เปิดคัมภีร์เซียน ปรับความเข้าใจระหว่างนักออกแบบและผู้ใช้งานเว็บไซต์

หากลูกค้าคือพระเจ้าฉันท์ใด คัมภีร์เซียนฉบับนี้ก็ช่วยให้นักออกแบบเข้าใจการใช้งานของผู้ใช้งานเว็บไซต์ได้ฉันท์นั้น บทความนี้จะของตั้งตัวเองขึ้นเป็นคัมภีร์ที่ไม่ลับสำหรับนักออกแบบทุกคน โดยจะมาแนะนำแนวทางการเข้าใจผู้ใช้ง่ายให้เข้าใจกันง่าย ๆ เพื่อที่จะได้ออกแบบเว็บไซต์ได้ตามที่ผู้ว่าจ้างและผู้ใช้งานต้องการนั้นเอง อีกทั้งจะมาปรับให้ผู้ใช้งานเข้าใจผู้ออกแบบด้วยกันทั้งสองฝั่งด้วย
อันดับแรกจะขอแบ่งบทความนี้ออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ ๆ โดยที่ส่วนแรกจะปรับมุมมองความเข้าใจทางด้านลูกค้า ให้เข้าใจถึงรูปแบบการทำงานของนักออกแบบ และนักพัฒนาเว็บไซต์ และส่วนที่สองคือเพื่อให้นักพัฒนามีความเข้าใจถึงความต้องการของลูกค้า
ในส่วนแรกนั้น คือมุมมองจากทางลูกค้า ซึ่งเมื่อลูกค้าต้องการจะว่าจ้างงานต่าง ๆ มักจะมีแนวทางที่ต้องการ งบประมาณ ไปจนถึงกำหนดเวลาในการทำงานมาให้ แต่เมื่อเริ่มคุยงานกับทางฝ่ายออกแบบนั้นอาจไม่เป็นไปตามสิ่งที่คิดทั้งหมด อาทิ ช่วงเวลาการทำงานที่กำหนดมานั้นอาจยาวออกไป เนื่องจากการทำงานส่วนแรกคือการคุยกับลูกค้า แล้วนำไปออกแบบมาให้ลูกค้าประเมิน หากผ่านก็สามารถทำต่อได้เลย แต่หากไม่ผ่านจะต้องย้อนไปแก้การออกแบบทำให้ระยะเวลาการดำเนินงานอาจยืดออกไปได้ หรือในส่วนของเรื่องแนวทางของเว็บไซต์ที่ลูกค้าต้องการ อาจมีบางสิ่งซึ่งไม่เหมาะสมตามความเห็นของผู้ออกแบบ อย่างที่จะเห็นได้ว่าลูกค้าอาจต้องการงานที่ดูทันสมัยแตกต่างไปจากความรู้สึกเดิม ๆ แต่ก็ไปขัดกับประสบการณ์ใช้งานของผู้ใช้งาน ซึ่งตามหลักการออกแบบนั้นถือว่าเป็นปัญหาอย่างมาก จึงต้องลดทอนลงมาให้อยู่ในจุดที่เหมาะสม และสามารถทำได้จริงนั้นเอง
ส่วนที่สองนั้น ก็คือมุมมองของผู้ออกแบบ โดยที่จะมองว่าลูกค้าเป็นพระเจ้านั้นคงไม่ผิด แต่ควรจะต้องอยู่ในจุดที่เหมาะสม หากจุดไหนผิดจริงและจะเกิดปัญหาตามมาภายหลัง ควรอธิบายลูกค้าไปตามจริง และปัญหาสำคัญของทีมออกแบบคือ ออกแบบไปแล้วลูกค้าไม่พอใจ ในส่วนนี้ควรเผื่อเวลาสำหรับขั้นตอนนี้ให้มากกว่าเวลาจริง และต้องถามคำถามซึ่งกระตุ้นให้ลูกค้าบอกสิ่งที่ต้องการออกมาให้หมดในคราวแรก เพื่อลดปัญหาการแก้งานในภายหลัง อาทิ เมื่อประชุมครั้งแรกลูกค้าแจ้งว่า ต้องการเว็บไซต์สำหรับร้านขายเครื่องสำอางแบรนด์ไทย ที่ดูไทย และมีลวดลายอย่างไทย เมื่อนำกลับมาออกแบบแล้วไปเสนอลูกค้ากลับไม่ชอบเพราะเว็บไซต์ดูเชย ในจุดนี้การแก้ปัญหาที่ดี คือ มองตามที่ลูกค้าแจ้งว่าเราออกแบบมาดีพอหรือไม่ หากเราทำดีพอแล้วปัญหาที่เกิดคือเราเก็บข้อมูลจากลูกค้ามาไม่ดีพอ ดังนั้นเราต้องถามลูกค้าให้ชัดเจนว่าเว็บไซต์แบบไทย นี้ต้องมีความไทยแค่ไหน หรือจะเป็นไทยประยุกต์เพื่อให้ดูทันยุคสมัยมากยิ่งขึ้น หรือโทนสีของเว็บไซต์ที่ลูกค้าต้องการ ไปจนถึงปริมาณหน้าย่อยของเว็บไซต์ที่ลูกค้าต้องการ เพื่อให้การทำงานร่วมกันเป็นไปได้อย่างราบรื่นและได้ผลงานที่ดีมีคุณภาพนั้นเอง
จะเห็นได้ว่าแค่เราเข้าใจเขา และทำให้เขาเข้าใจตัวเขาเองมากขึ้นไปอีก ก็จะช่วยให้การทำงานราบรื่น ไม่ต้องแก้งานกันหลายครั้ง งานก็เสร็จตามเวลา ไม่มีข้อขัดแจ้งระหว่างสองฝ่าย และนักออกแบบต้องเข้าใจว่า ลูกค้ามีภาพในความคิด แต่เราเป็นผู้ทำให้เป็นจริงขึ้น ซึ่งอาจจะไม่ตรงในทีเดียวนั่นเอง