เรื่องราวน่าสนใจเกี่ยวกับการจด Domain Name และ รายละเอียดเรื่อง Web Server

                ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ส่วนตัวไปจนถึงเว็บไซต์สำหรับองค์กรหรือบริษัทใหญ่ ๆ ที่ต้องการจะให้มีคนเข้าถึงได้จริง ๆ จำเป็นที่จะต้องมีการจด Domain Name เป็นของตัวเอง ความหมายคร่าว ๆ ของ Domain Name มันก็เปรียบเสมือนชื่อของเว็บไซต์ของคุณ หรือของบริษัทที่คนจะไว้ใช้ในการเข้าถึง ซึ่งไม่สามารถที่จำซ้ำกับคนอื่นได้ เนื่องจากจะมีปัญหาในตอนที่ผู้เข้าทำการค้นหาเพื่อเข้าถึง อาจจะเกิดการสับสนได้ เราสามารถเห็นเจ้าตัว Domain Name ได้จากตัวชื่อของเว็บไซต์ ที่จะลงท้ายด้วย .com .co.th หรือ .io เป็นต้น

ไม่ว่าจะเป็นใครก็สามารถที่จด Domain Name เป็นของตัวเองได้ อย่างที่ได้กล่าวข้างต้นว่าใคร ๆ ก็เป็นเจ้าของเว็บไซต์ของตัวเองได้ทั้งนั้น โดยการจด Domain นั้นมีค่าใช้จ่ายเพียงแค่ไม่เกิน 20 เหรียญต่อปี หรือแปลงเป็นเงินบาทไม่เกิน 300 บาทต่อปีเท่านั้น แต่สิ่งที่น่ากังวลมันอยู่ที่การเลือกชื่อที่จะใช้มาเป็น Domain Name มากกว่าว่าจะใช้ชื่ออะไรที่จำง่าย เชื่อมโยงกับตัวเนื้อหาด้านในเว็บไซต์ของเรา และต้องไม่ซ้ำกับผู้อื่น ถือเป็นเรื่องยากพอสมควร ณ ตอนนี้มีเว็บไซต์มากมายนับไม่ถ้วน และครอบคลุมทุกสิ่งไปหมดแล้ว ดังนั้นนี่เป็นอีกโจทย์ที่เราต้องคิดและทำการบ้านให้ดี ถ้าตั้งใจว่าจะใช้เว็บไซต์นี้ในระยะยาว วิธีการจด Domain Name มีดังนี้

  • ทำการหาบริษัทที่เปิดรับให้จด Domain Name (อาจจะเข้าไปที่เว็บไซต์ของเขา หรือจะติดต่อสอบถามเรื่องรายละเอียดวิธีการในการจด)
  • ทำการใส่ชื่อ Domain Name ที่เราคิดไว้ และทำการค้นหาเพื่อเช็คว่าซ้ำกับของใครหรือไม่
  • เมื่อได้ชื่อ Domain Name ที่ใช้งานได้แล้ว ก็ทำการตรวจสอบอีกครั้ง
  • ดำเนินการชำระเงินตามกระบวนการของเว็บไซต์ที่เราจดด้วย

Web server แต่ละประเภทที่ควรจะรู้ไว้ เพื่อการใช้งานที่เหมาะสม

                เมื่อเรามีชื่อเว็บไซต์เรียบร้อย ก็จำเป็นที่จะต้องมีพื้นที่สำหรับเว็บไซต์ของเรานั่นก็คือ Web Server หรือหลายคนอาจจะคุ้นกับชื่อ Web Hosting นั่นเอง ซึ่งเราสามารถที่ซื้อพื้นที่ของในการใช้งานเว็บไซต์ของเราก็ได้ หรือจะทำการเช่าก็ได้ จากนั้นก็มาทำการเลือกประเภทของ Web Hosting ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับเว็บไซต์ของเรา โดย Web hosting นั้นจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ

  • Shared Hosting เป็นพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับเว็บไซต์ที่ไม่ได้ต้องการความเสถียรอะไรมาก ไม่มีข้อมูลสำคัญ หรือมีผู้ใช้งานจำนวนมาก เนื่องจาก Shared Hosting เป็นพื้นที่สำหรับเว็บไซต์ที่มีราคาที่ถูกมาก แต่สิ่งที่มากับความถูกนั้นก็คือการใช้งานรวมกับเว็บไซต์อื่น ๆ ที่เป็น Shared Hosting เหมือนกัน ดังนั้นถ้าเกิดปัญหา เรามีสิทธิ์ที่จะได้รับผลกระทบไปด้วยอย่างแน่นอน เนื่องจากมีการแชร์พื้นที่การใช้งานกันอยู่ หรือใช้พื้นที่เดียวกันนั่นเอง
  • Could Hosting หรือเราจะเรียกว่า Private Hosting ก็ได้ เหมาะสำหรับเว็บไซต์ที่ต้องการความปลอดภัยที่มากกว่า Shared Hosting ไม่ต้องการแชร์พื้นที่กับใคร มีการ customize หรือดัดแปลงที่ง่าย แต่ก็ตามมาด้วยราคาที่ค่อนข้างสูง และการใช้งานที่ค่อนข้างซับซ้อนกว่าตัว Shared Hosting

ลองสังเกต และประเมินเว็บไซต์ของคุณดูว่าต้องการจะให้มีลักษณะอย่างไร หรือจุดมุ่งหมายจริง ๆ คืออะไร การเลือกชื่อในการจด Domain ควรจะเป็นอย่างไร และมีทุนมากน้อยแค่ไหน เพื่อที่จะสามารถเลือกใช้งานรายละเอียดต่าง ๆ เหล่านี้ได้ถูกต้อง และเหมาะสมกับเว็บไซต์ของคุณที่สุด