประสบการณ์ใช้งานของผู้ใช้ ผู้ใช้งานของคุณนั้นมีหลากหลายประเภทและก็ยังมีความเข้าใจและประสบการณ์ใช้งานที่แตกต่างกันอีกด้วย ฉะนั้นคุณจะต้องระบุกลุ่มผู้ใช้งานให้ได้ก่อนที่จะเริ่มออกแบบงานใดก็ตาม อาทิ หากกลุ่มผู้ใช้งานคือผู้สูงอายุก็จะต้องออกแบบตัวหนังสือ และปุ่มให้มีขนาดใหญ่และอ่านออกได้ง่ายนั่นเอง

จะเห็นได้ว่าการออกแบบและพัฒนาไม่ได้เป็นเรื่องยากเกินไป หากแต่ต้องใช้ความเข้าใจในหลาย ๆ ด้าน และต้องใช้การฝึกฝนในการทำสิ่งนั้นจนประสบความสำเร็จได้ในที่สุด